ที่เทือกเขาตะเวที่ลับตา สามชีวิตถูกคร่า ความเป็นธรรมพร่าเลือน
เมื่อ 5 ปีก่อน ในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ขณะมีการปฏิบัติการตรวจค้นบนเทือกเขาตะเวในพื้นที่หมู่บ้าน อะแน ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระหว่างการปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทหารพราน ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชน 3 รายได้แก่ นายมะนาซี สะมะแอ อายุ 27 ปี นายฮาฟีซี มะดาโอ๊ะ อายุ 24 ปี และนายบูดีมัน มะลี อายุ 26 ปี ชาวบ้านทั้ง 3 คนมีภูมิลำเนาใน ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส แม้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านได้ให้การยืนยันว่า ทั้ง 3 คนเป็นเพียงประชาชนบริสุทธิ์ที่ขึ้นไปรับจ้างตัดไม้บนเทือกเขา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ในวันดังกล่าวทางการไทยได้นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะว่าได้จัดกำลังชุดปฏิบัติการเปิดแผนกดดันไล่ล่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวกบดานบนเทือกเขาทะเว[1][2] แต่ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) ภาคที่ 4 กลับออกมาแถลงว่าการเสียชีวิตของชาวบ้าน 3 รายนั้นเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในขณะปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดจากการ“สำคัญผิด” ว่าเป็นกลุ่มใช้ความรุนแรง[3]
เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่คดีไต่สวนการตายในปี 2563 ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส คดีหมายเลขคดี ช.7 /2563 เพื่อพิสูจน์ถึงเหตุและพฤติการณ์ ว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตที่ไหน อย่างไร ใครทำให้เสียชีวิตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 จากการไต่สวน ต่อมาในปี 2566 พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสจึงได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้งสองนายที่ยิงชาวบ้านเสียชีวิตทั้ง 3 ศพ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2566 นับเป็นคดีแรกในความขัดแย้งทางอาวุธในรอบ 20 ปีที่ทหารสองนายตกเป็นผู้ต้องหาข้อหาฆ่าคนตายในศาลพลเรือน และนับเป็นคดีเพียงไม่กี่คดีที่มีการไต่ส่วนการตายกรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง(วิสามัญ)ฆาตกรรม หลังชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้สัมภาษณ์ ทนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ จากศูนย์ทนายความมุสลิม ในฐานะทนายความครอบครัวของผู้ตายทั้งในคดีไต่สวนการตายและคดีอาญาซึ่งกำลังดำเนินอยู่และจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นี้ ทนายอับดุลกอฮาร์ได้ตั้งข้อสงเกตที่น่าสนใจ รวมถึงความท้าทายและความสำคัญของคดีในหลายประเด็น
ความผิดปกติของคดี – สำคัญผิดเกินกว่าเหตุหรือไม่
คดีเทือกเขาตะเวเป็นคดีที่ได้รับความสนใจและติดตามจากคนในพื้นที่และสังคมโดยรวมเป็นอย่างมาก ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของคดีนี้คือ ข้อมูลของทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดมีความคลุมเครืออย่างมากและมีจุดที่น่าสงสัยหลายประการถึงความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทนายอับดุลกอฮาร์ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการถึงความผิดปกติของรูปคดีอันถือว่าเป็นความท้าทายของการทำงานในครั้งนี้
โดยปกติเมื่อใช้อาวุธปืนสงครามประเภทยิงซึ่งเป็นอาวุธที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ อาวุธประเภทดังกล่าวจะคัดปลอกกระสุนตกลง ณ จุดที่ยิง แต่ ณ จุดที่เจ้าหน้าที่ทหารทำการยิงอยู่ซึ่งมีเพียงจุดเดียวคือบริเวณโขดหินซึ่งเป็นที่กำบังนั้น กลับไม่พบปลอกกระสุนปืนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ในทางกลับกันปลอกกระสุนกลับถูกพบในบริเวณใกล้ๆกับร่างผู้ตาย เมื่อพิจารณาจากวิถีกระสุนอาจะเกิดคำถามได้ว่าเหตุใดปลอกกระสุนของอาวุธปืนสงครามประเภทนี้จึงมีอยู่แต่บริเวณที่ชาวบ้านทั้งสามคนกำลังโค่นต้นไม้อยู่
“พอเราเข้าไปในคดีเราจะพบว่าในเรื่องของแนวสถานที่เกิดเหตุต่างๆ มันก็มีปลอกกระสุนปืนใกล้ๆ กับผู้ตาย แต่ไม่พบปืน ซึ่งแตกต่างจากวิสามัญทั่วๆไป ในขณะเดียวกันฝั่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่พบปลอกกระสุนเลย เราก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีปลอกกระสุนปืน” ทนายอับดุลกอฮาร์กล่าว
นอกจากนี้สภาพศพของผู้เสียชีวิตทั้งสามคนยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติดังกล่าว
“พอเราดูสภาพศพ เราเห็นความผิดปกติ คือ ศพแรกเสียชีวิตขณะที่กำลังมีการโค่นไม้อยู่ แต่ศพที่สองกับสามจะอยู่ห่างจากศพแรกนิดหนึ่ง แต่อยู่ในลักษณะดูเหมือนคนนั่งคุกเข่าและเสียชีวิตก้มหน้าลงทั้งสองศพ”
ทนายอับดุลกอฮาร์อธิบายต่อว่า “สิ่งหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตในคดีนี้คือ เรื่องของพยานหลักฐานของศพผู้ตาย คือวิถีกระสุนจะบอกว่าผู้ตายถูกยิงในลักษณะแบบไหน พฤติการณ์การตายมันก็จะบอกว่าการกระทำโอเคสำคัญผิดก็จริง แต่มันถึงขั้นที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ หมายถึงว่าเสียชีวิตแล้วยังไปซ้ำอีกหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายของคดีนี้”
นอกจากเรื่องของร่องรอยปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุและสภาพศพของผู้เสียชีวิตแล้ว ช่วงเวลาของการเกิดเหตุยังมีข้อน่าสงสัยอย่างมาก ข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าได้ยินเสียงปืนดังในช่วงเช้าของวันที่ 16 ธันวาคม 2562 แต่หลังเกิดเหตุเป็นเวลานานถึงประมาณ 24 ชั่วโมง คือ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เวลาประมาน 11.00 น.จึงมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ โดยมีพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ชุด EOD เท่านั้นเข้าพื้นที่เกิดเหตุ และในระหว่าง 24 ชั่วโมงดังกล่าวนั้นผู้ดูแลควบคุมพื้นที่เกิดเหตุก็คือเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดปฏิบัติการที่ยิงผู้ตายทั้งสามนั่นเอง ทั้งนี้ เป็นเวลามากกว่า 30 ชั่วโมงกว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะได้รับร่างผู้เสียชีวิตมาทำพิธีทางศาสนา
การ(วิสามัญ)ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ทางลัดที่นำไปสู่ทางตันของความขัดแย้ง
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐกรณีแรกและดูเหมือนว่าคงจะไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้าย การฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ จากข้อมูลสถิติ ที่รวบรวมโดยกลุ่มด้วยใจเกี่ยวกับคดี(วิสามัญ)ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ พบว่าในปี 2562 มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะที่คล้ายกับกรณีเหตุการณ์ที่เทือกเขาตะเวกว่า 17 ราย[4] ในขณะที่รายงานสถิติเหตุการณ์(วิสามัญ)ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐปี 2563-2565 โดยทีมข่าวอิศรา พบว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งสิ้น 28 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 58 ราย[5] เมื่อดูจากข้อมูลสถิติแล้วจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผกพันกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆได้ และดูเหมือนว่าปัญหาความขัดแย้งนั้นอาจกำลังหยั่งรากลึกขึ้นกว่าเก่ากลายเป็นปัญหาและบาดแผลที่ยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น
การ(วิสามัญ)ฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ คือ กรณีเจ้าหน้าที่รัฐฆ่าผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ หรือฆ่าผู้อื่นขณะที่อยู่ในความควบคุมตัวโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ โดยหลักแล้วสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคนที่รับรองโดยกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกกล่าวหาว่าทำความผิดร้ายแรงเพียงใด ก็มิได้เป็นเหตุผลให้สิทธิในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือต่อสู้ในศาลนั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครอง นอกจากนี้บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในชีวิตและร่างกายของตน โดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ได้รับรองว่าบุคคลย่อมมีสิทธิที่จะมีชีวิตและต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตตามอำเภอใจได้ ตามหลักสากล การฆาตกรรมลักษณะนี้ระบุว่า “การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม” (Extra-judicial killing) เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
สิทธิในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและสิทธิที่จะมีชีวิตต่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคนที่สำคัญ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนได้นำมาใช้โดยเห็นว่าเป็นวิธีการที่รวบรัดที่เหมาะสมแล้วที่จะนำมาใช้กับผู้ที่ตนตัดสินเองว่าเป็น “คนร้าย” แต่การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายอย่างร้ายแรง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมจึงเหมือนทางลัดที่นำไปสู่ทางตัน ไม่ทำให้เกิดการค้นหาความจริง ไม่มีการตัดสินถูกผิดเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย และที่สำคัญทำให้ไม่มีโอกาสให้สังคมและมนุษยชาติได้เรียนรู้และหาบทเรียนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหรืออาชญากรรมร้ายแรงต่างๆเหล่านี้
ดังนั้นประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมที่แข็งแกร่งและเคารรพในสิทธิมนุษยชนอย่างหนักแน่น ย่อมไม่ยอมที่จะให้การฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐมาทำลายระบบกระบวนการยุติธรรมได้
อย่างไรก็ตามเป็นที่ประจักษ์ว่าในสามจังหวัดยังคงเกิดเหตุการณ์สังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การฆ่าหรือละเมิดสิทธิบุคคลคนๆหนึ่งโดยอ้างว่าผู้ถูกสังหารเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่เจ้าหน้าที่รัฐจะนำมาอ้างได้ ในทางกลับกันหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐคือการนำบุคคลที่เชื่อว่ากระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้สิทธิพวกเขาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในศาล การปล่อยให้เกิดการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาใดยังสร้างรอยแผลให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่อย่างมาก
วัฒนธรรมการลอยนวลกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ลดลงของคนในพื้นที่
เพราะเหตุใดชาวบ้านจึงไม่เชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกลไกทางกฎหมาย นั้นก็เพราะกลไกดังกล่าวไม่เคยให้ความเป็นธรรมเชิงประจักษ์กับพวกเขาได้ ท่ามกลางความขัดแย้งมีหลายร้อยชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องสูญเสียไปอย่างไม่ยุติธรรมเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ผ่านมากี่สิบปีกลไกทางกฎหมายก็ไม่เคยมอบความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตและครอบครัวได้ ไม่เคยมีการนำคนผิดมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้น ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบังคับบัญชาก็ยังคงลอยนวลพ้นผิดไปได้อย่างน่าคับแค้นใจ
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกหากความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของคนในพื้นที่จะลดลงอย่างมีนัยยะ ทนายอับดุลกอฮาร์ ในฐานะที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันในหลายกรณีญาติไม่ประสงค์จะนำคดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนการตาย (คดีชันสูตรพลิกศพ) และไม่มีการดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใดแม้กรณี(วิสามัญ)ฆาตกรรมจะมีมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
“ปัจจุบันมีมีวิสามัญฆาตกรรมเยอะแต่ชาวบ้านไม่ค่อยมาร้องเรียน เพราะบางทีเขาก็มองว่ามาร้องเรียนสุดท้ายไปศาลสองสามครั้งก็ไม่ได้อะไร คือเราต่อสู้กันมาเป็นสิบยี่สิบปีแล้ว ไม่ว่าคดีในอดีตที่เป็นที่รู้จัก เช่น คดีโต๊ะชู หรือคดีปุโละปุโย เวลาทำสำนวนเราจะเห็นได้ว่ามีการทำสำนวนเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงในพื้นที่กลับเป็นข้อเท็จจริงอีกแบบหนึ่ง แต่สถานการณ์ของคนในพื้นที่ที่เรีกยร้องความเป็นธรรมก็ใช้วิธีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่คณะกรรมการฯก็ไม่สามารถที่จะไปหักล้างพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นได้ ศาลก็มองแต่เฉพาะสำนวนการสอบสวน ตรงนี้มันคือปัญหาว่าที่ผ่านมาไม่สามารถจะลงโทษเจ้าหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีสำคัญอย่างคดีตากใบหรือคดีกรือเซะเองก็ตาม”
การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมในหลายกรณีที่เกิดขึ้นมักไปไม่ถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีอาญาเพื่อค้นหาความจริง เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิด และมอบความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย ในอดีตกรณีเหล่านี้มักจบลงด้วยการที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าทำไปเพื่อป้องกันตัว และแม้คดีนี้จะมีพยานหลักฐานที่อาจเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่อาจจะสำคัญผิดโดยเกินกว่าเหตุ แต่เส้นทางการตามหาความยุติธรรมก็ไม่เคยได้มาง่ายๆ คดีเขาตะเวนี้ก็เช่นเดียวกับคดีอื่นๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ในตอนแรกพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นต่างในเรื่องการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันยิงผู้เสียชีวิตทั้งสามคน อย่างไรก็ตามความหวังในการเห็นความเป็นธรรมก็ไม่สูญสิ้นไปเสียทีเดียว เมื่อต่อมาอัยการสูงสุดได้มีความเห็นแย้งให้สั่งฟ้อง
“ตามประสบการณ์ของเราที่ผ่านมา มันไม่ค่อยได้มีที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ อย่างที่บอกถ้ามีการปะทะ ถ้ามีการต่อสู้กัน เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่าป้องกันตัว แต่กรณีนี้พิเศษตรงที่อ้างว่าป้องกันตัวแต่ป้องกันตัวโดยสำคัญผิด จึงเกิดประเด็นว่าสำคัญผิดของเจ้าหน้าที่มันเกินกว่าเหตุหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แต่ว่าพอพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปให้อัยการ อัยการเห็นต่าง จึงต้องส่งคืนให้ตำรวจภาค ตำรวจภาคไม่เห็นด้วยกับอัยการ จึงต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด โดยมีคำสั่งเด็ดขาดฟ้องเจ้าหน้าที่สองคนที่ร่วมกันยิงผู้เสียชีวิต เลยทำให้เป็นคดีที่พิเศษกว่าทั่วไป คดีอื่นหลายคดีเมื่อคดีไต่สวนการตายเสร็จ เรื่องก็จบเลย ไม่มีการดำเนินคดีอาญา”
การติดกล้องในขณะควบคุมตัว ตามพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย โอกาสป้องกันความสูญเสียและพิสูจน์ความบริสุทธิ์
นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ภายใต้กฎหมายใหม่อย่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ได้มีการกำหนดให้ เมื่อมีการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลเจ้าหน้าที่จะต้องมีการบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมและควบคุมตัว ตามมาตรา 22 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการทรมานหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่
กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือว่ามีความสำคัญต่อจังหวัดชายแดนใต้อย่างมากเนื่องจากเป็นกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้ในทุกพื้นที่อย่างไม่มีข้อยกเว้น โดยไม่ให้อ้างสถานการณ์พิเศษใดๆ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินใดมาเป็นเหตุให้ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวได้
ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะหรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมขึ้นในอนาคต เจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าปิดล้อม จับกุม ควบคุมตัวผู้ถูกหาว่ากระทำผิด นั้นก็จะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง หากเกิดการปะทะขึ้นการบันทึกภาพและเสียงเหล่านี้ก็จะเป็นหลักประกันในการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและกระทำไปเพื่อป้องกันตนเองโดยมีเหตุจำเป็นโดยแท้ ในขณะเดียวกันหากไม่เป็นเช่นนั้นการบันทึกภาพและเสียงเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมินุษยชนได้
“ผมมองว่าตาม พรบ. ใหม่ที่ใช้บังคับ ถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ ก็คือเป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าหน้าที่เอง เราจะเห็นได้ว่าไม่มีข้อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้แม้แต่ในพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎหมายพิเศษอย่างจังหวัดชายแดนใต้หากเจ้าหน้าที่จะไปจับบุคคลใดก็ต้องติดกล้อง การติดกล้องช่วยป้องกันครหาในกรณีที่พอหลังเกิดเหตุจะมีกระแสแรงและความไม่พอใจจากชาวบ้าน หากเจ้าหน้าที่มีกล้องมีหลักฐาน สิ่งเหล่านี้่ก็จะเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่เองด้วย”ทนายอับดุลกอฮาร์ กล่าว
โอกาสยุติวัฒนธรรมลอยนวล บทพิสูจน์ว่ากลไกกระบวนการยุติธรรมยังเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติกับคนในจังหวัดชายแดนใต้?
เมื่อถามถึงความหวังในคดี ทนายอับดุลกอฮาร์ได้พูดถึงความหวังของตนในคดีนี้ไว้ว่า “เราก็คิดว่าผลของคดีอาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ได้ว่ากลไกกระบวการยุติธรรมไม่ได้เลือกปฏิบัติ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมจะส่งผลไปสู่กระบวนการสันติภาพตลอดจนความเชื่อมั่นต่อรัฐด้วย ซึ่งผมคิดว่าเคสที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นข้อพิสูจน์อะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นธรรมในพื้นที่”
ในขณะที่ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของคนในพื้นที่กำลังลดลงอย่างมาก คดีเขาตะเวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านทัศนคติและมุมมองแต่กลไกกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะภายใต้รัฐที่มีนิติธรรมที่แข็งแกร่งและกฎหมายที่เป็นธรรม ประชาชนย่อมเชื่อมั่นในระบบ และทำให้ทุกฝ่ายสามารถผ่านพ้นความขัดแย้งและเยียวยาบาดแผล โดยที่ไม่มีใครหรือความอยุติธรรมใดถูกลืมไว้ข้างหลัง
[1] ผู้จัดการออนไลน์. (2562). เดือด! ทหารพรานยิงปะทะโจรใต้ดับ 3 บนเทือกเขาตะเว ยึดปืน 2 กระบอก. สืบค้น 31 มกราคม 2567, จาก https://mgronline.com/south/detail/9620000119931
[2] PPTVHD36 (2562). ทหารไล่ล่า กลุ่มติดอาวุธบนเทือกเขาตะเว ก่อนปะทะเดือด คนร้าย. สืบค้น 31 มกราคม 2567, จาก https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/116080
[3] ประชาไท. (2562). เหตุยิง ปชช. ตาย 3 รายที่นราฯ กอ.รมน. แถลง จนท. เข้าใจผิด. สืบค้น 31 มกราคม 2567, จาก https://prachatai.com/journal/2019/12/85580
[4] กลุ่มด้วยใจ. (2563). กลุ่มด้วยใจขอนำเสนอสถิติการวิสามัญฆาตกรรมในจังหวัดชายแดนใต้ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547-2563. สืบค้น 31 มกราคม 2567, จาก Facebook. https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02HHkK9uYZDYaf9CBeMLXFpEUDLKfLciRwG4BeLxYfYNDqMURuCBskjaXW9VtZCVHMl&id=1189367461144178&__cft__[0]=AZXaHQym-9yU3qDjwhdAmt9C75wEy6O1TD6633UPvzWcbcsLh11RyXzKzv9GHPikPfZwbmSn7r3Ozj35i8XFmsGuE0SQRVKT_6Tswp0dx0sh8w8IRHjfglszhyGnGTwG8MgHVUcUOBGM59Gz8m5TUEkQ&__tn__=%2CO%2CP-R
[5] สำนักข่าวอิศรา. (2565). 3 ปีวิสามัญฯ ชายแดนใต้ 26 กรณี ผู้ก่อเหตุรุนแรงดับ 58 ศพ. สืบค้น 31 มกราคม 2567, จาก https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/113066-stopviolence.html





