รัฐทุกรัฐในโลกนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ชาติพันธุ์ และในหลายครั้งแต่ละรัฐก็มีมุมมองหรือเหตุผลในการมองโลกที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความแตกต่างนี้มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องที่ทั่วทั้งโลกยอมรับและถือปฏิบัติอย่างถ้วนหน้า หนึ่งในนั้นคือ “หลักการห้ามการทรมาน”
ในทางระหว่างประเทศหลักดังกล่าวเป็นกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด (Jus Cogens) ที่ไม่มีรัฐใดจะสามารถฝ่าฝืนได้และจะไม่มีสถานการณ์พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามหรือภาวะฉุกเฉินใดมายกเว้นหลักการนี้ได้ ดังนั้นการห้ามทรมานจึงถือเป็นสิทธิเด็ดขาด (Non-derogable right) ของมนุษย์ทุกชีวิต นั่นจึงเป็นที่มาของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 และนำอนุสัญญาดังกล่าวมาบัญญัติเป็นกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้การห้ามทรมานเป็นบรรทัดฐานของประชาคมโลกอาจกล่าวสรุปได้โดยสั้นว่าเพราะความร้ายแรงของอาชญากรรมลักษณะนี้เป็น “ความร้ายแรงที่โลกไม่สามารถยอมรับได้”
“ทรมาน = การฆ่าความเป็นมนุษย์”
แม้การทรมานอาจดูเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากชุดความคิดของกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังคงมองว่า หากทรมานบุคคลที่ ‘เชื่อว่า’ มีความผิดสัก ‘เล็กน้อย’ จะทำให้พวกเขารับสารภาพหรือพูดความจริงออกมา แต่หากพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ทั้งจากประสบการณ์ของผู้เสียหายจากการทรมาน งานวิจัยทางวิชาการ และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า นอกจากจะเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว การทรมานยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อใดที่การทรมานเกิดขึ้น เมื่อนั้นความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งกำลังถูกต่อรอง
“การทรมานเป็นการคุกคามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการโจมตีแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์” มาฮามาเน ซิสเซ-กูโร ผู้อำนวยการสำนักสภาสิทธิมนุษยชนและกลไกสนธิสัญญา แห่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าว1https://www.ohchr.org/en/stories/2024/06/surviving-torture-i-choose-life-every-day
งานวิจัย “After Torture, Everything Changed”2https://link.springer.com/article/10.1186/s40359-025-02507-4 (ภายหลังจากการทรมานทุกอย่างก็เปลี่ยนไป-ผู้เขียน) โดย Ana Carla S. P. Schippert , Ellen Karine Grov และ Ann Kristin Bjørnnes ได้อธิบายถึงผลกระทบจากการทรมานที่เป็นเสมือนจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับของผู้ถูกทรมาน งานวิจัยเน้นย้ำว่าความเจ็บปวดทรมานที่ท่วมท้นนั้นไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของผู้เสียหายกับร่างกายและตัวตนในระดับที่หยั่งรากลึก ผลกระทบสำคัญที่สามารถสังเกตได้คือ ความกลัวและความเปราะบางของผู้เสียหาย ความเชื่อในมนุษย์ที่แตกสลาย ตลอดจนความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังในชีวิต
หนึ่งในผู้เสียหายจากกทรมานที่ให้สัมภาษณ์ในงานวิจัย “Case Report: The Impact of Torture on Mental Health in the Narratives of Two Torture Survivors”3https://tidsskrift.dk/torture-journal/article/download/106810/156431/220024 โดย Simone M. de la Rie, Jannetta Bos, Jeroen Knipscheer, และ Paul A. Boelen ได้เล่าถึงความกลัวของเขาที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องแม้การทรมานจะเป็นอดีตไปแล้ว และปัจจุบันเขาได้ลี้ภัยมาอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่ผู้เสียหายยังคงรู้สึกถูกคุกคามและเปราะบางอยู่ตลอดเวลา
“ตอนนี้ฉันกลัวตำรวจ กลัวว่าพวกเขาจะมาทำอะไรฉัน ทั้งที่รู้ว่ามันคงไม่เกิดขึ้นที่นี่ ฉันกลัวว่าผู้คนจะไม่เชื่อฉัน คิดว่าฉันโกหก ฉันรู้สึกไม่มั่นคงด้วย ความเจ็บปวดมันรุนแรงก็จริง แต่สิ่งที่ยิ่งแย่กว่าคือฉันไม่สามารถคิดถึงเรื่องอื่นได้เลยตลอดทั้งวัน ฉันหวาดกลัวตลอดเวลาว่าพวกเขาจะมาพาฉันไปอีกครั้ง และจะทำร้ายฉันอีก มันเลวร้ายมาก ฉันคิดว่าพวกเขาแย่ยิ่งกว่าที่ฉันเคยนึกไว้เสียอีก”
นอกจากความกลัวแล้ว การทรมานยังทำให้มนุษย์คนหนึ่งต้องตั้งคำถามกับความจริงแท้และความเชื่อถือได้ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน กล่าวคือ การทรมานนำไปสู่ความเชื่อในมนุษย์ที่แตกสลายซึ่งนำไปสู่ปัญหาของผู้เสียหายจากการทรมานในการพยายามกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง ภายหลังจากที่พวกเขารอดชีวิต ทำให้พวกเขาไม่สามารถไว้วางใจใคร ในแง่หนึ่งจึงนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังในชีวิตของผู้เสียหายจากการทรมาน
จากการสัมภาษณ์ผู้เสียหายจากการทรมานพบว่า ภายหลังจากการทรมาน พวกเขาต้องอยู่ในห้วงเวลาที่ถูกทิ้งให้เผชิญกับความรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยว การทรมานทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองถูกลบความเป็นมนุษย์ของพวกเขาออกไป ถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงวัตถุรองรับความเจ็บปวดที่ถูกกระทำใส่เท่านั้น การที่จะต้องได้ยินเสียงผู้อื่นถูกทรมาน การที่หลายคนที่ถูกขังด้วยกันถูกนำตัวไปและไม่กลับมาอีก ผนวกกับความคิดที่วนเวียนอยู่กับความกลัวว่าวันใดจะถึงคราวของตนเอง ทำให้ความกลัวและความสิ้นหวังยิ่งทวีคูณ
“เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ฉันรู้สึกไร้ค่าและมองไม่เห็นอนาคต” คือความรู้สึกของผู้เสียหายจากการทรมาน ซึ่งได้สะท้อนไว้ในงานวิจัยเดียวกัน โดยงานศึกษาดังกล่าวเสริมว่า ความเจ็บปวดจากการทรมาน การไร้ซึ่งการควบคุมอย่างสิ้นเชิง และความไม่อาจคาดเดาสิ่งใดได้นั้น ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกไร้อำนาจอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมหรือเป็นเจ้าของร่างกายของตนเอง ความรู้สึกไร้การควบคุมใดๆ และความกลัวนี้จึงนำไปสู่การสูญเสียคุณค่าในตนเอง
ความหวังของผู้เสียหายจากการทรมานที่มีความต้องการจะกลับไปสู่ชีวิตดังเดิม กล่าวคือกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่มีอิสระและเจตจำนงเสรี ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าการทรมานเคยฆ่าคนคนหนึ่งไปแล้วทั้งในความหมายตรงตัวและความหมายโดยนัย ในแง่ตัวตนและจิตวิญญาณ
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของผู้เสียหายจากการทรมานที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นเพื่อเยียวยาผู้เสียหายจากการทรมาน โดยกองทุนอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติสำหรับเหยื่อการทรมาน (UN Voluntary Fund for Victims of Torture) ได้สะท้อนความหวังของพวกเขาว่า
“ต้นไม้ในอดีตเคยอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมือนกับฉันในตอนนี้”
“เราเพียงหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้มีอิสรภาพเช่นเดียวกับนก”
บาดแผล “สืบเนื่อง”
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการทรมานที่ควรต้องถูกกล่าวถึง คือความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทรมานนั้นร้ายแรงทวีคูณ กล่าวคือ ผลกระทบจากการทรมานจะมีปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจมาเกี่ยวเนื่องกันเสมอ
ในความเป็นจริงร่างกายและจิตใจของคนไม่ได้สามารถแยกออกจากกันได้ แต่กลับสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หากถูกทรมานทางกายไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะเจ็บปวดไปด้วยบาดแผลเพียงเท่านั้น แต่จิตใจก็เจ็บปวดด้วยความหวาดกลัวต่อความเจ็บปวดทางกายนั้นด้วย4https://tidsskrift.dk/torture-journal/article/download/106810/156431/220024 ดังนั้นในทุกการทรมานทางกาย จิตใจย่อมทรมานไปด้วย และในหลายครั้งการทรมานทางจิตใจก็มุ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือให้เกิดความเจ็บปวดทางใจ เช่น การบังคับให้ถอดเสื้อยืนตากแดดเป็นเวลานาน การให้อดนอน การทำให้หิวโหย การเปิดเสียงรบกวนความถี่สูงอย่างต่อเนื่อง เป็นเทคนิคที่ต้องการบังคับให้ร่างกายเผชิญกับสภาพที่รุนแรงซึ่งจะทำให้จิตใจถูกรบกวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้5https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32985299/ แม้จะไม่ได้มุ่งทำร้ายร่างกายให้เกิดบาดแผลสาหัสเช่นรูปแบบการทรมานทางกายแบบดั้งเดิม แต่การควบคุมให้เกิดสภาวะเช่นนั้นขึ้นก็เป็นการจงใจใช้ร่างกายในฐานะเครื่องมือที่ทำให้เกิดความทรมานทางใจ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การทรมานไม่ว่าจะเกิดจากการทำร้ายร่างกาย หรือการทำร้ายจิตใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นล้วนทำให้สมองรับรู้ความเจ็บปวด และส่งผลกระทบต่ออวัยวะและการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายทั้งหมด การแยกการทรมานออกเป็นทาง “ร่างกาย” และ “จิตใจ” นั้นไม่ได้มีนัยสำคัญอย่างไรมากนัก ความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อกันและกันนี้เองเป็นผลกระทบสืบเนื่องที่ทำให้การทรมานรุนแรงขึ้น
บาดแผล “ยาวนาน”
การทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจทำให้ผู้ถูกทรมานต้องเผชิญกับ โรคภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ซึ่งต้องได้รับการรักษา โดยภาวะ PTSD และภาวะซึมเศร้า ถือเป็นความผิดปกติด้านสุขภาพจิตที่พบเจอมากที่สุดในผู้เสียหายจากการทรมาน ทั้งสองกรณีเป็นความเจ็บป่วยที่ต้องใช้เวลารักษาอย่างต่อเนื่องและกินเวลานาน
ในหลายๆ งานวิจัยที่ได้ศึกษาวิธีการรักษาเยียวยาจิตใจของผู้เสียหายจากการทรมานนั้นพบว่า แม้ขั้นตอนการบำบัดรักษาจะทำให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกอยู่บ้าง เช่น เริ่มเชื่อใจนักบำบัดมากขึ้น สามารถเล่าและสื่อสารความเจ็บปวดจากการทรมานของตนได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่ดีขึ้นเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลให้ภาวะ PTSD ดีขึ้นแต่อย่างใด สิ่งที่สามารถทำได้ในระยะสั้นคือการลดอาการของสภาวะดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ ส่วนการรักษาให้หายดีนั้นจะต้องใช้เวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บาดแผลทางใจจะคงอยู่อย่างยาวนานต่อไป
ผลกระทบของการทรมานสามารถคงอยู่ต่อไป แม้ผู้เสียหายจะได้รับการปล่อยตัวแล้วหรือรอดพ้นจากสภาวะการถูกทรมานที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่พวกเขายังคงต้องเผชิญกับทั้งความเจ็บปวดทางร่างกาย ฝันร้าย ความหวาดระแวง อาการนอนไม่หลับ หรือการปลีกตัวทางอารมณ์6https://www.aljazeera.com/features/2016/6/25/it-was-hell-syrian-refugees-share-stories-of-torture กล่าวคือ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ยังคงทำให้บาดแผลของผู้เสียกหายนั้นคงอยู่ยาวนาน ถึงขนาดที่อาจกล่าวได้ว่า ผลกระทบทางจิตใจเป็นผลกระทบที่คงทนยาวนานที่สุดของการทรมานและเป็นความท้าทายสำคัญ
หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ในงานวิจัย “After Torture, Everything Changed” ได้เล่าถึงความกลัวของเขาที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์การทรมานจะผ่านมาแล้วถึง 40 ปี แต่เขายังคงรู้สึกถูกคุกคามและเปราะบางอยู่ตลอดเวลา เน้นย้ำให้เห็นถึงบาดแผลที่ยาวนาน
“ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเปิดเผยว่า ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา เขาหมกมุ่นกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อหาว่าในอายุเท่าใด ผู้ทรมานของเขาน่าจะไม่หลงเหลือชีวิตอยู่ เขาเพิ่งจะทำใจให้สงบได้ไม่นานนี้ เมื่อได้ตระหนักว่าผู้กระทำการทรมานเขาน่าจะมีอายุอย่างน้อย 80 ปี และน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว”
บาดแผล “ขยายตัว”
เมื่อกล่าวถึงการทรมานและผลกระทบของการทรมานนั้น ในเบื้องต้นอาจทำให้นึกถึงเพียงเหตุการณ์การทรมานโดยตรงเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการทรมานไม่เคยเกิดขึ้นอย่างโดดๆ ในทางกลับกัน บาดแผลจากการทรมานนั้นถูกทวีคูณด้วยปัจจัยอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน
ในงานศึกษา “The Long-Term Mental Health Consequences of Torture, Loss, and Insecurity: A Qualitative Study Among Survivors of Armed Conflict in the Dang District of Nepal”7https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32009989/ โดย Hanna Kienzler และ Ram P. Sapkota ได้อธิบายถึงผลกระทบจากการทรมานโดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลจากการทรมานที่เกิดขึ้นในอดีตกับสถานการณ์ปัญหาชีวิตในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญคือ งานวิจัยพบว่าอาการเจ็บป่วยทางจิตใจและร่างกายในระยะยาวของผู้เสียหายจากการทรมานนั้น ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ความรุนแรงและความทรงจำในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยความเครียดในชีวิตประจำวัน (Chronic Daily Stressors) ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้น
จากงานศึกษา ผู้รอดชีวิตทั้งหมดยืนยันว่าบาดแผลและปัญหาความเจ็บป่วยของพวกเขาไม่ได้ถูกกระตุ้นจากประสบการณ์และความทรงจำถึงความรุนแรงในอดีตอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงชีวิตประจำวันหลังจากนั้น ความเครียดเรื้อรังในชีวิตประจำวันแม้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้หวือหวา แต่เป็นสิ่งที่่ต้องเผชิญทุกวัน กล่าวคือ สองปัจจัยนี้ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่ร่วมกันสร้าง (Co-Create) ประสบการณ์ความเจ็บป่วยระยะยาว
ความเครียดในชีวิตประจำวันได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งการกลับมาทำมาหากินเลี้ยงชีพภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง ความเครียดในการหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยายาบาล รวมถึงความเครียดในแง่เศรษฐกิจ ยังเป็นตัวเร่งให้ปัญหาสุขภาพแย่ลง และทำให้เกิดความวิตกกังวลและเจ็บป่วยทางใจ
นอกจากนี้ผู้เสียหายจากการทรมานยังต้องเผชิญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติทางสังคม และสถานะทางสังคม เช่น ในกรณีของหญิงหม้ายหลายคนต้องเผชิญกับการสูญเสียสถานะทางสังคมและความเคารพในหมู่บ้านจากการเสียชีวิตของสามี หรือจากการที่สามีต้องกลายเป็นผู้พิการและเผชิญความเจ็บป่วยจากการทรมาน ในขณะที่สามีที่เผชิญความพิการทางร่างกายก็ต้องเผชิญปัญหาการเลือกปฏิบัติและการถูกกีดกันทางสังคมโดยเฉพาะการหางานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวดังเดิม หลายกรณีความพิการทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตได้จบลงและสูญสิ้นความหมายไปแล้ว และมองตนเองเป็นภาระต่อสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ดังนั้น ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ บาดแผลจากการทรมานที่ควรจะได้รับการรักษาและปิดแผล มักจะถูกตอกย้ำซ้ำๆ ด้วยความเครียดในชีวิตประจำวัน อาการเจ็บปวดทางจิตใจและร่างกายที่ผู้เสียหายจากการทรมานต้องเผชิญจึงไม่ใช่เพียงแค่รอยแผลเป็นจากอดีต แต่เป็นการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวันและขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาในปัจจุบัน

อย่าปล่อยให้ “การทรมาน” ฆ่าความเป็นมนุษย์
อนุสัญญา CAT เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อเป็นหลักการร่วมให้ทุกรัฐป้องกันและขจัดการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ทุกรูปแบบ สำหรับประเทศไทยที่เป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีโดยการออกกฎหมายภายในประเทศเป็นกฎหมายอนุวัติการอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้มีการประเมินสถานการณ์การทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เป็นครั้งที่สอง ในการประชุมกับคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน หรือ คณะกรรมการ CAT ไปเมื่อปลายปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กฎหมายภายในมีการบังคับใช้ได้ประมาณเกือบสองปี
ภายหลังการรายงานสถานการณ์ฯ คณะกรรมการ CAT ได้ออกรายงานข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observations) ต่อประเทศไทย เพื่อแสดงข้อกังวลที่ไทยยังคงต้องพัฒนาและข้อเสนอแนะในการที่จะช่วยให้หลักการห้ามทรมานเป็นหลักการที่ได้รับการยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากการทรมานได้อย่างแท้จริง โดยคณะกรรมการฯ ได้เน้นย้ำทั้งมาตรการป้องกันและการจัดการอย่างยั่งยืนหากความผิดเกิดขึ้นไว้ในหลายประเด็น
ประเด็นแรกที่คณะกรรมการ CAT มีความกังวลคือ คำนิยามการทรมานใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทยได้ระบุนิยามการทรมานไว้อย่างจำกัดในมาตรา 5 ว่าจะต้องมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดในสี่วัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่ เพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพ เพื่อลงโทษ เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญ หรือเพื่อเลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด อย่างไรก็ตาม ในอนุสัญญา CAT ข้อ 1 กำหนดนิยามไว้อย่างกว้าง และระบุเพียง ‘ตัวอย่าง’ สิ่งที่นิยามว่าเป็นการทรมานเพียงเท่านั้น เช่น การทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดทุกข์ทรมานเพื่อให้บุคคลนั้นสารภาพ ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการทรมาน แต่ไม่ได้หมายความว่าอนุสัญญาฯ จะจำกัดว่าจะนิยามจะมีขอบเขตเพียงเท่านี้ คณะกรรมการ CAT จึงเสนอให้ไทยกำหนดนิยามตามกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่อย่างอนุสัญญาฯ
ในแง่ของมาตรการป้องกันเหตุ คณะกรรมการ CAT ได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันที่จำเป็นต้องมี โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานในระหว่างการถูกควบคุมตัว โดยจะต้องมั่นใจได้ว่ามีมาตรการป้องกันทางกฎหมายขั้นพื้นฐานทั้งปวง ทั้งในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติ รัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวที่จะถูกนำตัวไปปรากฏต่อผู้พิพากษาโดยพลัน รวมทั้งประกันว่ากฎหมายจะกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง เพื่อให้มีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ คุ้มครองสิทธิผู้ถูกควบคุมตัวที่จะเข้าถึงและปรึกษาหารือกับทนายความที่ตนเป็นผู้เลือก หรือหากจำเป็น ควรสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายที่มีคุณภาพ เป็นอิสระ และไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นผู้ถูกควบคุมตัวจะต้องมีสิทธิในการติดต่อแจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจทราบถึงการควบคุมตัวของตนโดยทันทีที่มีการจับกุม อีกหนึ่งมาตรการป้องกันสำคัญที่คณะกรรมการ CAT เสนอคือให้มีการปิดสถานที่ควบคุมตัวอย่างไม่เป็นทางการทั้งหมด และให้มีการย้ายผู้ที่อาจถูกควบคุมตัวในสถานที่ดังกล่าวโดยพลัน โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาล และรับรองว่าพวกเขาจะได้รับหลักประกันทางกฎหมายขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน
คณะกรรมการ CAT เน้นย้ำและเสนอแนะต่อประเทศไทยว่า ประเทศไทยจะต้องทำให้มั่นใจได้ว่า หากเกิดกรณีการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ขึ้นจะมีการสอบสวนกรณีดังกล่าวโดยพลัน โดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เป็นกลาง ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ นอกจากนี้หากพบว่ามีการกระทำทรมานเกิดขึ้นจะต้องมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทรมาน และผู้กระทำผิดจะต้องต้องได้รับโทษที่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำ และผู้เสียหายหรือครอบครัวจะต้องได้รับการเยียวยาและค่าชดเชยที่เหมาะสมในเวลาอันเหมาะสม
ในบริบทของทหาร คณะกรรมการ CAT เสนอว่าประเทศไทยจะต้องประกันให้ศาลพลเรือนมีอำนาจในการพิจารณาคดีทุกคดีที่เกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมทั้งคดีเกี่ยวกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการตายอย่างผิดธรรมชาติของทหารเกณฑ์ อีกทั้งสำหรับทหาร ทางหน่วยงานจะต้องทบทวนกฎหมาย พ.ร.บ. วินัยทหาร พ.ศ. 2476 ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการฯ มองว่ายังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อการละเมิดต่ออนุสัญญา CAT โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวควรจะต้องได้รับการทบทวนเพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีในอนุสัญญาอย่างเต็มที่ และให้มีการกำหนดมาตรการป้องกันทางกฎหมายอย่างเหมาะสมและเป็นผลในกฎหมายด้วย
จะเห็นได้ว่าความร้ายแรงของการทรมานไม่ได้สุดอยู่ที่การคลุมถุงดำหรือขณะที่การซ้อมทรมานเกิดขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ผู้เสียหายต้องเจอ และนั่นเป็นเพราะพวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ ผลกระทบต่อจิตใจนี้เองที่ทำให้ความทรมานนั้นเนิ่นนาน ขยายวง และยากจะรักษาเพื่อฟื้นฟูให้กลับไปสู่ชีวิตก่อนเผชิญการทรมานได้เช่นเดิม หากประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่ออนุสัญญา CAT และบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปรับปรุงตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ได้จริง ย่อมทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ว่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคนจะไม่ถูกคุกคามด้วยความโหดร้ายของอาชญากรรมร้ายแรงนี้ได้อีก
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7





