ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

อันตรธาน: การบังคับสูญหายกับความเป็นธรรมผ่าน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

0

อันตรธาน: การบังคับสูญหายกับความเป็นธรรมผ่าน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

หลังจากขับเคลื่อนการร่างกฎหมายมาเป็นเวลานาน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) บังคับใช้ โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีการบันทึกภาพขณะจับกุมควบคุมตัวประชาชน การกำหนดให้การทรมานและการบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา และการนำเจ้าหน้าที่ผู้กระทำการทรมานหรือบังคับสูญหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

หนึ่งปีหลังจากนั้น สุเมธ สุวรรณเนตร ผู้กำกับสารคดีเจ้าของผลงานสารคดีสั้น “เลือนแต่ไม่ลืม” ที่ว่าด้วยผู้สูญหายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ได้เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อติดตามหาคำตอบว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาการทรมานและการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายครั้งตั้งแต่อดีตได้หรือไม่ อย่างไร และถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นผ่านผลงานสารคดีความยาว 30 นาที ชื่อ “อันตรธาน”

ประเด็นการบังคับสูญหายที่กลับมาอีกครั้งในปี 2563 

ระหว่างทางของการขับเคลื่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในปี 2563 เกิดกระแสการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วประเทศ หนึ่งในประเด็นที่จุดประกายการชุมนุม คือการบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ภาพของวันเฉลิมบนโปสเตอร์สีเหลือง ร่วมกับภาพผู้สูญหายคนอื่นๆ ในอดีต ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุม และนั่นทำให้ประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายถูกหยิบยกมาพูดถึงในสังคมอย่างแพร่หลายอีกครั้ง

“อันตรธาน” เปิดเรื่องด้วยภาพบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 พร้อมเพลงแร็ปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งเป็นเพลงกระแสหลักในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลานั้น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เสียงของญาติผู้สูญหายแทรกอยู่ด้วย ตัดสลับกับภาพโปสเตอร์ผู้ถูกบังคับสูญหายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ที่ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2497 จนถึงวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2563 ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ประเด็นหลักของสารคดี นั่นคือ “พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะใช้ได้จริงในปัจจุบันหรือไม่”

ต่างจากผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง “เลือนแต่ไม่ลืม” ที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์สลับกับฟุตเทจเหตุการณ์ในอดีต แต่เนื่องจากการบังคับสูญหายนั้นไม่เคยปรากฏหลักฐานหรือมีการบันทึก ผู้กำกับจึงต้องใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหาย ทั้งผู้เสียหาย องค์กรภาคประชาสังคม นักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเรียงลำดับจากความเป็นมาของการบังคับสูญหายในประเทศไทยสู่การบังคับใช้และความคาดหวังต่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

บังคับสูญหาย: วิธีแก้ปัญหาเมื่อรัฐมองประชาชนเป็นศัตรู

ย้อนไปในช่วงปี 2513 – 2515 ซึ่งตรงกับยุคสงครามเย็นที่มหาอำนาจของโลกแบ่งเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเสรีนิยม นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยโซเวียตและจีน โดยต่างฝ่ายต่างพยายามขยายอิทธิพลของตนเข้าสู่ดินแดนต่างๆ ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศที่ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกาพยายามปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยใช้ข้ออ้างของการเป็นคอมมิวนิสต์ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน และวิธีการที่รัฐมักใช้ คือการทรมานและการบังคับสูญหาย ดังที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ที่เรียกกันว่าการ “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง”

ปัจจุบัน ครอบครัวและญาติของผู้สูญหายในเหตุการณ์ถังแดงได้รวมตัวกันจัดตั้ง “อนุสรณ์สถานถังแดง” เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้สูญหายในเหตุการณ์ครั้งนั้น พร้อมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ผ่านป้ายลำดับเหตุการณ์และจารึกชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย โดยหนึ่งในกรรมการผู้ร่วมก่อตั้งอนุสาวรีย์ถังแดงเล่าว่า ในเวลานั้น ขณะที่รัฐบาลไทยพยายามเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อถึงอันตรายของคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ส่ง “สหาย” เข้ามาในชุมชน และเผยแพร่แนวคิดเรื่องความเป็นธรรมให้ชาวบ้าน ทว่าในที่สุด รัฐไทยก็ตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง ทั้งการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ การสังหารผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต่อหน้าชาวบ้าน รวมทั้งการบังคับสูญหายผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์

อังคณา นีละไพจิตร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพรวมของสถานการณ์การบังคับสูญหายในอดีตว่า สาเหตุของปัญหาคือการที่รัฐมองผู้เห็นต่างทางการเมืองเป็นศัตรู และพยายามตัดปัญหาโดยการทำให้ผู้ที่มีศักยภาพในการต่อต้านรัฐหายไป และถือเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวภายในชุมชน ทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัวการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ไม่กล้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ รวมถึงไม่กล้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย ส่งผลให้ไม่เคยมีการบันทึกจำนวนของผู้ถูกบังคับสูญหายอย่างเป็นทางการ 

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ทราบชะตากรรมของผู้สูญหายว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เสียชีวิตหรือไม่ เพราะอะไร โดยใคร ก็ทำให้การเอาผิดตามกฎหมายทำได้ยาก ดังนั้น หลังจากที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) จึงนำไปสู่การผลักดันให้มีการร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของรัฐในการละเมิดสิทธิประชาชน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนถูกจับกุมควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลสถานที่ควบคุมตัว และให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถติดต่อญาติ ทนาย หรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ เพื่อป้องกันการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใช้ได้จริงหรือไม่

แม้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บางส่วนจะเห็นว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะส่งผลดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ในกรณีที่มีข้อบังคับให้บันทึกภาพการจับกุมในรูปแบบคลิปวิดีโอ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการจับกุมของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งยังอาจช่วยแก้ไขปัญหาการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นระหว่างการจับกุม เช่น ในกรณีการจับกุมควบคุมตัวประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมามีประชาชนถูกจับกุมตัวไป และมีการปล่อยตัวแล้ว ทว่ากลับไม่พบตัวประชาชนดังกล่าวอีกเลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับญาติของผู้สูญหาย พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะไม่ได้ให้ความมั่นใจมากนัก เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของญาติผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่า ในกลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศยังคงรู้สึกหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจคนรอบตัว โดยยังกลัวว่าคนรอบข้างอาจจะหักหลัง และชี้นำให้มีการละเมิดสิทธินักกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งเมื่อมีใครสักคนหายตัวไป สมาชิกในกลุ่มก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้สูญหายเหล่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งที่ญาติผู้สูญหายต้องเผชิญ คือความไม่คืบหน้าของคดี แม้ญาติจะพยายามเดินเรื่องยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐต่างๆ แล้วก็ตาม สาเหตุหนึ่งคือเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดความรู้ความเข้าใจในแนวคิด เนื้อหา และแนวทางปฏิบัติของ พ.ร.บ. ประกอบกับงบประมาณที่ยังมาไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลาของการถ่ายทำสารคดี เป็นช่วงเวลาหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานได้เพียง 1 ปี การประเมินประสิทธิภาพหรือผลกระทบของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังทำได้ยากและอาจไม่ครอบคลุม

