‘อัญชนา หีมมิหน๊ะ’ เป็นหนึ่งในบุคคลทำงานด้านสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน เธอเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มด้วยใจทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน โดยให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน และครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้
สันติภาพในบ้านของอัญชนา ถูกทำลายเพราะความขัดแย้งในพื้นที่ เมื่อเธอผ่านพ้นมาได้ อัญชนาจึงหันเหเป้าหมายชีวิตสู่การทำงานเพื่อสันติภาพ เธอทำงานกับบ้านทีละหลัง ชุมชนทีละชุมชน เริ่มจากจุดเล็กๆ เพื่อปกป้องไม่ให้ใครต้องตกอยู่ในวงจรความรุนแรงอีก และเชื่อว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเธอเชื่อว่า ‘สันติภาพเริ่มจากที่บ้าน’ หรือ ‘Peace in your House’ ตามคติที่เธอจดจำด้วยความประทับใจจากคำพูดของรัฐมนตรีหญิงชาวเนปาลคนหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ในงานประชุมเรื่องผู้หญิงกับการสร้างสันติภาพ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพูดคุยกับอัญชนาถึงเส้นทางชีวิตของเธอ ทั้งจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลือกเข้าสู่การทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนมาถึงสิบห้าปี ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเผชิญกับความท้าทาย และเป้าหมายในอนาคตของเธอและกลุ่มด้วยใจ
ทางที่ไม่ได้เลือก
“แม่เป็นครู เกษียณมาด้วยความภูมิใจความเป็นครูชนบทของตัวเอง พอน้องเขยถูกจับไปผมก็ขาวในหนึ่งเดือน นั่งหลังงอห่อเหี่ยวอยู่หน้าบ้านคอยดูว่าใครมองเข้ามาแล้วมองด้วยสายตาแบบไหน มองด้วยการดูถูกดูแคลนเหยียดหยามหรือเปล่า พูดไม่ดีถึงเราหรือเปล่า”
จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วงการสันติภาพของอัญชนา ไม่ใช่ทางที่เธอเลือกเองเท่าไหร่นัก เมื่อสามีของน้องสาวถูกอุ้มไป และกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง
อัญชนาเติบโตในบ้านที่ทุกคนเป็นครูเกือบหมด เธอจึงถูกสั่งสอนตามขนบธรรมเนียมทั่วไปอย่างเคร่งครัด ‘คนติดคุกคือคนไม่ดี’ คือหนึ่งในแนวคิดที่ถูกสั่งสอนมาโดยตลอด แต่เมื่อน้องเขยถูกจับตัวไป ความไม่ปกติที่หยั่งรากลึกในบ้านเกิดจึงค่อยๆ เผยโฉมให้ได้รู้จัก อัญชนาจึงต้องทำความเข้าใจและเผชิญหน้ากับปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างเสียไม่ได้ เพื่อช่วยน้องเขยของเธอที่เป็นผู้บริสุทธิ์ให้ได้รับความเป็นธรรม
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 มีตำรวจนายหนึ่งขับรถมาที่ร้านล้างรถของครอบครัวอัญชนา ในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ตำรวจนายนั้นทำทีมาล้างรถและให้น้องเขยของอัญชนาที่ทำงานอยู่ในร้านขึ้นรถไปกับตนเพื่อขับไปส่ง โดยในรถของเจ้าหน้าที่คนนั้นมีอาวุธเต็มคัน น้องเขยของอัญชนาจึงขึ้นรถไปกับตำรวจโดยไม่ทันได้บอกใครที่บ้าน เพราะเข้าใจว่าเป็นการไปเพื่อนำรถมาล้างให้ตามที่ตำรวจอ้าง โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง และตนจะถูกขังระหว่างการพิจารณาคดีในเรือนจำอยู่เป็นเวลากว่าสองปี

น้องเขยของอัญชนาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่คนไทยพุทธถูกสังหาร อัญชนาเชื่อว่าที่เขาถูกกล่าวหาเป็นเพราะเหตุเกิดใกล้กับบ้านเกิดของน้องเขย ซึ่งมีชาวพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน
จากความรู้เรื่องกระบวนการยุติธรรมเป็นศูนย์ อัญชนาและครอบครัวต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าใจกระบวนการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อยืนยันสิทธิของน้องเขย และเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นธรรม
ตลอดสองปีที่น้องเขยอยู่ในเรือนจำ อัญชนาและครอบครัวตัดสินใจจ้างทนาย เสียเงินหลักแสน ตระเวนขอคำปรึกษาจากคนที่รู้จัก ถูกคนหลอก และมากมายอีกนับไม่ถ้วน แต่เธอไม่เคยหยุด อัญชนาและน้องสาวเดินทางไปพบทุกหน่วยงาน โดยไม่สนใจว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บัญชาการ หรือแม่ทัพส่วนใด เธอเดินหน้ายืนยันสิทธิกับเจ้าหน้าที่ในทุกกระบวนการ หากประเด็นใดเถียงไม่ได้ ก็ขอถอยไปตั้งหลัก ศึกษากฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกลับมาสู้ใหม่
ท้ายที่สุดศาลยกฟ้อง น้องเขยของเธอบริสุทธิ์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีแต่อย่างใด จึงได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ สองปีที่ผ่านมาอย่างยากลำบากทำลายสันติสุขในบ้านของอัญชนาเสียสิ้น แต่ครอบครัวของอัญชนาไม่ใช่ครอบครัวเดียวที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ท่ามกลางความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้
ปัญหาความขัดแย้ง การเลือกปฏิบัติ และระเบิดเวลา
‘พ่อของเจ้าของร้านนี้เคยถูกควบคุมตัวไป’
‘บ้านหลังนี้เคยถูกปิดล้อม’
‘น้องชายของเขาหายตัว พบครั้งสุดท้ายที่ด่านตรวจ’
‘พี่ชายเขาถูกทหารยิง’
‘สามีบ้านนั้นถูกขังในเรือนจำเป็นสิบปี’
หากเดินทางไปยังสามจังหวัดชายแดนใต้ คงจะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้เป็นปกติ อาจพูดได้ว่าบ้านเกือบทุกหลังของครอบครัวชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่จะต้องเผชิญกับเรื่องเหล่านี้ราวกับเป็นประสบการณ์ร่วม
จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอำเภอจะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย สี่อำเภอในจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ หรือกฎหมายความมั่นคงสามฉบับ ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ความมั่นคง) และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (กฎอัยการศึก) ตั้งแต่ปี 2547 ปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 หรือมากกว่าสองทศวรรษ

รัฐไทยพยายามใช้กฎหมายทั้งสามฉบับเพื่อยับยั้งและปราบปรามกลุ่ม “ขบวนการ” ของชาวมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งที่เลือกต่อสู้กับรัฐไทยทั้งใช้ความรุนแรงและไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนหรือการกำหนดชะตากรรมของตนเอง โดยมีวิธีการและความต้องการที่แตกต่างกันไปตามกลุ่ม ปัญหาความขัดแย้งนี้เป็นปัญหาสืบเนื่องระหว่างสยามและปาตานีที่มีมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ ประกอบกับนโยบายของรัฐที่ปกครองผิดพลาดอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถตอบรับกับความต้องการของคนในพื้นที่ เช่น กรณีคำร้องขอ 7 ประการ ของฮัจยีสุหลง ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวบ้านในจังหวัดชายแดนใต้ ที่ใช้แนวทางสันติวิธี แต่กลับต้องถูกอุ้มหายไปพร้อมกับลูกชายและผู้ติดตามในภายหลัง หากย้อนสายธารของประวัติศาสตร์จึงเห็นเงื่อนไขมากมายที่ก่อกำเนิดปมความขัดแย้งและความรุนแรงที่นับวันยังคงทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าวจะดำเนินไปในทางใด กฎหมายพิเศษดูจะสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้ชาวบ้านพลเรือนทั่วไป โดยเฉพาะชาวมลายูมุสลิม และยิ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ย่ำแย่ เมื่อวิธีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ของรัฐดำเนินไปด้วยแนวคิดแบบเหมารวม และเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
อัญชนามองว่ารัฐไทยเลือกจัดการปัญหาด้วยทัศนคติที่เหมารวมว่าชาวมลายูมุสลิมทุกคนเป็นกลุ่มเดียวกัน คือกลุ่มขบวนการ และไม่ได้มองพวกเขาเป็นสมาชิกของรัฐที่ต้องปกป้องดูแลและคุ้มครอง
ในทางกลับกันอัตลักษณ์ความเป็น ‘ชาวมลายู’ หรือ ‘ชาวปาตานี’ กลับถูกกดทับกลายเป็นสัญญะที่รัฐนำไปผูกติดกับวาทกรรมแบ่งแยกดินแดน เมื่อรัฐจัดการแบบเหมารวมว่าเป็นขบวนการ วิธีการจัดการก็คือการ ‘กดปราบ’ ที่ยิ่งนำไปสู่การเลือกใช้ความรุนแรง
