7 มกราคม 2568 “ลิม กิมยา” อดีต สส. ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของกัมพูชา ถูกลอบยิงและเสียชีวิตในย่านท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกครั้งที่ “การปราบปรามข้ามชาติ” (Transnational Repression) ถูกหยิบยกมาใช้เพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งไม่ใช่แค่นักการเมืองขั้วตรงข้ามเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา มีคนธรรมดาจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับรัฐ และถูกปราบปรามอย่างรุนแรง แม้ว่าพวกเขาจะลี้ภัยไปพำนักยังต่างประเทศแล้วก็ตาม

“การปราบปรามข้ามชาติ” (Transnational Repression) หมายถึง การที่รัฐบาลใช้มาตรการข้ามพรมแดนในการปราบปราม คุกคาม ไล่ล่า เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือผู้ถูกมองเป็นปฏิปักษ์ ไม่ว่าจะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน หรือผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่ลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศ

กรณีของลิม กิมยา สะท้อนให้เห็นรูปแบบหนึ่งของการปราบปรามข้ามชาติ คือการลอบสังหาร ทว่ายังมีรูปแบบการปราบปรามข้ามชาติอีกมากมายที่ถูกนำมาใช้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ฉวยโอกาสจากช่องโหว่ทางกฎหมายในประเทศที่เกิดเหตุ เช่น การลักพาตัว การบังคับสูญหาย การข่มขู่คุกคามผู้ลี้ภัยและครอบครัว ทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ การใช้มาตรการทางกฎหมาย อย่างการอายัติทรัพย์สิน หรือการยึดเอกสารราชการ ไปจนถึงการส่งกลับประเทศต้นทาง ซึ่งอาจทำให้ผู้ลี้ภัยต้องกลับไปเผชิญอันตรายจากการประหัตประหารโดยรัฐ 

ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทย 9 คน
ในการรัฐประหารเมื่อปี 2557 คณะรัฐประหาร คสช. ได้ออกคำสั่งคำสั่งเรียกรายงานตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนมาก นักเคลื่อนไหวหลายคนลี้ภัยออกนอกประเทศ และมีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยจำนวน 9 คน ที่มีหมายจับในคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. และคดีมาตรา 112 ได้หายตัวไปในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ระหว่างปี 2559 – 2563 

ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทย 9 คน ประกอบด้วย อิทธิพล สุขแป้น, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์, ไกรเดช ลือเลิศ, กฤษณะ ทัพไทย, ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, สยาม ธีรวุฒิ และวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ โดยในจำนวนนี้ มีเพียงชัชชาญและไกรเดชเท่านั้น ที่พบว่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ทราบชะตากรรม

อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap)
อี ควิน เบดั๊บ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดเพื่อความยุติธรรม (MSFJ) เขาได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยและได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

มิถุนายน 2567 เบดั๊บถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ไทยจับกุมด้วยหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน จากการที่เบดั๊บถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายในเหตุจลาจลเมื่อปี 2566 แม้เขาจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และศาลเวียดนามได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาลงโทษเขาโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ปรากฏตัวที่ศาล เนื่องจากไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม

ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน 2567 ศาลอาญา รัชดาภิเษก พิจารณาว่าแม้ประเทศไทยจะไม่มีบันทึกข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 9 พบว่า คดีที่นายเบดั๊บถูกพิพากษาในเวียดนามนั้นไม่มีลักษณะเป็นคดีการเมือง ซึ่งจะเข้าเงื่อนไขให้ส่งกลับไปรับโทษได้ จึงมีคำสั่งให้ขังตัวนายเบดั๊บเพื่อรอการส่งกลับไปรับโทษ แต่ขอให้รอการตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป โดยขณะนี้ทนายความของเบดั๊บอยู่ในระหว่างการเตรียมยื่นอุทธรณ์

นักเคลื่อนไหวชาวกัมพูชา 6 คน
25 พฤศจิกายน 2567 มีรายงานข่าวและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่า ทางการไทยได้ส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา จำนวน 7 คน ได้แก่ ผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กวัย 5 ขวบ 1 คน ประกอบด้วย Soeung Khunthea, Vorn Chanratchana, Pen Chansangkream, Yin Chanthou, Mean Chan Thon, Hong An และ Sean Thavorakanan หลานชายวัย 5 ขวบของ Hong An โดยส่งไปให้แก่ทางการกัมพูชาตรงบริเวณด่านอรัญประเทศ ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่ได้สถานะจาก UNHCR แล้ว

สื่อกัมพูชารายงานว่า การจับกุมและส่งกลับโดยบังคับนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา โดยทั้งหมดถูกใส่กุญแจมือตลอดการเดินทาง ส่วนเด็กได้มีการติดต่อให้ญาติมารับ

แม้เจ้าหน้าที่ที่จับกุมจะทราบดีว่าผู้ลี้ภัยแต่ละคนมีบัตรประจำตัวที่ออกโดย UNHCR ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาอาจเผชิญกับภัยประหัตประหาร หากถูกบังคับให้กลับประเทศ แต่การส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยถูกนำตัวไปยังชายแดนในช่วงกลางคืน โดยไม่มีโอกาสปรึกษาทนายหรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งส่งกลับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือตรวจสอบโดยศาล

ล่าสุด ผู้ลี้ภัยทั้ง 6 คน ถูกดำเนินคดีโดยทางการกัมพูชาในข้อหากบฏ และถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำในประเทศกัมพูชา

การปราบปรามข้ามชาติไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล
แม้จะดูเหมือนว่าการปราบปรามข้ามชาติเป็นเรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายในประเทศนั้นๆ แต่ที่จริงแล้ว วิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล เพราะเป็นการปราบปรามที่มุ่งปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ในประเด็นต่อไปนี้

  1. การแช่แข็งสิทธิเสรีภาพ: อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปราบปรามข้ามชาติ ส่งผลให้ประชาชนเซ็นเซอร์ตัวเอง และหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือเห็นต่างจากรัฐ เนื่องจากกลัวว่าจะตกเป็นเหยื่อของการปราบปรามข้ามชาติ
  2. บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง: การปราบปรามข้ามชาติโดยรัฐบาลก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง ทั้งในประเทศต้นทาง และประเทศที่มีการปราบปรามเกิดขึ้น
  3. สร้างความหวาดกลัวและวิตกกังวล: ผู้ที่ตกเป็นเป้าของการปราบปรามข้ามชาติจะเกิดบาดแผลทางจิตใจ ความหวาดกลัว และความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง
  4. สร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวในสังคม: การปราบปรามข้ามชาติก่อให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจภายในกลุ่มหรือชุมชนของผู้ลี้ภัยทางการเมือง และสร้างความยากลำบากให้กับบุคคลหรือองค์กรที่ต้องการรณรงค์ให้กลุ่มคนเหล่านี้
  5. บ่อนทำลายหลักการระหว่างประเทศ: การใช้การปราบปรามข้ามชาติโดยรัฐบาลเผด็จการเป็นการทำลายหลักการระหว่างประเทศเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศของรัฐอื่น และการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น หลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-refoulement) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ปกป้องผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในภาคีหรืออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยใดๆ ทั้งยังไม่มีกฎหมายที่จะให้การปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่กลุ่มผู้ลี้ภัย แต่รัฐไทยย่อมมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามหลักการทางกฎหมายดังกล่าวตามหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับรัฐทุกรัฐ

นอกจากนี้ ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment)  ซึ่งไทยเป็นภาคี ก็ได้สอดแทรกหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในบทบัญญัติข้อ 3 ที่กำหนดว่า “รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออกไป) หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน”

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts