จดหมายเปิดผนึก ถึงแม่ทัพภาค4 / ผอ.รมน.ภาคสี่ (ส่วนหน้า) ขอให้ปล่อยตัวนักข่าวอิสระ WARTANI ไม่มีเงื่อนไขในทันที การรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม นักข่าวในพื้นที่ จชต.ไม่ใช่อริราชศัตรู

จากข่าวที่นำเสนอถึงกรณีการควบคุมตัวนักข่าวอิสระ WARTANI โดยการบังคับใช้กฎอัยการศึกในการจับกุมควบคุมตัวและนำไปกักขังในค่ายทหารในจังหวัดปัตตานีไปโดยไม่ทราบสาเหตุ  ถึงแม้ว่ามาตรา 15 ทวิ ระบุไว้ว่า “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน

อย่างไรก็ดีการควบคุมตัวต้องดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่เป็นกฎหมายใหม่ การกักตัวนักข่าวอิสระในค่ายทหารจึงมีความน่ากังวลใจว่าเป็นการละเมิดกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น

เครือข่าย องค์กร และรายนามด้านล่างจดหมายเปิดผนึกนี้ ขอให้ กอ.รมน. ภาคสี่ส่วนหน้า ชี้แจงและดำเนินการดังต่อไปนี้   

ขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายอับดุลอาฟิร (ขอสงวนนามสกุล) อย่างไม่มีเงื่อนไข และชี้แจงการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมนายอับดุลอาฟิร อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นนักกิจกรรมและอาสาสมัครนักข่าวให้กับสำนักสื่อ WARTANI นั้นเป็นหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎอัยการศึก และยังต้องปฏิบัติภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อสาธารณะ

ภายใต้กฎอัยการศึก การควบคุมตัวต้องปรากฏเงื่อนไขว่า “มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใด (1) จะเป็นราชศัตรู หรือ  (2) ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร”   ดังนั้นการควบคุมตัวอาสาสมัครนักข่าวจึงมีความกังวลใจว่าเป็นการควบคุมตัวเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

หลักการที่สำคัญ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  มาตรา 12 กำหนดว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แม้ใน “เหตุพฤติการณ์พิเศษ” เช่น ภาวะสงคราม ความไม่มั่นคงทางการเมือง สถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะอื่นใด มาอ้างไม่บังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้

การบังคับใช้กฎหมายไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ การกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นต่ออาสาสมัครนักข่าว ควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมดังกรณี SLAPP ที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้องค์กรที่ร่วมลงนามขอเรียกร้องให้กองทัพภาคสี่ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเร่งดำเนินการให้ชี้แจงว่าการปฏิบัติภายใต้กฎอัยการศึกจะไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ และกฎหมายอื่น ๆ และหากไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อมิให้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพส่งผลกระทบต่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระบวนการยุติธรรม

ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอขององค์การสหประชาชาติ ต่อประเทศไทยเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 1 ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานต่อการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย

ดังนี้

มาตรการคุ้มครองทางกฎหมายพื้นฐาน

18. ในขณะที่คณะกรรมการได้สังเกตเห็นการมีมาตรการทางกฎหมายหลายประการเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงมาตรการใหม่ ๆ ที่ได้มีการนำเสนอในพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย คณะกรรมการกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับซึ่งระบุว่า บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายที่เพียงพอตั้งแต่เริ่มต้นการควบคุมตัวทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ รวมถึงข้อกังวลดังต่อไปนี้

(a) บทบัญญัติในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่กำหนดให้มีการบันทึกเสียงและวิดีโอตลอดระยะเวลาการควบคุมตัว และการแจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอในทุกกรณีของการควบคุมตัว ไม่ได้ถูกตีความหรือนำไปบังคับใช้ในทางปฏิบัติตามบทบัญญัติเสมอไป โดยเฉพาะกรณีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกฎหมายอื่นๆ ที่บังคับใช้อยู่ และในกรณีที่บุคคลถูก “เชิญ”  โดยตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไปให้สัมภาษณ์และมีการจำกัดเสรีภาพของพวกเขา โดยไม่ถือว่าเป็นการควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ หรือกรณีที่บุคคลนั้นถูกสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่สอบสวน

(b) แม้ว่าในมาตรา 87 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกำหนดให้บุคคลที่ถูกควบคุมตัวต้องถูกนำตัวขึ้นศาลภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากการควบคุมตัว แต่ยังมีกรอบกฎหมายหลายประการที่อาจเบี่ยงเบนจากมาตรฐานนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งอาจทำให้มีระยะเวลาการควบคุมตัวสูงสุดถึง 37 วัน โดยที่บุคคลนั้นไม่ถูกนำตัวขึ้นศาล นอกจากนี้ ข้อมูลที่ให้กับคณะกรรมการยังระบุว่า บุคคลที่ถูกคุมขังภายใต้กรอบกฎหมายเหล่านี้มักถูกปฏิเสธการเยี่ยมเยือน รวมถึงการเยี่ยมจากทนายความ และในบางกรณีอาจถูกคุมขังโดยไม่มีการติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอก

(c) ตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน บุคคลที่ถูกควบคุมตัวต้องถูกคุมขังในสถานที่ลิดรอนเสรีภาพที่กำหนดซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ สถานกักกัน ทัณฑสถาน หรือเรือนจำซึ่งในทางปฏิบัติสร้างความกังวลเกี่ยวกับการใช้สถานที่คุมขังที่ไม่เป็นทางการและความเสี่ยงในการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย (ข้อบทที่ 2)

19. รัฐภาคีควร

(a) รับรองมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายพื้นฐานทั้งปวง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติแก่ผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนตั้งแต่เริ่มถูกจำกัดเสรีภาพ โดยการออกข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้มาตรการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการอบรมเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัว การสอบสวน หรือการปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกจับกุม ควบคุมตัว หรือจำคุกในทุกรูปแบบ ในการนี้ คณะกรรมการแนะนำให้รัฐภาคียึดหลักการสัมภาษณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการสืบสวนและการรวบรวมข้อมูล

(b) พิจารณาทบทวนกฎหมายด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการรับรองว่ามีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ รัฐภาคียังควรรับรองด้วยว่ากฎหมายเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกถูกบังคับใช้โดยเคารพหลักการความจำเป็นและได้สัดส่วน และให้มีผลบังคับใช้อย่างสั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยต้องมีการทบทวนการใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

(c) รับประกันสิทธิในการถูกนำตัวขึ้นศาลโดยทันที โดยการกำหนดให้มีกฎหมายที่ระบุระยะเวลาสูงสุดที่ชัดเจนไม่เกิน 48 ชั่วโมงในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการจับกุมและการควบคุมตัวโดยผู้พิพากษา โดยไม่มีข้อยกเว้น

(d) รับประกันสิทธิในการปรึกษาทนายความที่ผู้ถูกควบคุมตัวเลือกเอง หรือในกรณีที่จำเป็น ให้มีการจัดหาทนายความที่มีคุณสมบัติ เป็นอิสระ และให้บริการฟรี และรับประกันความลับในการพบปะแบบส่วนตัวระหว่างผู้ถูกควบคุมตัวกับทนายความ ซึ่งรวมถึงก่อนและระหว่างการสอบสวน

(e) รับประกันสิทธิในการแจ้งญาติหรือบุคคลที่ผู้ถูกควบคุมตัวเลือก เกี่ยวกับการถูกควบคุมตัวทันทีที่ถูกจับกุม

(f) ดำเนินการปิดสถานที่กักขังที่ไม่เป็นทางการทั้งหมด และสั่งให้มีการย้ายผู้ที่อาจถูกควบคุมตัวในสถานที่ดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ต้องสงสัยในความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศหรือผู้ที่ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำตามกฎหมายความมั่นคงของประเทศ ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาล และรับรองว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายพื้นฐานทั้งหมด

องค์กรร่วมลงนาม

สำนักสื่อ WARTANI

สำนักข่าว The Reporters

Muslim Attorney Centre Foundation มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม- Cross Cultural Foundation (CrCF)

สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

คณะทำงานยุทธศาสตร์กฎหมายและสิทธิมนุษยชน (CAP-LAW)

เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD

เครือข่ายผู้ช่วยทนายมุสลิม – SPAN

องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี – (HAP) Patani Human rights Oganization Network

The Patani

The Looker

The MOTIVE

Projek Sama Sama

Author

  • เราคือ นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

    ที่แสวงหา ความเป็นธรรม

    และศักดิ์ศรี ให้กับทุกคน

    ภายใต้รัฐธรรมนูญ

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีประสบการณ์ในการต่อสู้
    กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาหลายทศวรรษ

    View all posts
  • 1
     ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานต่อการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย