พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่มีผลมาจากการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐไทย กรณีที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและลงนามในอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ รวมถึงมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคมและทุกภาคส่วนให้มีการร่างกฎหมายดังกล่าวออกมา เพื่อเป็นการรับรองยืนยันว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและไม่ถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งเป็นสิทธิที่จะต้องถูกคุ้มครองตลอดเวลาปราศจากข้อยกเว้นใด ๆ ทว่ากฎหมายดังกล่าวยังใหม่อยู่มาก ไม่มีคำพิพากษาของศาลที่จะนำมาเป็นเสมือนกรอบการตีความและบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น สิ่งที่จะกระทำได้ คือ การสำรวจกรอบมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลให้ปลอดภัยจากการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย ในฐานะกฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่เพื่อขัดเกลาและวางบรรทัดฐานแนวทางกฎหมายบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ

ดังนั้น โจทย์สำคัญ คือ มาตรฐานสากลว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองบุคคลจากการถูกซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ มีอยู่อย่างไร และปัจจุบันกฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลหรือไม่ เพียงใด จากนั้นจะเป็นการศึกษาเทียบเคียงกับกรณีศึกษาในต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำเสนอแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่อไป
มาตรฐานสากลเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลผู้ถูกซ้อมทรมาน-บังคับให้สูญหาย
มาตรฐานสากลที่จะถูกหยิบขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของรัฐ จนนำไปสู่การสูญเสีย คือ “พิธีสารมินนิโซตาว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย ค.ศ. 2016”1 (Minnesota Protocol on the Investigation of Potentially Unlawful Death (2016)) ซึ่งเป็นเอกสารวางมาตรฐานระดับกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1991 โดยได้รับการรับรองจากองค์กรสหประชาชาติ ร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เนื้อหาสำคัญ ๆ ในพิธีสารดังกล่าวประกอบด้วย การพูดถึงความคุ้มครองสิทธิในชีวิตและสร้างความก้าวหน้าให้กับระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม กำจัดสภาวะการลอยนวลพ้นผิด รวมถึงสิทธิของเหยื่อและญาติในการได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงและการชดเชยเยียวยาอย่างเต็มที่ โดยส่งเสริมให้เกิดการสืบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและกรณีต้องสงสัยว่าบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย พร้อมกับวางมาตรฐานการปฏิบัติงาน หลักการและแนวทางสำหรับรัฐ สถาบัน และบุคลากรที่มีบทบาทในการสืบสวนสอบสวน
ขณะเดียวกัน องค์ประกอบและหลักการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการเสียหายชีวิตและการสูญหายของบุคคลอันมาจากหรือคาดหมายได้ว่ามาจากการกระทำใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ ตามกรอบมาตรฐานสากลในพิธีสารฯ รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินไปโดยมีองค์ประกอบต่อไปนี้
(1) รวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยไม่ล่าช้าเกินควร แต่ต้องมีความละเอียดรอบคอบด้วย
(2) มีประสิทธิภาพและละเอียดถี่ถ้วน โดยอย่างน้อยที่สุด ต้องมีการระบุตัวเหยื่อ กู้คืนและรักษาพยานหลักฐานที่ใช้ในการพิสูจน์การเสียชีวิต พฤติการณ์แวดล้อมและอัตลักษณ์ของผู้กระทำ ระบุพยานบุคคล ระบุสาเหตุ ลักษณะ สถานที่และเวลาของการเสียชีวิต ระบุผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตและความรับผิดชอบรายบุคคลต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น
(3) ผู้ปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนต้องมีความอิสระและเป็นกลาง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้ที่อาจมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิด เพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ และต้องไม่ปล่อยให้เกิดการใช้อำนาจข่มขู่คุกคามฝ่ายผู้เสียหายและบิดเบือนกระบวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง อันจะทำให้ผู้ต้องสงสัยไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดโดยชอบ หรือ ทำให้ผู้กระทำความผิดลอยนวลพ้นผิดไปได้
(4) กระบวนการสืบสวนสอบต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กล่าวคือ ต้องดำเนินการไปในลักษณะเปิดเผย มีช่องทางให้สาธารณะได้ติดตามผลการปฏิบัติงาน และกลไกการตรวจสอบควรต้องมาจากภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน และการปกป้องช่วยเหลือกันและกันภายในองค์กร
การปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนนั้นมีหลักการทั่วไป คือ ในการปฏิบัติงานทุกครั้ง การรักษาชีวิตของทั้งชีวิตประชาชนทั่วไปและทีมสืบสวนสอบสวนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ควรมีการประเมินความเสี่ยงของการปฏิบัติงานทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อกำลังปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง สาธารณชนและทีมสืบสวนสอบสวนไม่ควรถูก จัดให้อยู่ท่ามกลางอันตรายเกินควร ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมของการสืบสวนสอบสวนควรมี ระเบียบ แบบแผนและโปร่งใส อีกทั้งควรดำเนินตามแนวทาง การสอบสวนอันชอบธรรม ในกรณีการเสียชีวิตที่อาจมิชอบ ด้วยกฎหมายอาจมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งขั้นตอนการสืบสวน การสืบสวนสอบสวนอาจรวบรวมวัตถุประเภทต่างๆ ไว้ซึ่งอาจ ไม่ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานทั้งหมดในการพิจารณาคดีอย่างไร ก็ตาม วัตถุและข้อสังเกตทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวน สอบสวนควรถูกเก็บรักษา บันทึก และจัดทำรายการ โดยรวม ผลของการตัดสินใจ/คําสั่ง ข้อมูลที่รวบรวมได้และถ้อยคำ พยาน นอกจากนั้น จะต้องจัดทำรายการแหล่งที่มา วันและ เวลาของการเก็บรวบรวมวัตถุเหล่านั้นด้วย
นอกเหนือจากนี้ เนื้อหาของพิธีสารฯ จะเป็นการกำหนดวิธีการและขั้นตอนโดยละเอียดเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง การเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การจัดการสถานที่เกิดเหตุ การผ่าพิสูจน์ ศพ รูปแบบการสอบปากคำ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่บนวัตถุประสงค์แห่งการปกป้องคุ้มครองประชาชนและการมอบความยุติธรรมให้กับผู้ตกเหยื่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การผลักภาระการพิสูจน์: แนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมโดยเทียบเคียงกับกรณีศึกษาต่างประเทศ
ข้อค้นพบเกี่ยวกับปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายป้องกันปราบปรามการซ้อมทรมานและการบังคับให้สูญหายของรัฐไทยนั้นผูกโยงกับประเด็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ทำได้อย่างยากลำบาก กล่าวคือ กระบวนการพิจารณาและการเอาผิดกับผู้กระทำ กลไกกฎหมายไทยมักยึดหลักการที่ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาจำต้องพิสูจน์ให้เห็นจนสิ้นข้อสงสัยว่าได้มีการกระทำตามองค์ประกอบความผิดที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทว่าตามความเป็นจริง พฤติการณ์การใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะการซ้อมทรมานบุคคลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับบุคคลให้สูญหาย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในที่ลับหูลับตาคน ไม่มีประจักษ์พยาน และเกิดขึ้นในสถานที่ที่อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ส่งผลให้การเก็บรวบรวมทำได้ยาก และอาจมีการซ่อนเร้นพยานหลักฐานที่ชี้ตัวไปถึงข้อเท็จจริงหรือผู้กระทำความผิด เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำและนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิดในที่สุด
นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมไทย จะยึดมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ผู้กล่าวหาต้องพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งในทางหนึ่ง ได้กลับกลายเป็นอุปสรรคที่คอยสร้างภาระเกินความจำเป็นให้กับฝ่ายผู้เสียหาย/ผู้กล่าวหา และยังอาจเป็นการกีดกันเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยอ้อม เนื่องจากสำหรับประชาชนทั่วไป การต่อสู้ปะทะกับฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐนั้นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก ทำให้คนจำนวนหนึ่งที่ไร้ซึ่งต้นทุนเลือกตัดสินใจไม่ต่อสู้ และก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอันโหดร้าย โดยไม่มีสิทธิ์ทราบความจริงใด ๆ
ดังนั้น เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องคุ้มครองบุคคลผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำโดยมิชอบของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ จึงจำเป็นต้องสำรวจและศึกษาเทียบเคียงคดีความที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งพบว่า วิธีการที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือ การผลักภาระการพิสูจน์ให้ตกอยู่แก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำการซ้อมทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยอาศัยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นทางกฎหมาย กล่าวคือ ผู้กล่าวหามีหน้าที่เพียงแสดงพยานหลักฐาน เพื่อนำสืบข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่า บุคคลผู้สูญหาย อยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นข้อมูลสุดท้าย หรือ อาศัยเพียงพยานหลักฐานแวดล้อมที่จะโยงไปถึงว่า ความสูญเสีย เสียหาย และการสูญหายอาจเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ
กรณีศึกษาต่างประเทศที่ควรค่าแก่การหยิบยกมาพิจารณาเป็นแนวทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมต่อไป มีดังต่อไปนี้
ในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน คดี Godinez v. Honduras (19892) และ Blake v. Guatemala (1998)3 ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาได้กำหนดบรรทัดฐานว่า พยานหลักฐานแวดล้อม ข้อบ่งชี้ และการกำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ล้วนสำคัญมากในคดีบังคับให้สูญหาย เพราะอาจเป็นพยานหลักฐานเดียวที่มี และจำเป็นเพื่อไม่ให้อาชญากรลอยนวลพ้นผิด
“แนวปฏิบัติของทั้งศาลภายในประเทศและระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าพยานหลักฐานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปากคำหรือพยานเอกสาร ไม่ได้เป็นพยานหลักฐานรูปแบบเดียวที่จะถูกพิจารณาโดยชอบในการทำคำสั่ง พยานหลักฐานแวดล้อม ข้อบ่งชี้ และข้อสันนิษฐานอาจได้รับการพิจารณา ตราบเท่าที่ข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่บทสรุปที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง … พยานหลักฐานแวดล้อม (Circumstantial Evidence) และพยานหลักฐานเพื่อชี้ถึงข้อสันนิษฐาน (Presumptive Evidence) นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการสูญหาย เนื่องจากการกระทำผิดแบบนี้มีลักษณะของการพยายามในการปิดกั้นข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการลักพาตัว ถิ่นที่อยู่ และชะตากรรมของเหยื่อ”
กลไกสถาบันของรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องยืนยันว่า “ในกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหาย พยานหลักฐานแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานของสมมติฐานในกระบวนการยุติธรรมนั้นรับฟังได้เป็นอย่างยิ่ง มันคือพยานหลักฐานที่ใช้ในทุกระบบกระบวนการยุติธรรม และอาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่มีอยู่ เมื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนมีนัยถึงการใช้อำนาจของรัฐในการทำลายพยานหลักฐานโดยตรง”
ส่วนประเด็นการกำหนดภาระการพิสูจน์ คดีระหว่าง Fairén Garbi & Solis Corrales v. Honduras (1989)4 โดยศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Court of Human Rights) ได้วางบรรทัดฐานในคำพิพากษาคดีดังกล่าว เพื่อยืนยันหลักการว่า ลำพังเพียงแค่ข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่ามีปฏิบัติการ (practice) การบังคับให้สูญหายในประเทศนั้น ๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งเมื่อประกอบกับพยานแวดล้อมและพยานโดยอ้อมแล้ว สามารถตั้งข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ได้ว่า มีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นจริงกับเหยื่อ ซึ่งจะทำให้ หน้าที่การพิสูจน์ตกเป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องพิสูจน์ให้ว่า ตนไม่ได้กระทำความผิดอย่างไร หากอ้างว่า มีการปล่อยตัวแล้ว ก็จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ปล่อยตัวไปเมื่อไหร่ อย่างไร ฯลฯ หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจะถือให้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติในลักษณะที่เป็นคุณแก่ผู้กล่าวหา (กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อเหยื่อ)
“มีความยากลำบากมากมายอันไม่อาจจะเอาชนะได้ในการพิสูจน์ว่าการสูญหายนั้นเกิดขึ้นในประเทศฮอนดูรัส เช่นที่ศาลได้กล่าวไว้แล้ว มีการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ในประเทศฮอนดูรัสในช่วงระหว่างเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ได้มีแนวปฏิบัติอันเป็นการกดขี่ผ่านการบังคับให้สูญหายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง การกระทำดังกล่าวขัดต่ออนุสัญญาและสามารถใช้เป็นองค์ประกอบหลักร่วมกับองค์ประกอบอื่นๆ ในการสร้างสมมติฐานทางกฎหมายได้ว่าบุคคลหนึ่งๆตกเป็นเหยื่อของการกระทำให้บุคคลสูญหาย อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีพยานหลักฐานอื่นๆประกอบเลย ไม่ว่าจะเป็นพยานหลักฐานแวดล้อมหรือพยานหลักฐานโดยอ้อม ลำพังแค่ข้อเท็จจริงว่ามีการดำเนินการให้บุคคลหายตัวไปไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าบุคคลหนึ่งๆที่ไม่ทราบถิ่นที่อยู่จะตกเป็นเหยื่อของแนวปฏิบัตินั้นเสมอ”
เช่นเดียวกับคดี Rodriguez Vera et al v. Colombia (2014)5 ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาสามารถนำพยานหลักฐานแวดล้อมเข้าสืบ เพื่อพิสูจน์การถูกลิดรอนอิสรภาพของเหยื่อ ที่จะนำไปสู่ข้อสันนิษฐานและการอนุมานว่า ไม่มีการปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวหรือคุมขังตามที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวอ้าง และเป็นการบังคับให้สูญหาย
“…ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นการใช้พยานหลักฐานที่มาจากการบ่งชี้ (Indicative Evidence) ในการพิสูจน์ถึงการเกิดขึ้นขององค์ประกอบใดๆของการบังคับให้สูญหาย ซึ่งรวมถึงการลิดรอนอิสรภาพ ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับคดีระหว่าง Gonzalez Medina และสมาชิกครอบครัว v. ประเทศ Dominican Republic ซึ่งศาลใช้พยานหลักฐานที่มาจากการบ่งชี้ในการสรุปว่าเหยื่อถูกคุมขังและถูกบังคับให้สูญหายในเวลาต่อมา นอกจากนี้ในคดีระหว่าง Osorio Rivera และสมาชิกในครอบครัว v. ประเทศ Peru ศาลยังตัดสินว่าสิ่งที่เกิดกับเหยื่อนั้นถือเป็นการบังคับให้สูญหาย และในกรณีนี้ เป็นการจำเป็นที่จะต้องอนุมานว่าการควบคุมตัวของเขาดำเนินต่อหลังจากมีคำสั่งให้ปล่อยตัว แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปที่ระบุว่า ในกรณีที่การควบคุมตัวบุคคลโดยรัฐ หากไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีปล่อยตัวอย่างปลอดภัยให้ศาลเห็นเชื่อ การควบคุมตัวนี้ควรถูกอนุมานหรือเป็นไปตามข้อสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจริง เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้เข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ในการควบคุมของรัฐและไม่มีผู้พบเห็นหลังจากนั้น”
นอกจากนี้ ในคดี Terrones Silva et al v. Peru 20186 ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาได้พัฒนาแนวทางการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตของบุคคล โดยไม่ละเลยถึงประเด็นบริบทแวดล้อมที่มาพร้อมกับระบอบการเมืองอันเลวร้าย ซึ่งได้พิพากษาว่า รัฐต้องรับผิด “กรณีการบังคับให้สูญหายเนื่องจาก (1) การกระทำผิดเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐใช้นโยบายที่เป็นการจำกัดสิทธิ/กดขี่ รวมถึงมีการบังคับให้บุคคลให้สูญหาย และ (2) พิจารณาจากภูมิหลังและกิจกรรมของเหยื่อ ซึ่งส่งผลให้เหยื่ออยู่ในสถานะที่เปราะบาง นอกจากนี้ในคดีนี้ เหยื่อยังถูกพบเห็นเป็นครั้งสุดท้ายอยู่รอบๆบริเวณเรือนจำที่ลูกชายเหยื่อถูกคุมขังอยู่ โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากคำให้การของเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่ง พิจารณาร่วมกับคำให้การของรัฐบาลที่แสดงอคติต่อเหยื่อ และช่วงเวลาที่ซ้อนทับกันนับแต่เหยื่อสูญหายไป”
บทส่งท้าย
คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า กลไกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรานและการบังคับบุคคลให้สูญหายของรัฐ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากน้อยเพียงใด ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่คำตอบหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การที่กฎหมายดังกล่าวอาจยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายแล้ว การกระทำซ้อมทรมาน หรือการกระทำอันทารุณโหดร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐกลับปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป หรือกรณีที่มีบุคคลต้องสงสัยว่าถูกบังคับให้สูญหายอันเนื่องมาจากการเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายรัฐและผู้มีอำนาจ ญาติผู้สูญหายที่กฎหมายถือว่าเป็นผู้เสียหาย ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาและความยุติธรรมใด ๆ
ก่อนหน้านี้ เหล่าเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงและการเสียขีวิตของบุคคลที่มาจากใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเมืองที่ไม่ปกติ หรือภายใต้ระบอบการปกครองที่ปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพเป็นการทั่วไป เนื่องจากการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร การปราบปรามบุคคลที่รัฐเห็นว่าเป็นศัตรูทางการเมืองที่สั่นคลอนความชอบธรรมย่อมมีให้เห็นดาษดื่น ซึ่งวิธีการปราบปราม เป็นไปได้ว่าอาจมีทั้ง วิธีการตามกฎหมาย การใช้อำนาจทางกฎหมาย และวิธีการนอกกฎหมาย ขณะเดียวกัน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎอัยการศึก ประชาชนในพื้นที่ก็ต้องเผชิญกับสภาวะเปราะบางและเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของปฏิบัติการความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง พร้อมถูกใส่ร้ายว่าเป็นหนึ่งในขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่
ต่อมา เมื่อรัฐไทยได้เข้าสู่ระบอบการเมืองใหม่ที่อย่างน้อยกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมได้เปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาททางการเมืองไปมาก จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ตามหลักธรรมภิบาลที่ต้องสร้างสรรค์สังคมที่ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่รัฐไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT)) และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ซึ่งหากกล่าวในประเด็นที่มีบุคคลถูกซ้อมทรมาน ถูกบังคับให้สูญหาย รัฐไทยก็จำเป็นต้องผลักดันให้กลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือการบรรลุเป้าหมายความยุติธรรม ชดเชยเยียวยาผู้เสียหาย ลงโทษผู้กระทำความผิด เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการเคารพสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ถดถอยมาอย่างยาวนาน ฟื้นฟูนิติรัฐหลังจากที่ถูกทำลายโดยระบอบเผด็จการทหารมาเกือบทศวรรษ และสถาปนารัฐระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ให้ลงหลักปักฐานในสังคมได้
ตรงกันข้าม หากรัฐเพิกเฉยต่อหน้าที่ดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายหลักสิทธิมนุษยชนของประชาชน ทำลายหลักนิติรัฐ และประชาธิปไตยที่กล่าวอ้างกัน ก็คงเป็นเพียงลมปาก ไร้ซึ่งสาระสำคัญในเชิงเนื้อหาที่รัฐต้องเคารพและปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค
หลังจากนี้ กลไกเชิงสถาบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย อาจต้องมุ่งหน้าผลักดันให้กลไกดังกล่าว ทำงานบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิในชีวิตของบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาค รวมทั้งสถาบันต่าง ๆ ในระบบกฎหมายอาจต้องแสวงหาแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ วางบรรทัดฐานทางกฎหมายใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับหลักคิดว่าด้วยการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามท้าทายหลักการทางกฎหมายเดิม ๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางในการบรรลุเป้าหมายความยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลไกกฎหมายมาเป็นเครื่องมือปกป้องผู้กระทำความผิดให้ลอยนวลพ้นผิดไปอย่างหน้าตาเฉย
- ดูเอกสารฉบับเต็มได้ที่ https://www.icj.org/wp-content/uploads/2019/10/versal-Minnesota-Protocol-Advocacy-2017-THA.pdf ↩︎
- อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://www.legal-tools.org/doc/9b66c3/pdf ↩︎
- อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://www.refworld.org/jurisprudence/caselaw/iacrthr/1998/en/89033 ↩︎
- อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://www.legal-tools.org/doc/5f2837/pdf ↩︎
- อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://iachr.lls.edu/sites/default/files/iachr/Cases/gonzaleze_rodriguez_vera_et_al._v._colombia.pdf ↩︎
- อ่านข้อมูลคำพิพากษาโดยละเอียดได้ที่: https://edld.ehrac.org.uk/wp-content/uploads/2023/08/Terrones_Silva_ENG_unofficial.pdf ↩︎





