การทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน (Unconventional Torture): วิธีแยบยล-ทำลายความเป็นคนของทุกฝ่าย

ไม่นานมานี้ ท่ามกลางความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังคนหนึ่งของไทยได้นำรถบรรทุกพร้อมลำโพงขนาดใหญ่ไปเปิดเสียงผีและเสียงเครื่องบิน เพื่อข่มขวัญชาวกัมพูชาที่อยู่บริเวณชายแดน โดยอ้างว่าเป็นการทำความดีเพื่อประเทศชาติ แม้จะมีเสียงตักเตือนและวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชน ที่มองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เข้าข่ายการทรมาน และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก ทว่าอินฟลูเอนเซอร์ผู้นี้กลับยังคงสวมหน้ากากวีรบุรุษ และยืนยันว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

เสียงดังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐทั่วโลกหยิบมาใช้ในการข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม แม้กระทั่งเสียงดนตรีจากศิลปินยอดนิยม ก็ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทรมาน ทั้งการสร้างความเครียด และดูหมิ่นความเชื่อทางศาสนา ซึ่งแม้จะดูเหมือนว่าไม่มีการแตะเนื้อต้องตัว ไม่มีร่องรอยการใช้ความรุนแรง แต่วิธีการเช่นนี้กลับทิ้งบาดแผลไว้ในจิตใจของผู้เสียหายไม่น้อย

การทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน (Unconventional Torture)

การใช้เสียงเพื่อข่มขู่ ข่มขวัญ รีดข้อมูลหรือคำรับสารภาพ เป็นหนึ่งในการทรมานที่เรียกว่า การทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน (Unconventional Torture)

อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention Against Torture – CAT) ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการทรมานไว้ว่าการกระทำใดๆ ที่มีเจตนาสร้างความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรีดข้อมูล ลงโทษ ข่มขู่ หรือบีบบังคับ ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทว่าการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนจะมีลักษณะที่แนบเนียนและแยบยลกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่มีเจตนาสร้างความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจแล้ว การทรมานลักษณะนี้ยังมักจะไม่ทิ้งร่องรอยทางร่างกาย หรือเป็นวิธีการที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อเลี่ยงคำจำกัดความทางกฎหมายว่าด้วยการทรมาน วิธีการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นการทรมานทางจิตใจหรืออาศัยสภาพแวดล้อม รวมทั้งการลงโทษทางร่างกายที่หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บรุนแรงทางร่างกาย

ยิ่งกว่านั้น การทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนยังหมายถึงวิธีการที่ทำลายขีดจำกัดทางกายภาพและจิตใจ เพื่อสร้างความเจ็บปวด ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่มักอ้างว่าเป็น “เทคนิคการสอบสวน” ที่อนุญาตให้ทำได้ หรือ “การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นประเภทของการกระทำที่ได้รับโทษทางกฎหมายที่เบากว่าการทรมานโดยตรง

“การทรมานที่เหมือนไม่ทรมาน”

เนื่องจากการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนเป็นวิธีการทรมานที่ไม่ต้องการให้เกิดร่องรอยตามร่างกาย เพื่อไม่ให้ผู้กระทำต้องรับโทษจากการทรมาน จึงมีการออกแบบวิธีการทรมานรูปแบบต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่สร้างความเจ็บปวด แต่ที่จริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจ ตัวอย่างเช่น

การสร้างภาวะขาดหรือภาวะเกินด้านประสาทสัมผัส เช่น

  • คลุมศีรษะ มัด หรือคุมขังเดี่ยวเป็นเวลานาน 
  • เปิดเพลงหรือเสียงดังๆ / เปิดไฟกะพริบอย่างแรงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน
  • ก่อให้เกิดความเครียด สับสน และภาวะเหนื่อยล้าทางจิตใจ

การควบคุมหรือชักจูงทางกายภาพ เช่น

  • บังคับให้อดนอนเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญา อารมณ์แปรปรวน และการพังทลายทางจิตใจ
  • บังคับให้อยู่ในอิริยาบถที่ไม่สบายเป็นเวลานาน (เช่น นั่งยอง, คล้องกุญแจมือกับบาร์สูง) สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงโดยไม่ทิ้งร่องรอย
  • บังคับให้อยู่ในสภาพแวดล้อมสุดโต่ง (เช่น อากาศหนาวเย็นหรือร้อนจัด) 
  • งดอาหาร น้ำ หรือการรักษาพยาบาลที่จำเป็น

การทำร้ายร่างกายและจิตใจ เช่น

  • สร้างสถานการณ์ให้ผู้ถูกกระทำเชื่อว่าตัวเองกำลังจะตาย เช่น การกรอกน้ำ (Waterboarding) การเอาปืนจ่อศีรษะ
  • บังคับเปลือยกายและคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย ก่อให้เกิดความอับอายและความรู้สึกถูกด้อยค่า
  • ข่มขู่และบังคับให้ดูการทรมานหรือสังหาร ข่มขู่ครอบครัวของผู้เสียหาย หรือบังคับให้ดูการทรมาน การตัดอวัยวะ หรือการฆาตกรรมผู้อื่น
  • ด่าทอและตั้งกฎโดยพลการ (เช่น ใช้ข้อกล่าวหาเท็จ, ลงโทษแบบสุ่ม) เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีอย่างต่อเนื่อง การใช้ข้อกล่าวหาเท็จ การลงโทษแบบสุ่ง เพื่อทำลายการรับรู้ความเป็นจริงและอำนาจการควบคุมสิ่งต่างๆ

3 กรณีทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนระดับโลก

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่มีกรณีทรมานทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นกรณีของฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 ขณะที่ฤทธิรงค์ยังเป็นเยาวชน เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำทรมานเพื่อให้สารภาพว่าเป็นผู้ขโมยทองจากร้านทอง ทั้งที่ฤทธิรงค์เป็นผู้บริสุทธิ์ หรือกรณีของอดีตผู้กำกับโจ้ ที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด เปิดเผยถึงการทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดด้วยการคลุมถุงดำที่ศีรษะของผู้ต้องหา จนกลายเป็นคดีใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม กรณีตัวอย่างทั้งสองเป็นการทรมานทางร่างกายที่มีบาดแผลชัดเจน แต่ยังมีบางหน่วยงานจากทั่วโลกที่ใช้วิธีการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • เทคนิคการสอบสวนขั้นสูง (Enhanced Interrogation Techniques-EITs) ของ CIA

กรณีของเทคนิคการสอบสวนขั้นสูง หรือ EITs ของ CIA ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นตัวอย่างของระบบที่ออกแบบเพื่อสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่พยายามใช้วิธีการที่ไม่ให้เข้าข่ายการทรมานในยุคสมัยใหม่ที่ได้รับการบันทึกไว้มากที่สุด หนึ่งในกรณีที่มีชื่อเสียงคือ กรณีของบินยัม โมฮัมเหม็ด อดีตนักโทษชาวเอธิโอเปีย ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำกวนตานาโมเป็นเวลาหลายปี เขาถูกทรมานโดยการถูกบังคับให้อยู่ในท่าทางที่ไม่สบาย ฟังเสียงเพลงที่เปิดดังอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นเพลงร็อกและแร็ปอเมริกัน และถูกบังคับให้อดนอน แม้ในที่สุดเขาจะเป็นอิสระ แต่ก็ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บทางจิตใจในระยะยาว รวมทั้งภาวะปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นหลังจากการเผชิญเหตุการณ์ที่น่ากลัวหรือกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง หรือ PTSD รุนแรง และอาการซึมเศร้าอย่างหนัก

บินยัม โมฮัมเหม็ด อธิบายว่า เขาถูกบดขยี้ด้วยเสียงที่ดังต่อเนื่องและการคุกคามทางจิตใจ

นอกจากนี้ กรณีของเรือนจำอาบู กราอิบ และกวนตานาโม ยังถือว่าเป็นสถานที่ที่มีการใช้วิธีการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนอย่างแพร่หลาย ประกอบด้วย การบังคับเปลือยกายและคุกคามทางเพศ การบังคับให้อยู่ในท่าทางที่ไม่สบาย (เช่น ล่ามโซ่ไว้กับกำแพงเป็นเวลานาน) การคลุมศีรษะ เปิดไฟสว่างจ้าและเปิดเสียงดัง ส่งผลให้เกิดโรคทางจิตเวชขั้นรุนแรง ทั้ง PTSD โรควิตกกังวล และขาดความไว้วางใจ เนื่องจากวิธีการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายตัวตนและเจตจำนงของผู้เสียหาย

อีกหนึ่งวิธีการที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ คือ การกรอกน้ำ (Waterboarding) ที่นอกจากจะเป็นการทรมานทางร่างกายแล้ว ยังเป็นเทคนิคการทรมานทางจิตใจ เนื่องจากเป็นการจำลองความรู้สึกขณะจมน้ำ ส่งผลให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตัวเองกำลังจะตาย วิธีการนี้สร้างความรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง และมักจะก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจในระยะยาว เนื่องจากผู้ที่รอดชีวิตจะยังคงติดอยู่กับภาพความรุนแรงในอดีตและฝันร้าย นอกจากนี้ การศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าวิธีการนี้ยังนำไปสู่แนวโน้มที่จะได้คำสารภาพที่เป็นเท็จมากขึ้นด้วย

  • เทคนิคทั้งห้า (The Five Techniques)

ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ ช่วงปลายทศวรรษ 1970 กองทัพอังกฤษใช้เทคนิค 5 ประการ ในการทรมานผู้ต้องขังในไอร์แลนด์เหนือ และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (ECtHR) มีคำพิพากษาให้เทคนิคเหล่านี้เป็น “การปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

เทคนิค 5 ประการ ประกอบด้ว การบังคับให้ยืนพิงกำแพงพร้อมเขย่งเท้า กางแขนขา (Wall-standing) เป็นเวลาหลายชั่วโมง การใช้ถุงคลุมศีรษะ การฟังเสียงดังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน การบังคับอดนอนหลายวัน และการบังคับอดอาหาร น้ำ และปฏิเสธปัจจัยพื้นฐานทางร่างกาย

  • การทรมานสีขาว (White Torture)

การทรมานที่มุ่งทำลายประสาทสัมผัสและตัวตนของผู้เสียหายอย่างสิ้นเชิง โดยผู้เสียหายจะถูกจองจำในคุกที่ทาสีขาวทั้งกำแพง พื้น เพดาน ให้สวมเสื้อผ้าสีขาว กินอาหารที่เป็นสีขาว วิธีการที่ไร้ความรุนแรงทางกายภาพนี้ นำไปสู่การสูญเสียตัวตน สูญเสียการรับรู้เรื่องวันเวลาและความเป็นจริง ผู้ที่รอดชีวิตจะต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจในระยะยาว ทั้งการเห็นภาพหลอน การไร้ความสามารถในการสร้างความทรงจำ และการไม่เชื่อในประสาทสัมผัสของตัวเองอย่างถาวร

นอกจากนี้ ภายในคุกยังเป็นห้องที่ป้องกันเสียง และผู้คุมจะสวมรองเท้าไร้เสียง ผู้ต้องขังจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจและลมหายใจของตัวเอง การไม่ได้ยินเสียงใดๆ โดยสิ้นเชิง ทำให้สมองต้องสร้างเสียงต่างๆ ขึ้น นำไปสู่ประสบการณ์ที่คล้ายกับการเป็นโรคทางจิตและภาวะสูญเสียความสามารถทางปัญญา ส่วนการกินอาหารสีขาว ไม่ปรุงรส เป็นการลดทอนประสาทสัมผัสรับรสและกลิ่น วิธีการนี้มุ่งทำลายความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการเชื่อมโยงและกระตุ้นประสาทสัมผัส บังคับให้จิตใจเข้าสู่สภาวะตึงเครียดรุนแรงและรู้สึกโดดเดี่ยว

ผลกระทบจากการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน

แม้ว่าวิธีการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผนจะไม่ได้ทิ้งร่องรอยบาดเจ็บทางร่างกาย แต่กลับทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่คงอยู่กับผู้เสียหายอย่างถาวร ขณะเดียวกันก็ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียหาย รวมทั้งสังคมในวงกว้าง 

ผลกระทบที่เกิดจากการทรมานที่ไม่เป็นแบบแผน มันจะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน รุนแรง และมีลักษณะทำลายล้าง โดยเฉพาะภาวะวิกฤตทางจิตใจ เช่น โรค PTSD ผู้เสียหายมักย้อนคิดถึงภาพการทรมานในอดีต ฝันร้าย อาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง และพฤติกรรมหลีกเลี่ยง มีภาวะซึมเศร้าเรื้อรังในระดับสูง วิตกกังวล ตื่นตระหนก และหวาดกลัวว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ การทรมานดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญา การไม่มีสมาธิ สูญเสียความทรงจำ สับสน และมีปัญหาในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล รวมถึงบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบความเชื่อ สูญเสียความเป็นตัวเอง รู้สึกผิดอย่างรุนแรง อับอาย และไร้ค่า

เมื่อสมาชิกในครอบครัวตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมาน ทั้งครอบครัวต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหลายประการ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และทางจิตใจ ผู้รอดชีวิตจากการทรมานมักจะต้องดิ้นรนเพื่อกลับมาเป็นปกติ และความเจ็บปวดของเขาส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง นำไปสู่บาดแผลทางจิตใจจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ล่มสลายในครอบครัว

ยิ่งกว่านั้น การทรมานยังเป็นวิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” ที่ช่วยแพร่กระจายความกลัวไปสู่ประชาชน เสริมพลังการควบคุมทางสังคมและการเมืองโดยผลกระทบที่รุนแรงที่มีต่อผู้เห็นต่าง อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่มักจะนำไปสู่คำสารภาพที่เป็นเท็จ เนื่องจากผู้เสียหายมักจะยอมรับสารภาพเพื่อให้พ้นจากความเจ็บปวด ทำให้การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ นำไปสู่การลงโทษผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม 

เมื่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมถูกทำลาย นั่นหมายความว่า การทรมานที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสถาบันรัฐ อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐเป็นผู้ละเมิดหลักนิติธรรมนั่นเอง

อินโฟกราฟิก : อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts