“การบังคับสูญหาย” ปฏิบัติการ “อุ้ม” หนึ่งคน แต่เป็นเรื่องของทั้งสังคม
การบังคับสูญหาย (Enforced Disappearance) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “อุ้มหาย” เป็นกรณีที่หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังจากข่าวคดีดังในอดีต เช่น การอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ใน พ.ศ. 2547 หรือการอุ้มหายนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ พ.ศ. 2563 แม้จะดูเหมือนว่าอาชญากรรมเหล่านี้เป็นเพียงการลักพาตัวบุคคล แต่ที่จริงแล้ว การหายตัวไปของบุคคลเหล่านี้มีเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวของผู้สูญหายและต่อสังคมโดยรวม
การบังคับสูญหายหมายถึงการที่บุคคลถูกจับกุม ควบคุมตัว หรือลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติการภายใต้อำนาจสั่งการ การสนับสนุน หรือการยินยอมของรัฐ ตามมาด้วยการปกปิดชะตากรรมและที่อยู่ของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย ทำให้ผู้ถูกบังคับสูญหายอยู่นอกการปกป้องคุ้มครองโดยกฎหมาย ผู้ที่มักจะตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหาย ได้แก่ นักกิจกรรม สื่อมวลชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการกำจัดความเสี่ยงที่สั่นคลอนอำนาจรัฐ โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือเป็นที่รับทราบในทางสาธารณะ
ยุทธวิธีเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทำให้คนคนหนึ่งหายไปเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวในสังคม ปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง และกดทับการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรู้ความจริง และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เป็นต้น
ปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่นำไปสู่การบังคับสูญหาย
- ความขัดแย้งภายในประเทศและการต่อต้านการก่อความไม่สงบ
ในบริบทของความขัดแย้งภายในประเทศและการก่อความไม่สงบ รัฐบาลอาจใช้การบังคับสูญหายเป็นยุทธวิธีในการจัดการกับกลุ่มติดอาวุธหรือเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง ยุทธวิธีดังกล่าวนี้เป็นไปเพื่อสร้างความหวาดกลัว ทำให้ประชาชนรู้สึกลังเลเมื่อต้องการสนับสนุนหรือร่วมขบวนการที่เห็นต่างจากรัฐ
- หลักนิติรัฐที่อ่อนแอและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
เมื่อระบบกฎหมายและตุลาการของรัฐอ่อนแอหรือฉ้อฉล ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายจะสามารถก่อเหตุได้โดยไม่ต้องรับโทษใดๆ การขาดความรับผิดรับชอบและความล้มเหลวในการสืบสวนอย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้เกิดอาชญากรรมต่างๆ
- มาตรการด้านความมั่นคงของชาติและการต่อต้านการก่อการร้าย
รัฐบาลมักจะปลุกกฎหมาย “ความมั่นคงแห่งชาติ” หรือ “การต่อต้านการก่อการร้าย” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการควบคุมตัวประชาชนในทางลับ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำไปสู่การเลี่ยงการปกป้องทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย เนื่องจากความเชื่อที่ผิดว่ามาตรการเหล่านี้จำเป็นต่อการรักษาความสงบและความมั่นคงแห่งชาติ
- ความเป็นชายขอบของสังคม
ประชาชนในชุมชนชายขอบ รวมทั้งกลุ่มคนยากจน กลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติและศาสนา มักจะตกเป็นกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงต่อการถูกบังคับสูญหาย เนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากรและเครือข่ายทางสังคมในการช่วยเหลือทางกฎหมายและการทำให้คดีเป็นที่สนใจในสังคม
- ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
การบังคับสูญหายสามารถเชื่อมโยงกับความทุกข์ทนทางเศรษฐกิจและการดิ้นรนเพื่อแย่งชิงทรัพยากร บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เรียกร้องในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มักจะตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดสถาบันรัฐหรือมีประวัติการเพิกถอนสิทธิ
ตัวอย่างของกรณีการบังคับสูญหายในประเทศไทย ได้แก่
- สมชาย นีละไพจิตร ทนายสิทธิมนุษยชนที่เป็นตัวแทนในการสู้คดีให้กับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
- สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ นักกิจกรรมที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศลาว หลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ชัชชาญและไกรเดชถูกสังหารและพบร่างบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ส่วนสุรชัยยังไม่ทราบชะตากรรม
- สยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมที่ลี้ภัยในประเทศเวียดนาม หลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 มีรายงานว่าเขาถูกจับในเวียดนาม และถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย ทว่าไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย
- พอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) นักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีข้อมูลว่าถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจับกุมตัว ทว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้การว่าปล่อยตัวไปแล้ว แต่กลับไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย
- วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศกัมพูชา ก่อนที่เขาจะหายตัวไป มีผู้พบว่าเขาถูกบังคับให้ขึ้นรถขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว และเสียงสุดท้ายของวันเฉลิมที่พี่สาวของเขาได้ยินคือ “หายใจไม่ออก”
ผลกระทบจากการบังคับสูญหาย
การบังคับสูญหายนำไปสู่ผลกระทบในหลายระดับ ทั้งระดับตัวบุคคล ครอบครัว และสังคม
- ผลกระทบต่อผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย
ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายจะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทรมาน หรือเผชิญกับการปฏิบัติที่โหดร้าย รวมทั้งการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากพวกเขาไม่มีเกราะป้องกันใดๆ และไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาทางกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายในหลายกรณีมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด เป็นคนไม่ดี เช่น กรณีของทนายสมชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ทนายโจร” หรือการลดทอนรายละเอียดคดีให้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล ดังเช่นทนายสมชาย ที่มีการให้ข่าวว่าหนีไปเนื่องจากทะเลาะกับภรรยา เป็นต้น
- ผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย
สำหรับครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย ประสบการณ์เช่นนี้ถือเป็นการทรมานทางจิตใจรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้เป็นที่รัก ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถจัดการกับความเศร้า และนำไปสู่วงจรของความหวังและความผิดหวังที่ไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ การกล่าวหาผู้ที่สูญหายว่าเป็นคนไม่ดี ยังส่งผลให้ครอบครัวของผู้ที่สูญหายถูกโจมตี และต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
- ผลกระทบต่อสังคม
การบังคับสูญหายเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม เพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่างและวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ความหวาดกลัวที่จะถูกเอาคืน นำไปสู่การปิดปากคนในชุมชนทั้งหมด นอกจากนี้ การบังคับสูญหายยังเป็นความเสี่ยงสำหรับคนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้อพยพ เด็ก ผู้พิการ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ขาดทรัพยากรด้านการเงิน แผนการปกป้อง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมที่จำกัด
แนวทางการป้องกันการบังคับสูญหาย โดยมุ่งยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
การปฏิรูปกฎหมาย
ควรมีการปฏิรูปกฎหมาย โดยการทำให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา และต้องไม่มีข้อยกเว้นให้กับการบังคับสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในภาวะสงคราม, ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายใน, หรือภาวะฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างความชอบธรรมให้กับการบังคับสูญหาย นอกจากนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ต้องไม่มีการควบคุมตัวในทางลับ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะต้องสามารถติดต่อครอบครัวหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายได้ รวมทั้งบุคคลเหล่านี้ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมตัว ทั้งสถานที่ควบคุมตัว หน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมตัว และสาเหตุในการจับกุม
มาตรการด้านการปกครอง
เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กองทัพ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ควรได้รับการอบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเน้นย้ำว่าการบังคับสูญหายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งต้องมีการใช้หลักการความรับผิดชอบในการบังคับบัญชา เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการบังคับสูญหาย ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา
กลไกทางตุลาการและการรับผิดรับชอบ
ต้องมีการสืบสวนอย่างเป็นกลางและทันท่วงทีโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ ทันทีที่มีการบังคับสูญหายเกิดขึ้น แม้จะไม่มีการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ ระบบกฎหมายจะต้องเอื้อให้ผู้ที่ถูกลิดรอนเสรีภาพมีสิทธิที่จะร้องเรียนเรื่องการควบคุมตัวโดยมิชอบต่อหน้าศาล รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่กระทำการบังคับสูญหาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง ต้องรับผิดชอบตามกระบวนการทางกฎหมายต่อหน้าศาลที่มีประสิทธิภาพ เป็นอิสระ และเป็นกลาง และกฎหมายนิรโทษกรรมหรือมาตรการอื่นๆ ไม่อาจใช้เพื่อลดโทษให้กับการบังคับสูญหาย
ความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม
การให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหาย เช่น ICPPED รวมทั้งร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ เช่น CED และ WGEID นอกจากนี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ครอบครัวของผู้สูญหาย และภาคประชาสังคมอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัว บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับกรณีบังคับสูญหายต่างๆ ให้การสนับสนุนครอบครัวของผู้สูญหาย เรียกร้องให้มีการแก้ไขนโยบาย และสร้างความตระหนักในสังคม