ความหวังในการอำนวยความเป็นธรรมให้กับสังคม

แม้จะยังไม่อาจสรุปความท้าทายในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ภาพยนตร์ “อันตรธาน” ได้เน้นย้ำความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือ ทุกคนสามารถตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการบังคับสูญหาย จึงจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของทุกคน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ และยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

แม้ในตอนท้ายเรื่องจะให้พื้นที่ในการสรุปประเด็นกับผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน แต่น่าเสียดายที่การเชื่อมโยงประเด็นระหว่างการบังคับสูญหาย และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน เข้ากับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2563 กลับเบาบาง อาจเพราะเนื่องจากประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปัญหาทางการเมืองที่กระตุ้นให้ผู้คนออกมาชุมนุม สิ่งเดียวที่ยังยึดโยงการบังคับสูญหายในอดีตเข้ากับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นได้ มีเพียงเพลงแร็ปพร้อมเสียงของ “มึนอ” พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ที่ถูกบังคับสูญหายเนื่องจากการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ใน จ. เพชรบุรี เท่านั้น

เลือนแต่ไม่ลืม (Lost and Life Goes on): ความรุนแรงที่ญาติคนหายไม่เคยลืมและรัฐบาลไม่เคยจำ

0

เลือนแต่ไม่ลืม (Lost and Life Goes on): ความรุนแรงที่ญาติคนหายไม่เคยลืมและรัฐบาลไม่เคยจำ

ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เจ้าของวลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมากที่ต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่แนวทางประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร โดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางวัยทำงาน การชุมนุมกินเวลานานหลายวัน จนกระทั่งในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมและปราบปรามประชาชน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น ขณะที่กรณีของผู้สูญหายยังไม่มีการติดตามหาเพื่อให้ทราบชะตากรรม รวมทั้งยังไม่มีข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้สูญหาย หรือแม้กระทั่งระเบียบในการเยียวยาครอบครัวของผู้สูญหาย ส่งผลให้ครอบครัวของผู้สูญหายยังคงติดอยู่ในวังวนแห่งความคลุมเครือเกี่ยวกับชะตากรรมของคนในครอบครัว ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นปกติ เนื่องจากไม่ทราบว่าบุคคลที่พวกเขารักนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลายครอบครัวรู้สึกสิ้นหวัง และอีกหลายครอบครัวหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะตามหาผู้สูญหาย

ปี 2566 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยแพร่สารคดีความยาว 29 นาที ชื่อ “เลือนแต่ไม่ลืม” (Lost and Life Goes on) ที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์พฤษภา 2535 รวมทั้งปากคำของครอบครัวผู้สูญหายในเหตุการณ์ดังกล่าว

สามเส้นเรื่อง ต่างมุมมอง

“เลือนแต่ไม่ลืม” (Lost and Life Goes on) บอกเล่าเรื่องราวในสามเส้นเรื่องที่สลับสับเปลี่ยนกัน ได้แก่ เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 เรื่องราวของญาติผู้สูญหาย และพัฒนาการของทีมงานสารคดี ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์” ตลอดทั้งเรื่อง

ในเส้นเรื่องแรก เหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดคลี่คลายถูกบอกเล่าผ่านฟุตเทจเก่าและคำบอกเล่าของนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 โดยให้ภาพรวมเกี่ยวกับความเป็นมาของเหตุการณ์ บรรยากาศภายในที่ชุมนุมที่เป็นไปอย่างสงบและมีความหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี การใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ทหารต่อผู้ชุมนุม ไปจนถึงวิธีการที่รัฐจัดการกับสถานการณ์ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลาย

ระหว่างที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เรื่องราวสลับมายังเส้นเรื่องที่สองเป็นระยะ นั่นคือเรื่องราวจากมุมของครอบครัวของผู้สูญหาย ที่ขณะให้สัมภาษณ์นั้นหลายคนอยู่ในวัยกลางคนและวัยชรา และบางคนเสียชีวิตไปก่อนโดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้เป็นที่รัก ทว่าสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือความคลางแคลงใจถึงสาเหตุการหายตัวไปของบุคคลเหล่านั้น ความกังวลถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูญหาย และการติดค้างอยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งที่ผู้สูญหายเหล่านั้นยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม บางคนสะท้อนความสิ้นหวังกับการรอคอยของตัวเองผ่านการเลือกทิ้งสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับผู้สูญหายทั้งหมด เพื่อไม่ให้คิดวนเวียนถึงผู้สูญหาย เหลือไว้เพียงสูติบัตรสำหรับใช้ยืนยันในการดำเนินการในทางราชการ

อีกเส้นเรื่องที่ถูกเล่าอย่างประปรายและไม่ปะติดปะต่อ คือเส้นเรื่องของทีมงานสารคดี ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้น เส้นเรื่องนี้ปรากฏขึ้นเป็นฉากแรกของสารคดี ด้วยบทสนทนาที่สื่อให้เห็นว่าทีมงานยังไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับการบังคับสูญหายมากนัก และยังคงสามารถพูดเล่น หยอกล้อ และเล่นมุกตลกเกี่ยวกับการ “ถูกอุ้ม” ได้อย่างเป็นกันเอง ก่อนที่เสียงของพวกเขาจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในตอนกลางเรื่อง ด้วยความรู้สึกจุกในใจ และความสะเทือนใจเมื่อได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างไรก็ตาม จากบทสนทนาในตอนจบ ที่พุ่งเป้าไปที่แรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความรุนแรง การถามหาความรู้สึกผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนี้ และโยงเข้าสู่ตัวเอง โดยสมมติว่าหากตัวเองถูกอุ้มหายจะเป็นอย่างไร จนดูเหมือนว่าประเด็นปัญหาของครอบครัวผู้สูญหายยังคงเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเดียวกับการคืนความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามและขมวดจบเช่นกัน

เรื่องเล่าและเรื่องที่ไม่ถูกเล่า

“สิ่งแรกที่ถูกฆ่าตายในสงครามคือความจริง” เป็นประโยคที่สะท้อนให้เห็นสภาพการณ์ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บโดยหน่วยงานรัฐ ที่แตกต่างกับข้อสรุปของภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง เพราะขณะที่กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า มีผู้สูญหายราว 50 คน และไม่มีการค้นหาความจริงต่อ กลุ่มญาติวีรชนพฤษภา 35 กลับรายงานว่าตัวเลขผู้สูญหายนั้นสูงถึง 734 คน

นอกจากนี้ ประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย ทั้งหลังจากเกิดเหตุและปัจจุบันนี้ คือข่าวลือเกี่ยวกับการจัดการศพของผู้ชุมนุมและการบังคับสูญหายผู้ชุมนุมภายหลังจากการสลายการชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องเล่าอย่างการนำศพผู้ชุมนุมใส่ตู้คอนเทนเนอร์และนำไปทิ้งในทะเลเพื่อทำลายหลักฐาน หรือการฝังศพในหลุมภายในค่ายทหารที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งครอบครัวผู้สูญหายบางคนเชื่อและลองไปตามหาในที่ต่างๆ ด้วยความหวังว่าจะพบเบาะแส ขณะที่บางคนไม่เชื่อ

และในบรรดาเรื่องเล่าอันเป็นปริศนาดำมืด เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าคือความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมเมื่อกว่า 30 ปีก่อน หนึ่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นความอับอายคือกรณีที่กระทรวงกลาโหมเปิดเผยข้อมูลการสอบสวน “บางส่วน” ทว่าส่วนใหญ่ของเอกสารนั้นเต็มไปด้วยแถบสีดำที่ปกปิดข้อมูล ญาติผู้สูญหายบางคนเชื่อว่า การเปิดเผยความจริงจะสร้างความวุ่นวายให้กับรัฐ รวมทั้งสร้างความอัปยศให้กับกองทัพอย่างแน่นอน

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดจะตาย” นักการเมืองคนหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวในฟุตเทจเก่า และดูเหมือนว่านอกจากความอัปยศอดสูในการใช้กำลังทำร้ายประชาชนแล้ว คำพูดนี้ยังเผยให้เห็นถึงความเคยชินของรัฐในการพยายามปิดปากใครก็ตามที่พยายามจะค้นหาและเผยแพร่ความจริง

หนทางยาวไกลในการเรียกร้องความเป็นธรรม

ในระยะเวลา 2 – 3 ปี หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงจบลง สิ่งที่ครอบครัวของผู้สูญหายต้องการมากที่สุดคือความจริงเกี่ยวกับผู้สูญหาย เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาหายไปได้อย่างไร และใครที่เป็นผู้กระทำให้สูญหาย ทว่าไม่ว่าจะเรียกร้องด้วยวิธีการใดก็ไม่เป็นผล รัฐบาลยังคงเก็บงำข้อมูลเหล่านี้และไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ โดยเครื่องมือทางกฎหมายอย่างการนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า ผู้กระทำความรุนแรงได้ยกโทษให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายไม่อาจฟ้องร้องหรือนำเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อีกต่อไป ขณะที่ต้นทุนในการเรียกร้องความเป็นธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามหาผู้สูญหายและตามหาความเป็นธรรม

ในกรณีของการเยียวยา รูปแบบที่รัฐสามารถดำเนินการได้โดยเร็วที่สุดคือการชดเชยเยียวยาในรูปตัวเงิน ที่แม้จะมีระเบียบการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญหาย กลับไม่ได้มีระเบียบหรือกฎหมายใดที่บังคับให้รัฐต้องเยียวยาผู้เสียหายกลุ่มนี้ มีเพียงเงินสงเคราะห์เล็กน้อย ที่จ่ายเพื่อให้ญาติผู้สูญหายจบเรื่องและยุติการเรียกร้องความเป็นธรรม นอกจากนี้ ญาติผู้สูญหายรายหนึ่งในเรื่องกล่าวว่า รัฐบาลเคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือทางการเงิน แต่เมื่อมีการยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาล สัญญาดังกล่าวก็เป็นอันสิ้นสุดลงไป

ท้ายที่สุด ด้วยระยะเวลาอันยาวนานกว่า 30 ปี สังขารและพละกำลังที่ร่วงโรยของญาติผู้สูญหาย ทุนรอนในการดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมที่ร่อยหรอลง ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ที่มีความหวังว่าจะสามารถเดินทางสู่เวทีโลก กลับต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ภายหลังญาติผู้สูญหายและองค์กรภาคประชาสังคมร่วมลงมติในการยอมตามคำขอร้องของกองทัพ ที่ไม่ให้เปิดเผยประเด็นผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 รวมทั้งประกาศอโหสิกรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความรุนแรง นับเป็นการสิ้นสุดการเดินทางเรียกร้องความเป็นธรรมอันเจ็บปวดและขมขื่นอย่างที่สุด

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำและความเป็นธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ในระหว่างการเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น เงื่อนไขที่ครอบครัวผู้สูญหายเห็นตรงกันและสื่อสารต่อรัฐบาลได้แก่ (1) การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ (2) รัฐต้องยอมรับและรับรองให้วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นวันพฤษภาประชาธรรม (3) สร้างอนุสาวรีย์ให้กับวีรชนและชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งภายหลังได้รับอนุมัติให้สร้างอนุสาวรีย์ในพื้นที่ปัจจุบัน ทว่างบประมาณในการสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 นั้นมาจากการบริจาคของภาคประชาชนเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อย้ำเตือนถึงเหตุการณ์พฤษภา 35 และต้องไม่ให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม ในอีก 10 กว่าปีต่อมา ภาพการสั่งให้ผู้ชุมนุมถอดเสื้อมัดมือไพล่หลังและนำตัวขึ้นรถบรรทุกของทหารเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในเหตุการณ์ตากใบ ที่ จ. นราธิวาส เมื่อปี 2547 ซ้ำร้ายในเหตุการณ์นั้น มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมากจากการนอนทับกันบนรถบรรทุกนานหลายชั่วโมง ผู้รอดชีวิตบางส่วนพิการ และอีกหลายคนเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตจนถึงปัจจุบัน และต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนสังหารผู้ชุมนุมที่สลายตัวและเข้ามาหลบภัยในวัดปทุมวนารามเพื่อรอเดินทางกลับบ้าน เฉพาะในเขตวัด มีผู้เสียชีวิต 6 คน บางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่อาสาพยาบาล ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองเหตุการณ์ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้นำรัฐบาลคนใดต้องรับผิดชอบ โดยปัจจุบันคดีตากใบหมดอายุความ ส่วนคดีเสื้อแดงใกล้หมดอายุความในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“เลือนแต่ไม่ลืม” จึงไม่เพียงถ่ายทอดเรื่องราวของผู้สูญหายและคนข้างหลังที่พยายามตามหาความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ว่า “ความเป็นธรรมอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประเทศนี้”

[PR]แม่ “สยาม ธีรวุฒิ” ยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ. การกฎหมายฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

0

แม่  “สยาม ธีรวุฒิ” ยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ. การกฎหมายฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นหาพยานหลักฐาน และเยียวยาผู้เสียหายจากการปราบปรามในรัฐบาล คสช.

วันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น.  กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศเวียดนาม ที่หายตัวไปเมื่อปี 2562 จะยื่นหนังสือต่อรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นหาพยานหลักฐาน กรณีนายสยาม ธีรวุฒิ หายตัวไปขณะลี้ภัยในประเทศเวียดนาม และขอเรียกร้องให้มีการเยียวยาผู้เสียหายทุกรายที่เกี่ยวข้องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงรัฐบาล คสช.

สยาม ธีรวุฒิ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและเป็นหนึ่งในนักแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” ที่หายตัวไปขณะลี้ภัยในประเทศเวียดนามเมื่อปี 2562 ภายหลังจากการรัฐประหารโดย คสช. โดยปัจจุบันเป็นเวลากว่า  7 ปีแล้ว ที่ไม่มีผู้ใดพบตัวหรือทราบชะตากรรมของสยาม ขณะที่กัญญา ธีรวุฒิ แม่ของสยาม ยังคงติดตามค้นหาตัวลูกชายอย่างต่อเนื่องในทุกช่องทาง รวมถึงการร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการศูนย์ป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย กรุงเทพฯ แต่ต่อมาได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจาก ผู้อำนวยการ ศป.ทส.กทม. มีคำสั่งให้ยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวน โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีความแน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการทำให้สยามหายตัวไป จึงไม่เข้าเงื่อนไขให้พนักงานอัยการต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป ซึ่งภายหลังกัญญาได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

นอกจากนี้ กัญญายังได้ยื่นคำร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เนื่องการนายสยามได้สูญหายไปครบกำหนด 5 ปีแล้ว จึงมีความประสงค์ขอสถานะทางกฎหมาย เพื่อนำไปดำเนินการจัดการเรื่องทรัพย์สินที่มีอยู่ ทว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อต้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกากลับไม่อนุญาตให้ดำเนินการต่อ ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมในกรณีเช่นนี้ เนื่องจากในกรณีของชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่สูญหายในช่วงเวลาเดียวกัน ศาลได้สั่งให้ชูชีพเป็นบุคคลสาบสูญ และมีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว

ด้วยเหตุนี้ กัญญาจึงเดินทางเข้าพบและยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ กมธ. เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้ตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของทางการไทยและเวียดนามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการข่มขู่ คุกคาม หรือการลักพาตัวผู้ลี้ภัยในครั้งนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังขอให้มีการติดตามทวงถามการเยียวยาความเสียหายให้กับครอบครัวของธีรวุฒิ และผู้ลี้ภัยอีก 9  รายด้วย

กรณีการสูญหายของสยาม ธีรวุฒิ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามข้ามชาติ อันเป็นผลมาจากความพยายามในการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงที่มีต่อครอบครัวของผู้สูญหาย ที่นอกจากจะถูกคุกคามและเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางจิตใจแล้ว กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิของครอบครัวผู้สูญหายได้ และยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ให้กับครอบครัวผู้สูญหายมากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) จึงขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเผยแพร่ข่าวการยื่นหนังสือถึง กมธ. ในครั้งนี้ รวมทั้งขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนร่วมจับตาการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ค้นหาความจริง และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของสยาม อันจะเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงความจริงของครอบครัวธีรวุฒิและสังคม รวมถึงนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ในที่สุด

หรรษาอาลัย: การสูญหายของพ่อและความ (ไม่) โดดเดี่ยวของคนข้างหลัง

0

หรรษาอาลัย: การสูญหายของพ่อและความ (ไม่) โดดเดี่ยวของคนข้างหลัง

สำหรับคนทั่วไป ช่วงเวลาปลายปีมักหมายถึงอากาศหนาวเย็นที่มาพร้อมกับบรรยากาศแห่งการหยุดงาน การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลองกับญาติมิตร แต่สำหรับก่อการ บุปผาวัฏฏ์ และครอบครัว เดือนธันวาคมอาจเป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย การพลัดพราก ความตาย และสารพัดความลับดำมืดที่ครอบครัวต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฤดูหนาวเดือนธันวาคมของพวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไปก็เพราะช่วงเวลาที่ว่านี้เป็นช่วงที่ก่อการและครอบครัวได้ทราบว่า “ชัชชาญ บุปผาวัลย์” พ่อของเขา ได้จากครอบครัวไปตลอดกาล

นอกจากบทบาทความเป็นสามีและพ่อของลูกชายสองคน ชัชชาญมีอีกบทบาท คือการเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายเสื้อแดง ผู้ร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2553 และเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 จนกระทั่งหลังจากการรัฐประหารโดย คสช. ในปี 2557 ชัชชาญตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศลาว ก่อนจะหายตัวไป และถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดนครพนม เมื่อเดือนธันวาคม 2561

6 ปีต่อมา ครอบครัวของชัชชาญจัดกิจกรรมระลึกถึงชัชชาญ โดยเชิญชวนมิตรสหายไปรวมตัวสังสรรค์กันที่บ้านของชัชชาญ ในจังหวัดมุกดาหาร และเป็นที่มาของภาพยนตร์ขาวดำ ความยาวเกือบ 30 นาที ชื่อ “หรรษาอาลัย” (A Laughing Lament) โดยบุรภัทร จันทร์ประทัด

ความหรรษาในวาระแห่งการอาลัยถึงผู้วายชนม์

ภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยเสียงรายงานข่าวการพบศพในแม่น้ำโขง พร้อมบรรยายสภาพศพและวิธีการสังหารอย่างละเอียด ก่อนจะหักมุมด้วยบทสนทนาของผู้ร่วมเดินทาง และมุกตลกร้ายแซวผู้ล่วงลับที่กลับเข้าฝั่งได้เอง แม้ถูกมัดมือมัดเท้า โดยไม่ต้องมีผู้ดูแลความปลอดภัย ตลอดการเล่าเรื่องเกือบ 30 นาที จะปรากฏการเล่นมุกตลกร้ายเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากตัวละครหลักอย่างก่อการและป้องภูมิ ลูกชายทั้งสองคนของชัชชาญ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการแหวกขนบการสื่อสารประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่มักจะฉายภาพผู้เสียหายที่จมอยู่กับการสูญเสีย ความทุกข์ยากหลังจากที่บุคคลอันเป็นที่รักจากไป และความอยุติธรรม 

ในทางกลับกัน มุกตลกเสียดสีแม้กระทั่งกับพ่อผู้วายชนม์ในหรรษาอาลัยนี้ กลับสะท้อนให้เห็นการผ่านความเจ็บปวดมาอย่างสาหัสและยาวนานเพียงพอที่จะรู้จัก คุ้นเคย และยั่วล้อกับความตายและการสูญเสีย ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชัชชาญกับลูกๆ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง และความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายและแม่ ที่ยังคงผูกพัน แน่นแฟ้น และอบอุ่น 

เช่นเดียวกับการเอาเลขที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตไปตีเป็นเลขเพื่อซื้อล็อตเตอรี หรือเรื่องราวที่ผู้เสียชีวิตมาเข้าฝันแล้วให้เลข แม้เป็นประเด็นสนทนาในเชิงขำขัน แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับหลายๆ ครอบครัวไม่ใช่หรือ?

คนข้างหลังที่ยังคงต้องมีชีวิตต่อไป

ท่ามกลางภาพฟุตเทจที่ถ่ายไปเรื่อยๆ และอาจไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรมากนัก สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีน้ำหนักมากขึ้นในการถ่ายทอดชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง คือบางมุมมองของก่อการที่ถ่ายทอดผ่านบทสนทนา เขาไม่เห็นด้วยกับการจมจ่อมอยู่กับความเศร้าตลอดเวลา เพราะที่สุดแล้ว คนที่ควรได้รับการดูแลมากกว่า คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หลายครั้งเราจะได้เห็นลูกชายทั้งสองหยอกล้อกับแม่ กอดกัน และถ่ายรูปด้วยกัน

“แม่เป็นคนที่ควรได้รับการยกย่องพอๆ กับพ่อ ไม่ใช่แค่ยกย่องพ่อแค่เพราะพ่อตายไปก่อน… ฮีโร่ไม่ใช่แค่คนที่ตายเพื่ออุดมการณ์ แต่ฮีโร่คือคนที่ทำสิ่งที่น่าเบื่อทุกวัน ทำให้คนที่รักมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” ก่อการพูดถึงแม่

อย่างไรก็ตาม ตัวละคร “แม่” ที่ปรากฏในเรื่องไม่ได้มีแค่เพียงแม่ของก่อการเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งแม่ผู้ร่วมทางไปในทริปหรรษาอาลัยนี้ คือ “กัญญา ธีรวุฒิ” แม่ของสยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายไปจากอิทธิพลของการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งหลังจากที่กัญญาได้รู้จักกับครอบครัวของก่อการในฐานะญาติผู้สูญหาย เธอก็กลายเป็น “แม่ญา” ของก่อการ และกลายเป็นแม่ของผู้ร่วมเดินทางทุกคนในภาพยนตร์ และก่อการเชื่อว่า การเดินทางมารวมตัวกันในวาระนี้ ณ บ้านของพ่อที่มุกดาหาร ก็อาจจะไม่ใช่แค่เขาที่ได้รับการเยียวยาจิตใจเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงแม่กัญญาออกจากความทุกข์ได้บ้างเช่นกัน

ภาพชีวิตธรรมดาที่ยืนหยัดเพื่อชีวิตอื่น

นอกเหนือจากการพูดคุยกับก่อการและป้องภูมิที่สร้างน้ำหนักให้กับหรรษาอาลัย ภาพเพื่อนฝูงที่รวมตัวกันในลานบ้าน เพื่อทำอาหาร เล่นบอร์ดเกม กางเต็นท์ จับสลากของขวัญปีใหม่ ไปจนถึงเปิดร้านสักเฉพาะกิจ ซึ่งอาจจะดูไม่มีสาระจริงจัง แต่กลับสร้างชีวิตชีวาให้กับบ้านหลังเก่า ที่นานๆ จะเปิดต้อนรับผู้คนสักที ซึ่งอาจหมายความว่า มิตรสหายที่ร่วมเดินทางมาพักผ่อน พูดคุย กินดื่ม ก็ได้สร้างความชื่นใจให้กับก่อการและครอบครัวได้เช่นกัน

แม้ที่สุดแล้ว สิ่งที่ก่อการและครอบครัวต้องเผชิญในฐานะครอบครัวของผู้สูญหายจะไม่แตกต่างจากครอบครัวอื่น ทั้งการกล่าวหาว่าพ่อของเขายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและการพนัน จึงถูกฆาตกรรม รวมถึงเส้นทางในกระบวนการยุติธรรมที่จนบัดนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย เขาและครอบครัวยังไม่เคยได้รับความคืบหน้าหรือความกระจ่างจากเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด ซ้ำร้าย คดีของพ่อยังถูกสั่งยุติเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้ก่อการและครอบครัวยังสามารถยืนหยัดและเดินหน้าตามหาความยุติธรรมต่อได้ อยู่ในฉากเกือบสุดท้ายของเรื่อง ที่ผู้ร่วมเดินทางทุกคนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน และภาพถ่ายใบสุดท้ายอันประกอบด้วยก่อการ ป้องภูมิ แม่ของทั้งสอง และมนตรี ลูกชายของไกรเดช ผู้ที่ถูกสังหารและถูกพบศพพร้อมกับชัชชาญ ราวกับว่าครอบครัวใหม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางความสูญเสียหลายกรณีที่ผ่านมา

“หรรษาอาลัย” จึงเป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าความเป็นมนุษย์ของผู้สูญหาย ครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง และความเป็นมนุษย์ของทุกตัวละครในเรื่อง ที่ฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้บ้านที่ถูกทิ้งร้าง และยืนเคียงข้างเพื่อสร้างชีวิตชีวาให้ครอบครัวผู้สูญเสียได้เดินหน้าต่อ ไม่ว่าระหว่างทางและปลายทางจะพบเจอกับอะไรก็ตาม

รับชมสารคดี “หรรษาอาลัย” ได้ที่นี่ หรรษาอาลัย [สารคดี]

สังหาร-ทรมาน-อุ้มหาย: อาชญากรรมโดยรัฐที่ไม่เคยยุติ แต่กลับพัฒนาไปตามยุคสมัย

0

สังหาร-ทรมาน-อุ้มหาย: อาชญากรรมโดยรัฐที่ไม่เคยยุติ แต่กลับพัฒนาไปตามยุคสมัย

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด รัฐที่ต้องการธำรงรักษาอำนาจของตนเองมักจะใช้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือในการป้องกันการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชน ตั้งแต่การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก โดยห้ามประชาชนรวมตัวหรือชุมนุมกัน ไปจนถึงวิธีการรุนแรงอย่างอาชญากรรมโดยรัฐ ทั้งการใช้กำลังสลายการชุมนุม การจับกุมโดยพลการเพื่อนำผู้เห็นต่างทางการเมืองไปคุมขังและทรมาน หรือการบังคับสูญหาย เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและนำไปสู่การหยุดแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐในที่สุด

แม้ทุกวันนี้โลกจะมีกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศมากมายในการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมโดยรัฐ แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างการทรมาน การบังคับสูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ที่กระทำต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง สื่อมวลชน และกลุ่มคนชายขอบกลับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีพัฒนาการที่ซับซ้อนและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำหรับผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม การทำงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ไม่เพียงแต่ต้องทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากอาชญากรรมโดยรัฐเหล่านี้ด้วย

อาชญากรรมโดยรัฐในอดีต: ความรุนแรงเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง

ในอดีต อาชญากรรมโดยรัฐมักจะเกิดขึ้นกับผู้เห็นต่างทางการเมืองและกลุ่มคนชายขอบของสังคม เช่นในกรณีของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีเยอรมนี ราวทศวรรษ 1930 – 1940 โดยปฏิบัติการละเมิดของรัฐจะกระทำอย่างตรงไปตรงมาภายในพรมแดนของประเทศ เช่น การควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างเงียบๆ และส่งตัวไปยังค่ายกักกันลับ รวมทั้งจงใจปิดบังชะตากรรมของผู้เสียหาย 

แม้ว่าภายหลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาคมโลกได้สร้างกรอบกฎหมายต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐอีก แต่ในช่วงสงครามเย็น (ราวทศวรรษ 1970 – 1980) ที่โลกแบ่งเป็นขั้วประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ หลายรัฐได้พยายามสร้างความหวาดกลัวอย่างเป็นระบบ โดยการสร้างศัตรูร่วมอย่างภัยคอมมิวนิสต์ และป้ายสีผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้งควบคุมตัวประชาชนโดยพลการเพื่อนำตัวไปคุมขังยังคุกลับ และกระทำการทรมาน หรือการบังคับสูญหายนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน และนักศึกษา ดังที่เคยเกิดขึ้นในกรณีสงครามสกปรก ในอาร์เจนตินา หรือการคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมืองในคุกลับที่ชิลี

นอกจากนี้ การบังคับสูญหายโดยรัฐบาลเผด็จการในลาตินอเมริกายังเกิดขึ้นในลักษณะความร่วมมือภายในภูมิภาค เช่น “ปฏิบัติการคอนดอร์” (Operation Condor) ซึ่งเป็นปฏิบัติการลับด้านข่าวกรองและการสร้างความหวาดกลัวโดยรัฐ จัดตั้งขึ้นในปี 1975 โดยเผด็จการทหารฝ่ายขวาของพื้นที่ทางตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ (Southern Cone) ประกอบด้วยรัฐที่เป็นสมาชิกหลัก ได้แก่ ชิลี อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล มีเป้าหมายเพื่อติดตาม ลักพาตัว ทรมาน และประหารชีวิตผู้เห็นต่างทางการเมือง ฝ่ายซ้าย และผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนในระหว่างรัฐที่เป็นพันธมิตร เช่น กรณีที่นักกิจกรรมหลบหนีออกจากประเทศชิลีเข้าสู่อาร์เจนตินา เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นสามารถจับกุมตัวนักกิจกรรมผู้นี้ และส่งกลับไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของชิลี ก่อนที่จะถูกนำตัวไปทรมานในศูนย์ควบคุมตัว และหายตัวไปโดยไร้หลักฐานบันทึกทางกฎหมาย

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตส่งผลให้อาชญากรรมโดยรัฐเปลี่ยนรูปแบบไปสู่สงครามกลางเมือง การกวาดล้างเผ่าพันธุ์ และความแตกแยกทางการเมืองในประเทศ ดังที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศบอลข่าน รวันดา แอลจีเรีย และศรีลังกา ซึ่งในหลายกรณีเป็นความรุนแรงจากประชากรในกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกระทำต่อประชากรอีกฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า

อาชญากรรมโดยรัฐในสมัยใหม่: ส่วนผสมของความรุนแรงทางกาย กฎหมาย และเทคโนโลยี

ในช่วงศตวรรษที่ 21 แม้แรงจูงใจหลักเบื้องหลังอาชญากรรมโดยรัฐโดยรวมจะยังไม่เปลี่ยนแปลง คือการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว การกำจัดผู้เห็นต่างหรือกลุ่มคนชายขอบที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่เทคนิคในการละเมิดทางร่างกาย การควบคุมตัวโดยพลการ การควบคุมตัวในสถานที่ปิดลับ และการบังคับสูญหายกลับมีมีลักษณะที่เปลี่ยนไปในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จากปฏิบัติการใช้กำลังแบบรวมศูนย์สู่การผสมผสานอันซับซ้อนขึ้นระหว่างการปราบปรามทางกายภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง การสอดแนมทางดิจิทัล กฎหมายความมั่นคงที่ถูกตีความอย่างกว้างขวาง และการปราบปรามข้ามพรมแดน

ปฏิบัติการดังกล่าวมักเริ่มจากการผ่านกฎหมายที่ตีความอย่างกว้างขวาง เช่น กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย, กฎหมายความมั่นคงของชาติ หรือกฎหมายเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกราะป้องกันทางกฎหมายแก่กองกำลังความมั่นคง และให้ความชอบธรรมในปฏิบัติการโดยพลการต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องมือสอดแนม เช่น สปายแวร์, การจับตาดูความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในปฏิบัติการของรัฐ เพื่อระบุตัวเป้าหมายก่อนที่จะจับกุม รวมถึงการปราบปรามข้ามพรมแดน ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้เห็นต่างทางการเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศมากขึ้น ผ่านการใช้หมายแดง การลักพาตัวข้ามพรมแดน หรือการข่มขู่ครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศ

ตัวอย่างอาชญากรรมโดยรัฐที่เด่นชัดในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐมหาอำนาจต่างๆ หันมาใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการคุ้มครองทางกฎหมายต่อกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดตั้งเครือข่าย “คุกลับ” ของ CIA ของสหรัฐฯ และนโยบายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีพิเศษที่เปิดโอกาสให้ส่งตัวผู้ถูกควบคุมตัวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อเลี่ยงความคุ้มครองจากศาลในประเทศ ผู้ต้องสงสัยจะถูกลักพาตัวโดยไม่มีหมายจับ ถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และต้องเผชิญกับ “เทคนิคการสอบสวนขั้นสูง” ซึ่งหมายถึงการกรอกน้ำใส่หน้า (waterboarding) การบังคับอดนอน การอยู่ในอิริยาบถที่ตึงเครียด และการกระแทกร่างเข้ากับกำแพง (wall-slamming) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาลทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

เช่นเดียวกับในซีเรีย หลังจากการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลซีเรียในปี 2011 องคาพยพของรัฐด้านความมั่นคงได้ร่วมมือกันเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง มีการบังคับสูญหายหมู่ การทรมานที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ และการควบคุมตัวโดยพลการในระดับอุตสาหกรรม (industrial-scale arbitrary detention หรือการควบคุมตัวประชาชนจำนวนมหาศาลอย่างเป็นระบบโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง) โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรได้บันทึกกรณีบุคคลถูกบังคับสูญหายในพื้นที่ที่บริหารงานโดยรัฐบาลได้กว่า 80,000 กรณี หลักฐานจากผู้ที่เปิดโปง (เช่น กรณีภาพถ่ายจากซีซาร์ หรือ Caesar photos) เผยให้เห็นถึงผู้เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัวหลายพันราย โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอาหาร การถูกทุบตีอย่างรุนแรง และการปฏิเสธการรักษาพยาบาล

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง กลไกสหประชาชาติได้รายงานเกี่ยวกับการจับกุมโดยพลการอย่างเป็นระบบ การปิดตาหรือใส่โซ่ตรวนเป็นเวลานาน การทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายทางร่างกายต่อชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารและเรือนจำ นอกจากนี้ รายงานขององค์การสหประชาชาติยังเน้นย้ำด้วยว่ากลุ่มติดอาวุธของปาเลสไตน์ก็มีการควบคุมตัวเชลยในสถานที่ควบคุมตัวที่ปิดลับ และมีการทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง

ในซินเจียง มีการควบคุมตัวหมู่โดยพลการ การกลืนกลายโดยบังคับ และการสอดส่องทางเทคโนโลยีโดยรัฐบาลจีน ซึ่งเริ่มขึ้นราวปี 2017 ภายใต้นโยบาย “Strike Hard” หรือนโยบายกวาดล้างอาชญากรรมและการก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวอุยกูร์และประชากรชาวมุสลิมเติร์กอื่นๆ ในซินเจียง ส่งผลให้ประชากรราว 1 ล้านคน ถูกควบคุมตัวนอกกระบวนการยุติธรรมภายในค่าย “ปรับทัศนคติ” โดยไม่มีการแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการและไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการไต่สวนได้ นอกจากนี้ รัฐยังใช้การเก็บข้อมูลชีวภาพ (biometric collection), เทคโนโลยีอัลกอริธึมจดจำใบหน้า และการจัดทำโปรไฟล์ความเสี่ยงแบบอัลกอริธึม เพื่อระบุเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับการจำกัดเสรีภาพหมู่โดยพลการ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็มีกรณีปราบปรามข้ามชาติเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารลิม กิมยา อดีตนักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชา ขณะที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ การส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนาชาวมองตานญาด ที่ถูกศาลไทยตัดสินให้ส่งตัวกลับไปยังเวียดนามตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ไปยังประเทศจีน ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในปีเดียวกัน คือปี 2025 

ขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ก็เผชิญกับการบังคับสูญหายและการฆาตกรรม เช่น กรณีบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา กรณีบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ โดยมีข้อมูลว่าเขาถูกจับกุมที่เวียดนาม และถูกส่งตัวกลับประเทศไทย หรือกรณีบังคับสูญหายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ ซึ่งภายหลังมีการพบศพชัชชาญและไกรเดชถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

กฎหมายและข้อตกลงสากลยุติอาชญากรรมโดยรัฐได้จริงหรือไม่?

ขณะที่อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ประชาคมโลกก็มีความพยายามสร้างข้อตกลงในรูปแบบอนุสัญญาและกฎหมายหลายฉบับ เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยเช่นกัน อาทิ 

อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ที่เกิดขึ้นในปี 1949 มีการกำหนดกติกาในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ ห้ามการทรมาน การฆ่าโดยเจตนา การจับตัวประกัน และการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือนหรือผู้ถูกควบคุมตัว

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เกิดขึ้นในปี 1966 และมีสาระสำคัญได้แก่ การห้ามการจับกุมโดยพลการ, ห้ามการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย และการปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิต

อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (UNCAT) เกิดขึ้นในปี 1984 โดยเป็นข้อผูกพันที่ไม่อาจระงับ ลดทอน หรือพักการบังคับใช้ในการห้ามการทรมานที่ได้รับอนุญาตโดยรัฐ กำหนดให้รัฐต่างๆ บัญญัติให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา ต้องสืบสวนสอบสวน และส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เกิดขึ้นในปี 1998 กำหนดให้อาชญากรรมโดยรัฐ เช่น การทรมานอย่างเป็นระบบ การคุมขังหมู่โดยพลการ และการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามภายใต้การดำเนินคดีระหว่างประเทศ

พิธีสารเลือกรับ/พิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เกิดขึ้นในปี 2002 โดยมุ่งเน้นการป้องกันโดยการจัดตั้งกลไกป้องกันอิสระในระดับชาติ (NPMs) เพื่อดำเนินการตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมตัวโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED) เกิดขึ้นในปี 2006 เป็นอนุสัญญาระดับสากลที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการควบคุมตัวในทางลับหรือลักพาตัว โดยกำหนดให้มีทะเบียนผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ และแจ้งการควบคุมตัวแก่ครอบครัวหรือทนายความโดยทันที

อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้กลับไม่สามารถยับยั้งหรือป้องกันอาชญากรรมโดยรัฐในปัจจุบันได้เท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดหลายประการ เช่น อนุสัญญาเหล่านี้มุ่งป้องกันการกระทำทางกายภาพ เช่น การลักพาตัว หรือการทรมาน แต่ในกรณีการสอดแนมทางดิจิทัลและสปายแวร์ รวมทั้งการคุกคามทางไซเบอร์ กลับไม่ได้มีนิยามหรือมาตรการใดๆ ที่ป้องกันเหตุลักษณะนี้ เช่นเดียวกับในกรณีการบังคับสูญหาย ที่ปัจจุบันมีการบังคับสูญหายทางดิจิทัล อย่างการลบบันทึกการจับกุม การทำลายหลักฐานในโซเชียลมีเดีย และการตั้งค่าบัญชีธนาคารให้เป็นศูนย์ แต่กรอบการทำงานระหว่างประเทศอย่าง ICPPED มักพึ่งพาเอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลให้ยากต่อการปฏิบัติตาม เมื่อรัฐพยายามปิดบังร่องรอยข้อมูลดิจิทัล

นอกจากนี้ แม้ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีนโยบายสืบสวนปฏิบัติการไซเบอร์ที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรืออาชญากรรมสงคราม แต่การระบุยืนยันตัวผู้กระทำผิดโดยเชื่อมโยงการโจมตีทางไซเบอร์หรือการสอดส่องทางดิจิทัลไปยังโครงสร้างการบังคับบัญชาของรัฐโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรับฟังพยานหลักฐานที่สูงมากในชั้นศาลนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกำลังพล เนื่องจากกลไกระหว่างประเทศ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือกระบวนการพิเศษของสหประชาชาติ (UN Special Procedures) ไม่ได้มีอำนาจการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นอิสระหรือกองกำลังตำรวจของตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาความร่วมมือในเชิงอาสาสมัครจากรัฐสมาชิกในการออกหมายจับ, รักษาพื้นที่เกิดเหตุ หรืออนุญาตให้ผู้รายงานอิสระเข้าถึงพื้นที่ควบคุมตัว

ความท้าทายอีกประการหนึ่งในการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อป้องกันหรือยุติอาชญากรรมโดยรัฐ คือการผสมผสานทางกฎหมายและการใช้กฎหมาย “ความมั่นคง” ในทางที่ผิด รัฐสมัยใหม่มักจะไม่กระทำการละเมิดอย่างเปิดเผย แต่กลับผ่านกฎหมาย “ความมั่นคง”, “อาชญากรรมไซเบอร์” หรือ “ต่อต้านการก่อการร้าย” ที่ให้อำนาจในการขยายการคุมขังหรือกักขังบุคคลโดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detention) การควบคุมทางปกครองโดยไม่มีการไต่สวน และการสอดแนม โดยอ้างว่าเป็นการใช้มาตรการด้านความมั่นคงภายในที่ชอบด้วยกฎหมาย

จากความตระหนักรู้สู่การต่อต้านอำนาจอันฉ้อฉล

การยุติอาชญากรรมโดยรัฐและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเหล่านี้ซ้ำรอย แม้จะดูเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะบรรลุได้ แต่สิ่งนี้สามารถเริ่มต้นได้ด้วยความตระหนักรู้ถึงการใช้กรอบกฎหมายภายในประเทศในทางที่ผิด เมื่อองคาพยพด้านความมั่นคงของรัฐพยายามใช้การสอดส่อง ช่องว่างทางกฎหมาย และกลไกข้ามพรมแดนในการปราบปรามผู้เห็นต่าง อำนาจเหล่านี้ต้องพึ่งพาการยินยอมของประชาชน ความไม่รู้ และความเงียบ ดังนั้น หนทางที่คนธรรมดาสามารถทำได้ คือการเปลี่ยนจากการสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ เป็นการบันทึกข้อมูล การจับตาดูการทำงานของรัฐ และบอกเล่าความจริงอย่างต่อเนื่อง ความตระหนักรู้ของสังคมจะทำให้รัฐไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ และทำให้ต้นทุนทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่รัฐต้องจ่ายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงขึ้น 

นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องร่วมมือกันในการบันทึกข้อมูล สร้างความมั่นคงทางดิจิทัล และรณรงค์อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล การเก็บรักษาสถิติเกี่ยวกับผู้เสียหาย ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายทางกฎหมายที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตและผู้ค้าเทคโนโลยีมีความรับผิดรับชอบจากการจำหน่ายอุปกรณ์สอดแนมให้กับรัฐบาลที่มุ่งปราบปรามประชาชน

อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปได้ด้วยความมืดมนและความลับ ดังนั้น การส่งเสียงบอกเล่าข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว การปกป้องพื้นที่ของประชาชน และสร้างความทรงจำร่วมของสังคมจะเปลี่ยนความตระหนักไปสู่เครื่องมือต่อต้านอำนาจรัฐอันทรงพลัง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นว่าการละเมิดจะได้รับการบันทึกไว้ ผู้เสียหายจะถูกจดจำ และผู้กระทำความผิดจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในที่สุด

[PR]คดีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร: บรรทัดฐานใหม่ในคดีทรมานจากคำพิพากษาศาลฎีกา หลังการต่อสู้ของผู้เสียหายนาน 17 ปี

0

คดีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร: บรรทัดฐานใหม่ในคดีทรมานจากคำพิพากษาศาลฎีกา หลังการต่อสู้ของผู้เสียหายนาน 17 ปี

เมื่อวันที่ 31  สิงหาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2559/2569 ระหว่าง นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ฤทธิรงค์ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่ากระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และในขณะที่สอบปากคำได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองปราจีนบุรีหลายคน  ร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยใส่กุญแจมือไขว้หลัง นำถุงพลาสติกมาครอบศีรษะและรวบปากถุงที่ต้นคอเพื่อไม่ให้มีอากาศหายใจ ทำเช่นนั้นซ้ำๆ กันหลายครั้ง พร้อมทั้งข่มขู่ว่าหากไม่ยอมรับสารภาพจะนำศพไปทิ้งบนหุบเขา ทำเป็นคดีคนหาย ทำให้ฤทธิรงค์จำใจยอมรับสารภาพ

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แม้ต่อมาพนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องฤทธิรงค์เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ได้จับตัวคนร้ายตัวจริงได้ แต่การถูกซ้อมทรมานดังกล่าวส่งผลให้ฤทธิรงค์ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง จนป่วยเป็นโรคเครียดและหวาดกลัวหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง หรือ PTSD จนต้องยุติการเรียนและเข้ารับการรักษาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำการทรมานได้รับโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 8,000 บาท โดยรอลงอาญา 2 ปี

เพื่อทวงคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ ความบริสุทธิ์ ให้กับบุตรชายที่ไม่ได้แม้แต่เข้าไปเกี่ยวกับการกระทำความผิด ครอบครัวชื่นจิตรได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง ไล่ฟ้องพยานเท็จที่เกี่ยวข้อง ทั้งในทางแพ่งและอาญา และโดยความช่วยเหลือด้านกฎหมายของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ฤทธิรงค์ได้ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีอำนาจบังคับบัญชาและกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิด เพื่อทวงถามถึงมาตรฐานการทำหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากฟ้องคดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ครอบครัวชื่นจิตรจะถูกคนบางกลุ่มตีตรา ถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องกลับ และเผชิญกับการคุกคาม ครอบครัวชื่นจิตยังคงต่อสู้และมีความหวังว่าสักวันตนจะได้รับความเป็นธรรมและนำคนผิดมาลงโทษได้

หลังจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนานถึง 17 ปี ฤทธิรงค์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จากการที่ตนถูกละเมิด สิทธิเสรีภาพ ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง  ถูกทรมาน และการสูญเสียอิสรภาพขณะถูกควบคุมตัว ค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและเดินทางเรียกร้องความเป็นธรรมตลอดระยะเวลาหลายปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20,800,000 บาท รวมดอกเบี้ยจากวันเกิดเหตุจนกระทั่งถึงวันฟ้อง

 ในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นหลัก คือ 

  1. ประเด็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นว่า แม้บาดแผลทางร่างกายของฤทธิรงค์จะไม่ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมกันซ้อมทรมาน ใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ และข่มขู่เอาชีวิต เป็นการกระทำที่ทารุณและร้ายแรงเกินกว่าเหตุ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของฤทธิรงค์ จนทำให้ป่วยเป็นโรคเครียดและหวาดกลัวหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ตกใจง่าย หวาดระแวง และฝันร้าย จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางจิตเวชต่อเนื่องยาวนานหลายปี จึงกำหนดค่าเสียหาย ประกอบด้วย ค่าเสียหายต่อร่างกาย 1 ล้านบาท  ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 3 แสนบาท ค่าเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพ  8 หมื่นบาท  และค่าเสียหายทางจิตใจ หรือจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรค PTSD  3 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน  4,380,000 บาท 
  2. ประเด็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายจำเลยได้ต่อสู้ เรื่องที่โจทก์ได้รับเงินเยียวยาจากตำรวจรายหนึ่งแล้ว  4 ล้านบาท ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่า การนำเงิน 4 ล้านบาท ที่ตำรวจผู้กระทำผิดรายหนึ่งเคยจ่ายเยียวยาให้ฤทธิรงค์ ซึ่งคือโจทก์ เป็นการส่วนตัว มาหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องชำระ เนื่องจากถือเป็นเงินชดใช้ส่วนตัวของตัวตำรวจคนดังกล่าวนั้น  ไม่ทำให้มูลความรับผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานรัฐระงับไปได้ จึงพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์  
  3. ประเด็นการถอนและทำลายประวัติอาชญากรรม เดิมศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ กองทะเบียนประวัติอาชญากรก็ได้ดำเนินการคัดแยกแผ่นลายพิมพ์นิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้องออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในทางราชการตามระเบียบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจถือเป็นอาชญากรและไม่มีประวัติเป็นอาชญากรอีก อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บลายพิมพ์นิ้วมือเป็นวิธีปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาทุกคน แม้ต่อมาอัยการจะสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้อง ก็จะไม่มีการลบข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการถอนประวัติ ทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และลบบัญชีประวัติของฤทธิรงค์ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาโดยมิชอบ ออกจากฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร เนื่องจากพนักงานสอบสวนและอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนความบริสุทธิ์และลบประวัติดังกล่าวตามระเบียบของทางราชการ 

แม้ที่สุดแล้วคำพิพากษานี้จะไม่สามารถเยียวยาครอบครัวชื่นจิตรให้กลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งในแง่ร่างกาย จิตใจ และหน้าที่การงานและสังคม รวมไปถึงอนาคตที่ดีได้อย่างหวัง ตามหลักการฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำทรมานฯ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้อย่างครบถ้วนก็ตาม แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ได้สร้างบรรทัดฐานที่สำคัญให้กับสังคมหลายประการ ได้แก่

  1. การยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการซ้อมทรมาน และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐว่า การซ้อมทรมานและการใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญ เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด หากมีการกระทำเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิด รวมไปถึงหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชอบ 
  2. บรรทัดฐานการชดเชยความเสียหายทางจิตใจ ศาลได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางจิตใจจากอาการ PTSD เป็นจำนวนเงินสูงถึง 3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาลตระหนักถึงผลกระทบทางจิตใจที่ร้ายแรงและยาวนานไม่น้อยไปกว่าบาดแผลทางร่างกาย ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการคำนวณค่าเสียหายต่อจิตใจ ซึ่งเป็นค่าเสียหายอันประเมินค่ามิได้ จากความทุกข์ทรมานตลอด 17 ปีของครอบครัวชื่นจิตร 
  3. บรรทัดฐานด้านการคืนสิทธิและคืนความบริสุทธิ์ โดยการลบประวัติอาชญากร ศาลได้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องลบประวัติ ทำลายลายนิ้วมือ และลบบัญชีประวัติออกจากสารบบทะเบียนประวัติอาชญากร ถือเป็นการยืนยันหลัก “ผู้บริสุทธิ์” อย่างแท้จริงว่า เมื่อผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องคืนสิทธิ เสรีภาพ และเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนให้ได้มากที่สุด  เพื่อไม่ให้ประวัติอาชญากรส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตในอนาคตของผู้ถูกกล่าวหาได้

การต่อสู้ของครอบครัวชื่นจิตรอันยาวนานกว่าทศวรรษไม่เพียงแต่นำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานทางกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนผู้ถูกควบคุมตัว นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางบรรทัดฐานสำคัญที่เกิดขึ้นยังเป็นการย้ำเตือนว่าการทรมานเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครหรือในกรณีใดก็ตาม