ประสบการณ์ของประเทศไทยภายใต้กฎอัยการศึกอายุ 111 ปี
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้กฎอัยการศึก May 18 Foundation
ณ เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้
พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เป็นกฎหมายที่ใช้ในภาวะสงครามหรือสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับประเทศ ซึ่งประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 6 และปัจจุบันมีอายุกว่า 110 ปี เดิมที กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันเขตแดนและควบคุมตัวผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นภัยต่อราชอาณาจักร โดยในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติ ระบุว่า เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆ ของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลายครั้งกฎอัยการศึกกลับกลายเป็นเครื่องมือในการรัฐประหารโดยกองทัพ กฎหมายฉบับนี้เป็นเหมือน “ใบอนุญาต” ให้กองกำลังติดอาวุธสามารถใช้อำนาจควบคุมสูงสุดในกิจการพลเรือน และยังใช้ในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และปฏิบัติต่อผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองราวกับเป็นศัตรูของรัฐ
ภายใต้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ทหารสามารถตั้งด่านตรวจ ค้นตัว หรือค้นบ้านเรือน ควบคุมตัวบุคคลได้นานถึง 7 วัน โดยไม่ต้องมีหมายจับ รวมทั้งสามารถเข้ายึดสถานที่ราชการ โดยเฉพาะในการรัฐประหาร ที่มักจะมีการยึดสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อครั้งรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557 โดยใน พ.ศ. 2557 นั้น มีการประกาศกฎอัยการศึกก่อนที่จะแทนที่ด้วยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรัฐประหาร ในการสั่งการใดๆ ก็ตาม ที่มีผลในทางบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ นำไปสู่อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ ภายใต้ “ความถูกต้องตามกฎหมาย”
นอกจากนี้ กฎอัยการศึกยังถูกประกาศใช้ในหลายจังหวัดและหลายอำเภอบริเวณชายแดนของประเทศไทยในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และยังคงมีผลบังคับใช้ในบางพื้นที่ทุกวันนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่เพื่อรักษาความสงบในพื้นที่เท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นเครื่องมือในการกดปราบผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ การให้อำนาจที่ล้นเกินแก่เจ้าหน้าที่ผ่านกฎอัยการศึก เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวประชาชนโดยไม่มีหมายจับ ควบคุมสื่อ ยึดทรัพย์ จำกัดเสรีภาพของพลเมือง ทำให้มาตรการดูแลทางกฎหมายอ่อนแอลงหรือหายไปในช่วงที่มีการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก รวมทั้งจำกัดการเข้าถึงการเยียวยาทางกฎหมายสำหรับพลเรือน
อย่างไรก็ตาม ขณะที่กฎอัยการศึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ถูกยกเลิก ก็มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) ควบคู่กันไป ตามด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับนี้เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านความมั่นคงที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทหารเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในหลายด้าน โดยอ้างว่าสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกฎหมายปกติ ดังนั้น รัฐไทยจึงสร้างความชอบธรรมในการใช้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ “เพื่อจัดการกับสถานการณ์อย่างทันท่วงที และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนโดยรวม กฎหมายพิเศษยังเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายและซับซ้อน เช่นเดียวกับความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ”
นอกจากนี้ กอ.รมน. ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติการด้านความมั่นคง ยังได้ให้คำจำกัดความของ “ภัยความมั่นคง” ไว้อย่างคลุมเครือและเกินจริง อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ รวมทั้งเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่ไทยมีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนและอภิปรายเกี่ยวกับการใช้กฎหมายพิเศษในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาคความมั่นคง
การบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดความกังวลในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม รวมไปถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การบังคับสูญหาย การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้สารภาพ การจำกัดเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม การเข้าไม่ถึงหรือขาดที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และการละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้ปฏิรูป แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับกฎอัยการศึก ถึงแม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม
พ.ศ. 2567 เป็นเวลา 19 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ฉันเป็นหนึ่งในทีมทนายความที่ยื่นฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน รวม 9 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนอย่างน้อย 85 คน ในกรณีตากใบ เมื่อ พ.ศ. 2547 นายมะรีกี ดอเลาะ หนึ่งในผู้รอดชีวิตกล่าวว่า “เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ผมอยู่ในรถ กำลังไปที่ตลาดตากใบเพื่อซื้อเสื้อผ้าใส่ในวันรายอ เมื่อรถแล่นผ่าน สภ. ตากใบ ผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นฟ้า ตำรวจเข้ามาที่รถผม และบอกให้ผมลงจากรถไปรวมตัวกับผู้ชุมนุมตรงแม่น้ำ สถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่เริ่มสลายการชุมนุม คิ้วซ้ายผมแตกเพราะโดนก้อนหิน และเจ็บตาเพราะแก๊สน้ำตา ผมรีบวิ่งไปที่แม่น้ำเพื่อล้างหน้า จากนั้นก็มีคนตะโกนว่า ‘แบ หมอบลง! ระวังโดนยิง!’ เมื่อผมหันกลับไป ผมเห็นคนถูกยิงที่แก้ม ผมน่าจะโดนยิงที่ขาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจ” หลังจากนั้น ศาลนราธิวาสออกหมายจับผู้ต้องหา 7 คน ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดถูกจับ จนกระทั่งผ่านไป 20 ปี และคดีหมดอายุความ ผู้กระทำความผิดทั้งหมดหนีไปได้ และไม่มีใครได้รับโทษ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้รับการบันทึกและเสนอเป็นรายงานคู่ขนานให้กับกลไกอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีอื่นๆ (UNCAT) ใน พ.ศ. 2557 และ 2567 กรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย รวมทั้งการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวในรายงานส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในการควบคุมตัวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลนิธิตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายขั้นพื้นฐานในระหว่างการควบคุมตัว จากการควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึก (7 วัน) ต่อเนื่องไปสู่การควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (ไม่เกิน 30 วัน) โดยมีกฎหมายพิเศษสองฉบับนี้ถูกใช้ควบคู่กันในบางพื้นที่ ซึ่งข้อกังวลใหญ่ก็คือการปฏิบัติเช่นนี้นำไปสู่การควบคุมตัวโดยพลการและการทรมาน ไม่เพียงแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานเท่านั้น การใช้อำนาจที่ล้นเกินยังก่อให้เกิดการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการบังคับสูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรมอีกเป็นจำนวนมาก
จากประสบการณ์ของฉัน ไม่เคยมีการยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างเด็ดขาด หรือมีการออกกฎหมายมาแทนที่กฎอัยการศึกอย่างจริงจังในช่วงรัฐบาลพลเรือน ในทางกลับกัน กองทัพยังคงเดินหน้าแผ่อิทธิพลภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเรือน ทั้งในส่วนของรัฐวิสาหกิจ การเป็นเจ้าของทรัพย์สินของรัฐ รวมไปถึงการวางท่าทีเป็นผู้พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์
ตราบใดที่ยังไม่มีการเจรจาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างกองทัพกษัตริย์นิยม การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในระบบการเมืองของเราก็จะยังไม่เกิดขึ้น พรรคการเมืองเสียงข้างมากต่างก็สนใจแต่เพียงการรวมอำนาจ ขจัดฝ่ายตรงข้าม และรักษาอำนาจผูกขาดเอาไว้ ประเด็นด้านความยุติธรรมทางสังคมและสิทธิมนุษยชนก็จะยังคงไม่ได้รับความสนใจและไม่ได้รับการสนับสนุน ผู้เสียหายจากความขัดแย้งและคนชายขอบของสังคมต่างก็เผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการเข้าถึงความเป็นธรรมด้านการศึกษา การขาดตัวแทนทางกฎหมาย อคติ และการเลือกปฏิบัติ


![[PR]กรมคุ้มครองสิทธิฯ เรียกรักษาการ ผอ. CrCF เข้าให้ข้อเท็จจริง กรณีอุ้มหายนายดวง วาน ไถ ผู้ลี้ภัยเวียดนามในไทย เมื่อปี 66](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/13-3-69-2-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ยื่นสอบอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผกก.อรัญฯ ปมทำคดี “ลุงเปี๊ยก” เป็นแพะ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/13-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]กสม. แจ้งผลการร้องเรียน ให้กองทัพบกลบคำแถลงการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพลทหารที่เสียชีวิต](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/11-3-69-3.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR] CrCF เตรียมยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้อง ผกก. สภ. อรัญประเทศ กรณี “ลุงเปี๊ยก” แพะในคดีป้าบัวผัน](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/11-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)