D.P.: จากทหารเกณฑ์ลูกชาวบ้านสู่ปีศาจที่ถูกสร้างจากการเพิกเฉย

นับว่าเป็น “ท่ามาตรฐาน” สำหรับวงการซีรีส์ในเกาหลีใต้ ที่มักจะผลิตซีรีส์เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายความ แพทย์ ฝ่ายตรวจสอบ หรือครีเอทีฟโฆษณา และในปี 2021 ซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือ “D.P.” หรือชื่อภาษาไทยว่า “หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ซึ่งเจาะลึกไปที่ทหารหน่วยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักอย่างหน่วย D.P. ที่ทำหน้าที่ติดตามจับกุมทหารที่หลบหนีออกจากค่ายเพื่อมารับโทษ

นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างจากทหารหน่วยอื่นๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้หน่วย D.P. แตกต่างจากทหารทั่วไป คือลักษณะที่เป็น “ผู้อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นทหารและพลเรือน” ค่าที่พวกเขามีโอกาสออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกค่ายทหารบ่อยครั้ง และสามารถแต่งกายเป็นพลเรือน รวมทั้งไว้ผมยาวได้ เนื่องจากต้องพรางตัวเป็นพลเรือนเพื่อสืบหาและตามจับทหารที่หลบหนีออกจากค่าย อิสรภาพที่ได้รับ เปิดโอกาสให้ทหารหน่วย D.P. ได้สำรวจและเรียนรู้ชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะชีวิตของทหารหนีทัพ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาสามารถเข้าใจทั้งความเป็นมนุษย์ของตัวเองและผู้อื่นได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญ ประเด็นหนึ่งที่พวกเขามองเห็นจากการอยู่นอกเขตอำนาจของกองทัพ คือปัญหาการใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทหารหลายคนตัดสินใจหนีออกจากค่าย

สังคมชายเป็นใหญ่: ต้นตอความรุนแรงในค่ายทหาร

เรื่องราวในซีรีส์ D.P. เกิดขึ้นในปี 2014 ซึ่งตรงกับรัฐบาลอนุรักษ์นิยมของประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการเคารพความเป็นมนุษย์และการสร้างกองทัพที่รับรองการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกองทัพ ทว่าโดยทั่วไป ภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยม นโยบายการปฏิรูปกองทัพของเกาหลีใต้มักจะถูกชะลอไว้โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ ขณะที่การเกณฑ์ทหารของชายที่มีสัญชาติเกาหลีทุกคนไม่เพียงแต่เป็นกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในค่านิยมของสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเกาหลีใต้ ที่คาดหวังให้ผู้ชายต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เพื่อฝึกวินัยและความเป็นชายชาตรีที่มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่เข้มข้นในค่ายทหารกลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเพศชายที่มีลักษณะไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม ทหารเกณฑ์ที่สุขภาพไม่แข็งแรง บุคลิกอ่อนแอ ฐานะยากจน ไร้เส้นสาย หรือทหารเกณฑ์ที่มีความหลากหลายทางเพศ ต้องตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและการลดทอนความเป็นมนุษย์ ทั้งการใช้กำลัง การทรมาน ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศจากรุ่นพี่และผู้บังคับบัญชา ซึ่งตรงกันข้ามกับคำมั่นสัญญาของกองทัพในวันแรกที่ทหารเกณฑ์เข้ากรม ที่ว่า “ผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาเหล่านี้จะเป็นสมาชิกของกองทัพเกาหลีอย่างภาคภูมิ เราจะอบรมให้พวกเขาเป็นคนแข็งแกร่ง”

การเพิกเฉย: ตัวแปรซ้ำเติมความรุนแรงในค่ายทหาร

นอกจากภาพความรุนแรงหลากหลายรูปแบบที่บีบให้ทหารเกณฑ์หลายคนตัดสินใจหนีออกจากค่าย อีกภาพที่เราเห็นอยู่บ่อยครั้งในซีรีส์เรื่องนี้ คือการนิ่งเฉยของทหารในค่าย เมื่อมีการกลั่นแกล้งรังแกหรือล่วงละเมิดทางเพศ แม้กระทั่งทหารในระดับผู้บังคับบัญชาก็ยังมองว่าการใช้ความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องปกติ เป็นการฝึกเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ขณะที่เรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็นภาระและเป็นอุปสรรคในการฝึกทหารเพื่อรับมือกับภาวะสงคราม ทหารหนีทัพหลายรายถูกจับกุมตัวและกลับมารับโทษ ทว่าเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจหนีทหารนั้น กลับไม่มีผู้ใดสนใจที่จะสืบสวนย้อนหลัง ลงโทษผู้ที่กระทำความผิด หรือแม้กระทั่งพยายามสร้างมาตรการป้องกัน มีเพียงป้ายรณรงค์ที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ ในค่าย เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ทหารรุ่นพี่ที่กระทำความรุนแรง เมื่อปลดประจำการไปแล้วก็รอดพ้นจากโทษทัณฑ์และความรับผิดชอบทั้งปวง ในทางกลับกัน เมื่อผู้ที่ถูกกระทำลุกขึ้นมาเรียกร้องคำขอโทษ ก็จะถูกมองว่าเป็นตัวทำลายบรรยากาศภายในค่าย

เรื่องราวของทหารหนีทัพ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารและการใช้ความรุนแรงภายในค่ายได้ทำลายบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ สกัดกั้นโอกาส และทำลายอนาคตของคนหนุ่มมากมาย แต่ยังเผยให้เห็นว่าการเพิกเฉยต่อความรุนแรงภายในค่ายทหารได้ซ้ำเติมให้เกิดปัญหาความรุนแรงอื่นๆ ตามมาด้วย ดังเช่นกรณีของ “โจซอกบง” ทหารเกณฑ์จิตใจดี รักศิลปะ อดีตนักกีฬายูโดที่เลิกเล่นกีฬาชนิดนี้เพราะไม่สบายใจที่ต้องทำร้ายผู้อื่น แต่กลับถูกทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศโดยทหารรุ่นพี่บ่อยครั้ง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ โจซอกบงทนไม่ไหว หันมาทำร้ายร่างกายรุ่นพี่ที่ทำร้ายเขา และหนีออกจากค่าย เพื่อตามล้างแค้นรุ่นพี่อีกคนที่ปลดประจำการไปแล้ว

ในเวลาไล่เลี่ยกับกรณีของโจซอกบง เหตุสลดใจอันมีที่มาจากการเพิกเฉยต่อความรุนแรงในค่ายทหาร ปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดย “คิมรูลี” ทหารเกณฑ์ร่างอ้วนและเป็นโรคหอบหืด เขาเป็นเพื่อนสนิทกับโจซอกบงจากความหลงใหลในการ์ตูนเหมือนกัน และเขาก็เป็นหนึ่งในเหยื่อความรุนแรงในค่ายทหารเช่นเดียวกับเพื่อนของเขา

ขณะที่โจซอกบงและคิมรูลีก่อเหตุรุนแรงนั้น ทั้งคู่พูดประโยคเดียวกันว่า “ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกองทัพ แต่ความแตกต่างก็คือ โจซอกบงตัดสินใจลั่นไกปืนใส่ตัวเอง ขณะที่คิมรูลีกราดยิงเพื่อนร่วมค่าย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโจซอกบง คิมรูลี หรือทหารหนีทัพคนอื่นๆ เมื่อถึงวาระสุดท้าย ทุกคนต่างก็กลายเป็นลูกชายที่ร้องไห้หาแม่ทั้งสิ้น

กองทัพรับมืออย่างไร เมื่อทหารก้าวข้ามเส้นความรุนแรง

“ถ้าเกิดเรื่องในกองทัพก็ต้องทำให้สงบลงให้เร็วที่สุด” คำพูดจากตัวละครในเรื่อง เน้นย้ำถึงจุดยืนของกองทัพเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ในกรณีของโจซอกบงที่หนีออกจากค่ายและจับอดีตทหารรุ่นพี่เป็นตัวประกัน พร้อมปืนหนึ่งกระบอก นายพลหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง เลือกใช้หน่วยภารกิจพิเศษพร้อมอาวุธจริงออกไล่ล่าโจซอกบง ราวกับว่าทหารเกณฑ์ผู้นี้เป็นผู้ก่อการร้าย และเมื่อสถานการณ์บานปลาย กองทัพกลับให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าโจซอกบงเป็นโรคซึมเศร้า ปรับตัวเข้ากับชีวิตทหารในค่ายไม่ได้ จนตัดสินใจหนีทหาร และทำให้เกียรติภูมิอีกทั้งขวัญกำลังใจของทหารต้องถดถอย นอกจากนี้ เหตุอาชญากรรมและการฆ่าตัวตายของโจซอกบงยังคุกคามความปลอดภัยของกำลังพลจำนวนมาก

ส่วนกรณีของคิมรูลี ที่กราดยิงเพื่อนร่วมค่ายจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น ถูกนำเสนอผ่านการชี้นำของผู้นำระดับสูงในกองทัพว่าเป็น “คนร้าย” ที่เป็นพวกต่อต้านสังคม เพ้อฝัน แยกแยะความจริงไม่ได้ และการที่คิมรูลีหลบหนีออกจากค่ายไปพร้อมอาวุธสงคราม ก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กองทัพใช้กำลังปราบปรามขั้นเด็ดขาด เช่นเดียวกับโจซอกบง

การสร้างภาพให้โจซอกบงและคิมรูลีเป็นผู้ป่วยจิตเวชและมีปัญหาส่วนตัว สะท้อนให้เห็นทัศนคติโทษเหยื่อ และเป็นการโยนปัญหาให้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ยิ่งกว่านั้น การเลือกใช้วิธีการขั้นเด็ดขาดเพื่อปราบปรามทหารที่ก่อเหตุรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การประวิงเวลาเพื่อไม่ให้มีผู้รอดชีวิต หรือการใช้โทษประหารชีวิต ยังสื่อถึงความพยายามปกปิดความผิดของผู้บังคับบัญชาในกองทัพ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจสอบและเพื่อไม่ให้อำนาจของตัวเองถูกสั่นคลอน และเหล่าทหารชั้นผู้น้อยก็เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ถูกลอยแพเพื่อความอยู่รอดของผู้บังคับบัญชา ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างจากทัศนคติชายเป็นใหญ่ ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกมองข้ามราวกับไม่เคยมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น

“จับตามองและตรวจสอบ” หนทางป้องกันความรุนแรงในค่ายทหาร

“การทำให้คิมรูลีรอดมาขึ้นศาลเป็นเรื่องน่าหนักใจ มีคนจ้องเราตาไม่กะพริบอยู่ทุกทาง” คำพูดของคูจาอุน ผู้บัญชาการหน่วยสืบสวนพิเศษ ต่อการรอดชีวิตของคิมรูลี ที่ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ การที่ทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่งรอดชีวิตและขึ้นสู้คดีในชั้นศาลดึงดูดความสนใจของประชาชนและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนให้หันมาจับตามองกองทัพ และยังยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐด้วย

ฉากสืบพยานในศาลเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพ ที่พยายามเบี่ยงประเด็นให้ปัญหาความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนบุคคล และพลเรือนที่ตอบโต้และยืนยันว่ากองทัพต้องรับผิดชอบต่อผลจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร 

“เป็นความจริงที่สิบตรีคิมรูลีเป็นคนร้ายในเหตุการณ์วันนั้นที่มีคนตาย แล้วถ้าอย่างนั้น รัฐในเหตุการณ์นั้นล่ะ ทั้งเหยื่อและผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ต่างอยู่ในระบบของรัฐ รัฐเองก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ผู้ร้ายที่ยุยงส่งเสริม รัฐก็ทำผิดพลาดเหมือนกัน และถ้าทำผิดพลาดก็ต้องยอมรับ” เสียงจากตัวละครหนึ่งในเรื่อง

ในท้ายที่สุด ศาลพิพากษาให้รัฐ ซึ่งรวมไปถึงกองทัพ ผู้บังคับบัญชา หน่วยงานสืบสวนทหาร และกรมพระธรรมนูญ รับผิดชอบ ชดเชยความเสียหายที่โจทก์ยื่นฟ้อง อย่างไรก็ตาม แม้คำพิพากษาจะมีผลเพียงบางคดีเท่านั้น แต่สำหรับคดีในอดีตอื่นๆ ศาลก็มีคำสั่งให้มีการสืบสวนใหม่อีกครั้ง นับเป็นโอกาสที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และให้ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายในที่สุด กลไกตุลาการในการตรวจสอบกองทัพอย่างเข้มแข็งจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บังคับให้กองทัพต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงและการเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่สุด

ซีรีส์ดราม่าสู่ภาพสะท้อนความรุนแรงในค่ายทหารไทย

ปัญหาความรุนแรงในกองทัพและค่ายทหารของไทยเองก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และปรากฏในหน้าสื่อแทบทุกปี โดยเฉพาะกรณีการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากที่สุดในลำดับชั้นของกองทัพ จากรายงานชื่อ “เราก็แค่ของเล่นของพวกเขา” การละเมิดสิทธิทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศต่อทหารเกณฑ์ในกองทัพไทย ซึ่งจัดทำโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์ในไทยมีความรุนแรงมาก มีการลงโทษด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินมาก่อนในประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทุบตี การบังคับให้ฝึกหนักจนบาดเจ็บ หรือการทำให้อับอาย ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ส่งผลต่อสภาพจิตใจของทหารเกณฑ์ในระยะยาว และไม่ใช่แค่การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจเท่านั้น ยังมีทหารเกณฑ์หลายคนถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่เพียงชั่วครู่ และจางหายไปตามเวลา โดยไม่มีผู้ใดติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความ

กรณีของโจซอกบงและคิมรูลี ทหารยศสิบตรีที่ก่อเหตุรุนแรงต่อตนเองและเพื่อนร่วมค่าย เป็นภาพสะท้อนถึงกรณีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของไทย ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่เรียกกันทั่วไปว่า “กรณีกราดยิงโคราช” เมื่อปี 2020 โดยภายหลังจากที่จ่าสิบเอกผู้ก่อเหตุได้สังหารคู่กรณีและประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 30 คน และถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ ได้มีการตั้งคำถามถึงความล่าช้าของรัฐบาลในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่กองทัพก็ถูกตั้งคำถามถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและการป้องกันคลังอาวุธ ซึ่งกองทัพยอมรับว่ามีหน่วยงานที่หละหลวมในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า ทหารผู้ก่อเหตุนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องเงินและการซื้อขายบ้าน ซึ่งเมื่อมีการค้นหาความจริง พบว่ามีขบวนการที่เป็นเครือญาติของนายทหาร นำโครงการบ้านจัดสรรมาเสนอขายให้ทหารชั้นผู้น้อยในราคาถูก และจัดหาเจ้าหน้าที่มาดูแลด้านการอนุมัติเงินกู้ของกรมสวัสดิการทหารบกมาประเมินราคาบ้านให้สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อขออนุมัติเงินกู้ในวงเงินที่สูง โดยผู้บังคับบัญชาเซ็นหนังสือรับรองเพื่อให้อนุมัติเงินได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพบกปฏิเสธว่ากรณีนี้ไม่เป็นความจริง กองทัพและกรมสวัสดิการทหารบกไม่ได้ประโยชน์จากเงินส่วนต่างในการกู้เงิน และเชื่อว่าความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม หลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์หลังจากการฝึกถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สร้างความหวังให้กับญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมทั้งเปิดโอกาสให้สังคมได้จับตามองปัญหานี้อย่างใกล้ชิด ดังเช่นคดีของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล วัย 18 ปี ที่ถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต โดยที่ครูฝึกอ้างว่าเป็นการธำรงวินัย คดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และจะมีการฟังคำพิพากษาวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

แต่ขณะที่การพิจารณาคดีพลทหารวรปรัชญ์เป็นไปตามกระบวนการ อีกหนึ่งคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม และเป็นคดีแรกภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย คือคดีของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังจากเข้ารับการฝึกในค่ายทหารที่จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ทว่าอุปสรรคสำคัญคือการตีความเรื่องเขตอำนาจศาลทหาร เนื่องจากฝ่ายจำเลยที่เป็นครูฝึกอ้างว่าคดีนี้ควรอยู่ในอำนาจศาลทหารพิจารณา ไม่ใช่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน 

ดังนั้น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 จึงนัดอ่านความเห็นศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 และศาลทหารเรื่องเขตอำนาจศาล โดยศาลอาญาทุจริตฯ  ภาค 5 มีความเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาทุจริตฯ ขณะที่ศาลทหารมีความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร เมื่อความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาลจะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานการพิจารณา และถือว่าคำสั่งดังกล่าวของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด โดยมีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2025

การตีความเขตอำนาจศาลในกรณีของพลทหารกิตติธร สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพราะในขณะที่คดีพลทหารวรปรัชญ์มีนัดฟังคำพิพากษาในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 เดือนหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น คดีพลทหารกิตติธรยังคงต้องรอคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจศาลต่อไป  สองกรณีที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานในการตัดสินคดีและส่งผลต่อประสิทธิภาพและอุปสรรคของกระบวนการการดำเนินการภายใต้  พ.ร.บ. ฉบับนี้

D.P. จึงไม่ใช่ซีรีส์ดรามาที่นำเสนอชีวิตของทหารเกณฑ์และทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้น แต่ยังใช้มุมมองของทหารเกณฑ์ในการวิพากษ์สังคมชายเป็นใหญ่ ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในค่ายทหาร และการเพิกเฉยของผู้บังคับบัญชาในทุกระดับของกองทัพ ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ความรุนแรงทวีคูณขึ้นจนยากที่จะแก้ไข อย่างไรก็ตาม ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้เสนอทางออกให้กับปัญหาเหล่านี้ นั่นคือความโปร่งใส การจับตามองและตรวจสอบกองทัพโดยรัฐบาลพลเรือน ประชาชน และภาคประชาสังคม หรือหากจะเรียกอย่างง่ายๆ คือการเรียกร้องให้ทุกคน “ไม่เพิกเฉย” ต่อความรุนแรงอีกต่อไป

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts