“การบังคับให้บุคคลสูญหาย” (Enforced Disappearance) ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในหลายพื้นที่ของโลก โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือผู้กระทำ อันได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ กระทำการควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่และปกปิดชะตากรรมของผู้เสียหาย ส่งผลให้บุคคลสูญหายโดยไม่ทราบชะตากรรม และครอบครัวของผู้สูญหายต้องทนทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากนี้ กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหายมักจะเป็นกลุ่มคนเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐ เมื่อผู้ละเมิดเป็นรัฐที่มีอำนาจเหนือประชาชน ทำให้หลายครั้ง กรณีการบังคับสูญหายไม่เคยได้รับการคลี่คลาย ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายไม่ได้ถูกดำเนินคดีหรือลงโทษตามกฎหมาย ไม่มีใครทราบชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหายแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทย การบังคับสูญหายเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยมีจำนวนกรณีสูญหายค้างอยู่กับองค์การสหประชาชาติ ถึง 77 กรณี และเมื่อพิจารณาในภาคเหนือของประเทศไทย พบว่ามีการบังคับสูญหายบุคคลที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในห้วงเวลาของการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น หรือ “สงครามยาเสพติด” ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2546 กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งถูกเลือกปฏิบัติและถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคงของรัฐก็ถูกบังคับสูญหายและถูกฆาตกรรมเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงได้ลงพื้นที่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในยุคสงครามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในครั้งนี้ มูลนิธิได้สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ และพบว่ามีผู้ถูกบังคับสูญหายที่ยังไม่ได้รับการบันทึกจำนวนอย่างน้อย 11 กรณี โดยนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเป็นรายงานชื่อว่า “A Cry from the Pit: The Enduring Crisis of Enforced Disappearance in Lahu Communities in Northern Thailand” หรือชื่อภาษาไทยว่า “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่”

“กลุ่มชาติพันธุ์” เป้าหมายของการละเมิดสิทธิมนุษยชน

รายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” ระบุว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่หลายกลุ่มในประเทศไทย ถูกรัฐเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็น “ชาวเขา” และรัฐมีทัศนคติที่ฝังรากลึกว่ากลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นกลุ่มคนด้อยพัฒนา บุกรุกป่าไม้ และมักจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่ตีตราและเหมารวมเหล่านี้ได้ซุกซ่อนปัญหาที่แท้จริงเอาไว้ไม่น้อย กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากยังไร้สัญชาติและอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างถนนและไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการสังคม โอกาสในการจ้างงาน ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและกลไกด้านสิทธิมนุษยชน 

นอกจากนี้ การตีตราและเหมารวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด นำไปสู่การตกเป็นเป้าการใช้ความรุนแรงปราบปรามโดยรัฐ เพราะนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ในช่วงทศวรรษ 1960 – 1980 พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับการประกาศกฎอัยการศึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งมีการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ) ที่มุ่งปราบปรามคอมมิวนิสต์และการค้าฝิ่น โดยให้อำนาจอย่างสูงกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ที่ผ่านมามีกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และผู้นำชุมชน ที่ตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ หรือเปิดโปงการทุจริตของหน่วยงานรัฐ ถูกบังคับสูญหายและสังหารมากมาย นำไปสู่การสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ปิดปากผู้ที่ส่งเสียงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและตั้งคำถามต่อรัฐ รวมทั้งกีดกันชุมชนที่เปราะบางจากการสนับสนุนภายนอกและกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่จงใจในการทำลายพลังต่อต้านของชุมชนและผู้นำชุมชนอย่างเห็นได้ชัด

สงครามยาเสพติดกับการ “อุ้มหาย” กลุ่มชาติพันธุ์

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 กระทรวงมหาดไทย ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ประกาศสงคราม “ขั้นแตกหัก” เพื่อเอาชนะยาเสพติดพร้อมกันทั่วประเทศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามยาเสพติด” ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2546 โดยมุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายขั้นเด็ดขาดนี้คือ “บัญชีดำ” หรือบัญชีรายชื่อของผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเกิดขึ้นจากระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่จำกัด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเร่งด่วน แต่ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีไว้อย่างชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม โดยให้เป็นไปตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ

ระยะเวลาอันจำกัด แนวทางปฏิบัติงานที่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน บวกกับการจูงใจเจ้าหน้าที่ด้วยรางวัลและการลงโทษ และการสนับสนุนของรัฐบาลให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในฐานะภัยความมั่นคง ส่งผลให้เกิดการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ การขึ้นบัญชีดำผู้ต้องสงสัยโดยไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนอย่างละเอียด การข่มขู่คุกคามนักสิทธิมนุษยชน และการบังคับสูญหาย ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเป้าในการละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในรายงานระบุว่า 86% ของผู้ที่ถูกบังคับสูญหายที่ได้รับการบันทึก เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 3 เดือน ของนโยบายสงครามยาเสพติดอยู่ที่ 2,873 ราย และอย่างน้อย 40 ราย ถูกบังคับสูญหาย

“เรื่องเล่าจากหลุมลึก” ค้นพบอะไรบ้าง

สำหรับข้อค้นพบหลักในรายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” ประกอบด้วย

  1. รูปแบบที่เป็นระบบ: การบังคับสูญหายและการทรมานไม่ได้เกิดแยกกัน แต่เกิดขึ้นพร้อมกันซ้ำๆ อย่างเป็นระบบ จากนโยบายด้านความมั่นคงในภูมิภาค
  2. กลุ่มชาติพันธุ์มักตกเป็นเป้าการละเมิดสิทธิ สะท้อนให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติและการผลักให้กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นคนชายขอบ
  3. มาตรการปกป้องคุ้มครองที่ล้มเหลว: กรอบการทำงานด้านกฎหมายและสถาบันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนล้มเหลว เนื่องจากหน่วยงานรัฐมักจะเป็นกลุ่มที่คอยขัดขวางการสืบสวน รวมทั้งไม่ยอมรับว่าเกิดปัญหาขึ้น
  4. ความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้: ผลกระทบทางสังคมและจิตใจของครอบครัวผู้เสียหายและชุมชนนั้นประเมินค่ามิได้ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดบาดแผลทางใจระยะยาว ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และการบ่อนทำลายความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า ผู้เสียหายจากการบังคับสูญหายที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมายถึงครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้สูญหาย ต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย รวมทั้งความโดดเดี่ยว ขณะที่ต้องอยู่กับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก อีกทั้งการบังคับสูญหาย ซึ่งหมายถึงการลบตัวตนหรือการมีอยู่ตามกฎหมายและการรับรู้ของสังคม นำไปสู่ “การตายทางสังคม” ซึ่งพรากตัวตน ศักดิ์ศรี และพลังอำนาจของผู้สูญหาย

ยิ่งกว่านั้น การบังคับสูญหายยังสร้างผลกระทบในแง่เศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง กล่าวคือ การสูญเสียหัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นกำลังหลักในการหารายได้ นำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว ความยากจน และส่งผลให้เกิดความเปราะบางอย่างอื่นตามมา 

นอกจากนี้ การบังคับสูญหายยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ที่สูญหายนั้นเสียชีวิตหรือไม้ ทำให้ไม่สามารถออกใบมรณบัตรหรือเอกสารราชการที่ยืนยันสถานะของผู้สูญหายได้ ส่งผลให้ครอบครัวต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎหมาย ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่สามารถจัดการทรัพย์สินและมรดกได้ รวมถึงไม่สามารถจัดงานศพและพิธีไว้อาลัยตามประเพณีได้ ส่งผลให้ครอบครัวของผู้สูญหายต้องเผชิญกับภาวะที่ไม่แน่นอน ไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์เพื่อใช้ชีวิตต่อไปได้

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาและนำไปสู่ความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ร่างข้อเสนอแนะเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้การบังคับสูญหายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายภายในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ รวมทั้งแนะนำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางในการสืบสวนกรณีบังคับสูญหายและการทรมานที่มีการรายงานในทุกกรณี และเร่งรัดให้มีการสร้างกระบวนการสนับสนุนแบบองค์รวมสำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย การให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และความช่วยเหลือด้านการเงิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. การปฏิรูปกฎหมาย
    • ปรับใช้กลไกล ICPPED ในกฎหมายไทยอย่างเต็มรูปแบบ
    • กำหนดคำจำกัดความในกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
    • ปฏิรูปกฎหมายความมั่นคงให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน
    • สร้างความเข้มแข็งให้กับกฎหมายคุ้มครองพยาน
  2. การสร้างความแข็งแกร่งให้กับความรับผิดรับชอบ
    • ดำเนินการค้นหาความจริงและการสืบสวนคดีโดยพลัน
    • ดำเนินคดีต่อผู้ละเมิดในทุกระดับ
    • จัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชที่เป็นอิสระ
    • ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยการพักงานทันทีและดำเนินคดี
  3. การเยียวยาที่มีผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง
    • จัดตั้งกลไกเยียวยาแบบองค์รวม
    • จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระ
    • ให้การสนับสนุนทางวัฒนธรรมต่อผู้ที่มีความเปราะบางด้านจิตสังคม
    • อนุญาตให้ออกเอกสารรับรองการเป็นบุคคลสูญหาย
  4. การมีส่วนร่วมของชุมชน
    • เสริมบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
    • รณรงค์สร้างความตระหนักเพื่อสู้กับการตีตรากลุ่มชาติพันธุ์
    • จัดตั้งช่องทางการร้องเรียนที่ปลอดภัยและใช้ภาษาท้องถิ่น
    • สร้างคลินิกกฎหมายเคลื่อนที่เพื่อนำความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่ห่างไกล

การวิเคราะห์ในรายงานชิ้นนี้มุ่งเน้นให้เห็นถึงธรรมชาติของการทรมานและการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของไทย ซึ่งมีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ชายขอบ วิกฤตครั้งนี้หยั่งรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของความรุนแรงโดยรัฐ ทศวรรษแห่งการลอยนวลพ้นผิดที่ไม่เคยหายไปจากสังคม และนโยบายที่เลือกปฏิบัติ เช่น นโยบายสงครามยาเสพติด ที่ทำให้การกล่าวหากลายเป็นอาวุธที่ประหัตประหารประชาชนและนำไปสู่การละเมิดอย่างกว้างขวาง

แม้ว่าประเทศไทยจะมีความพยายามจัดตั้งกรอบการทำงานด้านกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศ และการออก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทว่าในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายประการในการสร้างความยุติธรรมในสังคม ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องก้าวให้พ้นไปจากการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพจริงตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งไม่เพียงแต่เรียกร้องการปฏิรูปกฎหมาย แต่ต้องมีการปฏิรูปวัฒนธรรมเชิงสถาบันพื้นฐาน เช่น หน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานด้านความมั่นคง

Author