โปสเตอร์หาเสียง “พรรคเปลี่ยนผ่าน” ส่งต่อความฝันถึงรัฐบาลชุดใหม่ โดย CrCF
ในระยะเวลาไม่กี่เดือนมานี้ บรรยากาศการเมืองไทยมีสีสันอย่างมาก การแข่งขันทางการเมืองผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมนโยบายต่างๆ นานา ดึงดูดใจให้ประชาชนใช้ปลายปากกาเลือกผู้แทนของตัวเองเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสภา ด้วยความหวังว่าปัญหาเดิมที่ค้างคาจะได้รับการแก้ไข และประเทศไทยจะได้เติบโตและเจริญก้าวหน้ากว่าที่เคยเป็นมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง CrCF เห็นว่า นโยบายหนึ่งที่ไม่ได้ถูก “ชู” ขึ้นมาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง คือประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการคืนความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายในกรณีทรมาน การบังคับสูญหาย และความรุนแรงโดยรัฐอื่นๆ เช่น กรณีบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมือง ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น ซึ่งกรณีเหล่านี้ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้บังคับบัญชา การลอยนวลพ้นผิดเช่นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เพราะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นวงจรต่อไปไม่รู้จบ สร้างความหวาดกลัวต่อการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ และนั่นอาจทำให้สังคมไทยไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้
ภายหลังจากการประกาศวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) พิพิธภัณฑ์สามัญชนได้เปิดตัวนิทรรศการ “Elect ฉัน: โปรด เลือก ฉัน” ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมของนิทรรศการครั้งนี้ คือการเปิดรับผลงานป้ายหาเสียงจากฝีมือของบุคคลทั่วไป และป้ายหาเสียงของ CrCF ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ โดยจัดแสดงที่ Hope Space เมื่อวันที่ 10 – 11 มกราคม 2569
พรรคเปลี่ยนผ่าน: การเปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรม
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการทรมานและการบังคับสูญหาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเพื่อปิดปากไม่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม และตรวจสอบรัฐ เนื่องจากการเห็นต่างจากรัฐอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง กัดกร่อนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เมื่อปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถาม ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของคนทั้งสังคมไม่เกิดการพัฒนา ย่ำอยู่กับที่ พร้อมเผชิญปัญหาเดิมๆ ที่ทำได้เพียงถอดบทเรียนซ้ำๆ แต่ไม่มีการปรับปรุงแก้ไข
ในการทำงานให้ความช่วยเหลือและรณรงค์เกี่ยวกับความรุนแรงโดยรัฐ ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 CrCF ใช้หลักการ “ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” หรือ Transitional Justice เป็นแกนหลัก โดยเชื่อว่าการคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในสังคมได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น จึงเลือกใช้ชื่อพรรคการเมืองสมมติในป้ายหาเสียงว่า “พรรคเปลี่ยนผ่าน” โดยมีสัญลักษณ์เป็นต้นไม้ที่เปลี่ยนจากต้นไม้ตาย เป็นต้นไม้ที่ผลิใบสีเขียว สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความหวัง
สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาเดิมๆ เปรียบได้กับต้นไม้ที่ขาดการดูแล บำรุงรักษา และตายในที่สุด
ขณะเดียวกัน การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ส่งเสียง ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์รัฐ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และนำไปสู่สังคมที่เป็นปกติสุขและมีการพัฒนา เปรียบได้กับต้นไม้ที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี ทำให้ต้นไม้เติบโตงอกงาม
“เปลี่ยนผ่าน เปิดตา เปิดโอกาส”
สำหรับสโลแกนของพรรคเปลี่ยนผ่าน ที่ว่า “เปลี่ยนผ่าน เปิดตา เปิดโอกาส” หมายความว่าความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน จะ “เปิดตา” ให้ทุกคนในสังคมรับทราบความจริง และเปิดโอกาสไปสู่การปฏิรูประบบ และพัฒนาสังคมให้ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่สุด ด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การค้นหาความจริงในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำผิด การชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย และการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง เพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม ทั้งกับผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคม ซึ่งแนวคิดนี้จะ“เปิดโอกาส” ให้สังคมได้เติบโตสู่สังคมที่ปราศจากความรุนแรงโดยรัฐอย่างแท้จริง
นโยบายบนพื้นฐานของความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
- หยุดวงจรความรุนแรงโดยรัฐ
นโยบายแรกของพรรคเปลี่ยนผ่าน คือการหยุดวงจรความรุนแรงโดยรัฐ เริ่มจากการรื้อคดีทรมานและบังคับสูญหายทุกคดีขึ้นมาสืบสวนสอบสวนใหม่ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพราะที่ผ่านมา การสืบสวนสอบสวนคดีทรมานและบังคับสูญหายเป็นไปอย่างล่าช้า กรณีบังคับสูญหายหลายกรณีมีคำสั่งยุติเรื่องโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงยังคงลอยนวล ไม่ถูกดำเนินคดี เช่น คดีตากใบ, การยุติเรื่องในกรณีบังคับสูญหาย 4 กรณี, กรณีบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายในคดีเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะผู้ถูกกระทำทรมานหรือผู้ที่ถูกบังคับสูญหายเท่านั้น แต่การทรมานและการบังคับสูญหายยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ทั้งด้านจิตใจ จากการรอคอยคำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหาย ด้านเศรษฐกิจ ในกรณีที่ผู้สูญหายหรือผู้ถูกทรมานเป็นหัวหน้าครอบครัว และสังคม ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกครหาว่าเป็นคนไม่ดีที่ทำผิดกฎหมาย
การสืบสวนสอบสวน หาข้อเท็จจริง ทั้งพฤติการณ์ของการทรมานและบังคับสูญหาย รวมทั้งชะตากรรมของผู้ที่ถูกกระทำ จะทำให้ครอบครัวของผู้เสียหายได้ทราบความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้เสียหาย ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป รวมทั้งคืนศักดิ์ศรีให้ผู้เสียหายและครอบครัว นอกจากนี้ การสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรมและพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทรมานและการบังคับสูญหาย ครอบครัวของผู้เสียหายจะได้รับเงินชดเชยตามระเบียบเยียวยา และยังต้องมีการเยียวยาด้านจิตใจของครอบครัวผู้เสียหาย เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติในที่สุด
- ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน มีสองเสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ คือการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดและผู้บังคับบัญชา และการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันต่างๆ และนโยบายของพรรคเปลี่ยนผ่าน ต้องการให้มีการดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่นั้นๆ ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมทั้งการปฏิรูปสถาบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจเหนือประชาชน เช่น ศาล กองทัพ และตำรวจ โดยสถาบันเหล่านี้ต้องถูกตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ต้องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และหันมารับสมัครทหารอาชีพ เพื่อลดปัญหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในค่ายทหาร ยกเลิกกฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป และไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งศาลต้องมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
- ส่งเสริม “ความทรงจำ” เพื่อยุติความรุนแรงโดยรัฐ
นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ผ่านการค้นหาความจริง การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ และการปฏิรูปสถาบันแล้ว สิ่งที่จะสามารถป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นซ้ำ คือการย้ำเตือนถึงผลกระทบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ซึ่งพรรคเปลี่ยนผ่านมีนโยบายในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ โดยการบรรจุเรื่อง “การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐในอดีต” ในบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, เหตุการณ์พฤษภา 35, เหตุการณ์พฤษภา 53 และเหตุการณ์ตากใบ เป็นต้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ทำความเข้าใจบริบทของเหตุการณ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ และผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนโดยรวม
นอกจากนี้ พรรคเปลี่ยนผ่านยังมีนโยบายส่งเสริมประเด็นสิทธิมนุษยชนในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ทั้งสิทธิในชีวิต สิทธิในร่างกาย สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อสร้างความตระหนักในสิทธิมนุษยชนให้กับเยาวชนทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่นในสังคม รวมถึงการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถทำได้ และไม่สมควรที่จะถูกปิดกั้น
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับความรุนแรงโดยรัฐที่เกิดขึ้นในอดีต ในท้องถิ่นต่างๆ พรรคเปลี่ยนผ่านมีนโยบายมอบทุนสนับสนุนให้ท้องถิ่นสร้างอนุสรณ์ถึงผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ อาจเป็นในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ หรืออนุสรณ์สถาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และย้ำเตือนถึงผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเป็นการระลึกถึงผู้สูญเสียในเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ส่งต่อความฝัน: หน้าที่ของรัฐคือการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน
พรรคเปลี่ยนผ่าน แม้จะเป็นเพียงพรรคการเมืองสมมติที่ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมกิจกรรมสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ แต่แนวคิดและทุกนโยบายนั้นกลั่นกรองมาจากประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ CrCF ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว องค์กรภาคประชาสังคมเพียงหยิบมือก็ไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด แต่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจ ทรัพยากร และเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ในการแก้ไขและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้น ทุกถ้อยคำที่ปรากฏบนป้ายหาเสียงนี้จึงไม่ใช่เรื่องสมมติ ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นความฝันของ CrCF ที่จะส่งต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้สานต่อ เพื่อสังคมที่ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่สุด