การบังคับใช้กฎหมายพิเศษแบบเหมารวม ทำให้ชาวมลายูมุสลิมอาจตกเป็นผู้ต้องสงสัยเมื่อใดก็ได้ อาจถูกเรียกตัวให้หยุดที่ด่านและถูกจับไปได้ทุกเมื่อ เจ้าหน้าที่สามารถใช้กฎอัยการศึกมาควบคุมตัวไปยาวถึง 7 วัน โดยไม่ต้องขอหมายจากศาล และยังสามารถควบคุมตัวต่อไปได้อีก 30 วันด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ
สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอันเป็นสิ่งพื้นฐานถูกยกเว้น ไม่มีหมายจับ หมายเรียก หรือหมายค้น ไม่ได้สิทธิพบทนายความ ไม่สามารถติดต่อญาติและครอบครัว ไม่มีการแจ้งข้อหา ไม่มีการนำตัวไปศาล ไม่มีการแจ้งว่าจับกุมไปยังที่ใด และแม้เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีก็มักไม่ได้รับการประกันตัว อีกทั้งปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานที่มาตรา 226/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปิดโอกาสให้รับฟังพยานหลักฐานที่อาจได้มาจากการทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในหลายมิติ รวมไปถึงทางด้านจิตใจของคนในพื้นที่ เป็นความรุนแรงที่แทรกซึมอย่างแยบยล
“เด็กที่มาเยียวยากับเราเมื่อปีที่แล้ว เขารู้สึกว่าถูกกักขังตลอดเวลา ถามว่าทำไมเขารู้สึกอย่างนั้นทั้งที่ไม่เคยถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ เขารู้สึกถูกกักตัวเพราะว่าทหารมาผูกเปลอยู่หลังบ้านตลอดเวลา อันนี้เกิดเป็นผลกระทบด้านจิตใจ คนไม่รู้สึกว่าตัวเองอิสระ เขารู้สึกเหมือน big brother is watching you รวมไปถึงการตั้งด่านหรือค่าย มันถูกล้อมให้คนรู้สึกว่าไม่อิสระ อยู่ด้วยความกลัว ว่าถ้าฉันผ่านไป ฉันจะเจอกับอะไร เกิดเป็นความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ความวิตกกังวล”
อัญชนาเชื่อว่า การบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้วยทัศนคติเช่นนี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ที่ต้องแก้ไข ต้องไม่มีคนบริสุทธิ์คนใดควรจะอยู่ในคุก และชาวบ้านในพื้นที่ไม่ควรต้องติดอยู่ในวังวนวัฏจักรที่โหดร้ายเช่นนี้
จากการทำงานของกลุ่มด้วยใจที่ได้บันทึกและติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ อัญชนาชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเจอจากการเลือกปฏิบัตินั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจ และแม้ความรุนแรงจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่กลับกำลังแทรกซึมเข้าไปในหัวใจคนให้ค่อยๆ ปฏิเสธรัฐ
เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขาเหล่านั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน ประกอบกับความรู้สึกปฏิเสธรัฐเป็นพื้นฐานเดิม จุดเปลี่ยนนั้นอาจบีบให้พวกเขาตัดสินใจใช้ความรุนแรง ไม่มีทางรู้ได้ว่าจุดชนวนของระเบิดเวลานี้อยู่ตรงไหน นั่นยิ่งทำให้อัญชนาพยายามทำงานเพื่อบอกกับรัฐว่า การเลือกปฏิบัติต้องหมดไป และรัฐต้องมีทัศนคติใหม่ในการจัดการแก้ไขปัญหา ในขณะเดียวกันอัญชนาก็ต้องทำงานกับชุมชน เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงสิทธิของตนเอง และสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้พวกเขาเลือกใช้ความรุนแรง
“เราเข้ามาเพื่อที่จะบอกรัฐว่าคุณต้องไม่เลือกปฏิบัติ ต้องมีทัศนคติใหม่ คุณต้องสร้างนโยบายใหม่ที่จะทำให้เขารู้สึกยอมรับความเป็นรัฐของคุณ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชน”
เป้าหมายชีวิตที่เปลี่ยนกับทางที่เลือก “ด้วยใจ”
ระหว่างทางในการต่อสู้เพื่อช่วยน้องเขย อัญชนาและน้องสาวได้เห็นและเข้าใจถึงปัญหาจากวิธีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยรัฐต่อประชาชนในพื้นที่ ผนวกกับความช่วยเหลือจากหลายส่วนที่ได้รับตลอดสองปี ทำให้เธอและครอบครัวตัดสินใจตั้ง “สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” หรือ “กลุ่มด้วยใจ” ขึ้นมา เพื่อที่จะได้ส่งต่อความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับอีกหลายครอบครัวที่ต้องประสบกับสถานการณ์เดียวกัน
จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตแบบสังคมเมือง มีแม่เป็นครูสอนภาษาไทย บ้านเกิดของเธอมีคนพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ด้วยกันครึ่งต่อครึ่ง อัญชนาออกไปเรียนและทำงานอยู่กรุงเทพมากกว่า 20 ปี ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง และแม้อยู่ในพื้นที่ที่มีกฎหมายพิเศษบังคับใช้ แต่เธอรู้สึกอยู่ห่างไกลปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ที่กำลังเกิดขึ้น จะมีก็เพียงแต่ผ่านการซึมซับจากข่าวบนจอโทรทัศน์ เธอไม่รู้จักคนในพื้นที่สามจังหวัด และไม่มีคนรู้จักเป็นชาวมลายูมุสลิม หลังเกิดเหตุกับครอบครัว อัญชนาจึงต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ต้น
อัญชนาเริ่มจากการอ่านกฎหมายก่อนด้วยเหตุการณ์กะทันหันที่เกิดกับน้องเขย ก่อนจะศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชน และสันติภาพ เพราะเธอเห็นว่ากรณีเหล่านี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานการถูกละเมิดสิทธิ และบนปัญหาความขัดแย้ง เธอเริ่มเดินทางไปอบรมในต่างประเทศ ทั้งประเทศติมอร์-เลสเต เนปาล หรือกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ จากคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อัญชนาเริ่มต้นจากพยายามจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ แล้วจึงนำมาศึกษาต่อ ผนวกกับการได้ไปแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนนานาชาติ ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของผู้คน เห็นศักยภาพ ความหลากหลาย และมุมมองที่แตกต่าง

ปัจจุบันการทำงานของกลุ่มด้วยใจตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนควบคู่กับสันติภาพ อัญชนามองว่าสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกส่วนกันได้ หากไม่มีสิทธิมนุษยชนก็ไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ การทำงานจึงต้องเริ่มจากทำให้สิทธิมนุษยชนไปอยู่ในใจของผู้คน ใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพ
กิจกรรมหลักของกลุ่มด้วยใจ เน้นการทำงานในเชิงป้องกัน โดยเริ่มจากการทำงานกับชุมชนเพื่อให้สามารถปกป้องตัวเองได้ ทั้งจากการถูกละเมิดสิทธิ และจากความรุนแรงต่างๆ เครื่องมือที่ด้วยใจอบรมให้กับชุมชนต่างๆ คือความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และสันติภาพ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถรู้ได้ว่าพวกเขากำลังถูกละเมิดสิทธิอยู่หรือไม่ ถูกละเมิดโดยใคร และควรจัดการอย่างไรกับการละเมิดนั้นๆ ในด้านของการป้องกันความรุนแรง กลุ่มด้วยใจพยายามให้ความรู้แก่ชาวบ้านในชุมชนให้สามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดความรุนแรง และหากเกิดขึ้นควรจัดการกับความรุนแรงอย่างไร
สำหรับอัญชนา ความยากของการทำงานในพื้นที่ คือ การทำงานกับความคิดคน เธออธิบายว่าความรู้และความเข้าใจเหล่านี้เป็นเรื่องนามธรรมที่จะค่อยๆ ซึมซับในความคิด ดังนั้นความสำเร็จของการทำงานจึงไม่ใช่การเฝ้ามองไปที่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สำหรับอัญชนา ความสำเร็จของการทำงานคือการเฝ้ามองคนที่เธอทำงานด้วย กับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของพวกเขาในเรื่องความรุนแรง
“อย่างเช่นมีสองคนที่ถูกจับในปีเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน แล้วมีการถูกจับซ้ำ คนหนึ่งหนี คนหนึ่งไม่หนี สำหรับคนที่หนีเราจะทำยังไงไม่ให้เขาหันไปใช้ความรุนแรง กับคนที่ไม่หนีแล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราจะทำยังไงให้เขาไม่รู้สึกโกรธแค้นแล้วกลับไปใช้ความรุนแรง อันนี้คือความสำเร็จที่เรามอง เราดูที่ว่าเขาจะต้องไม่กลับไปวังวนของการใช้ความรุนแรง”
กลุ่มเป้าหมายของด้วยใจ เริ่มต้นจากทำงานกับกลุ่มคนที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกกล่าวหาก่อน เพื่อให้บุคคลนั้นเชื่อมต่อกับครอบครัวของเขา ชุมชนที่เขาอยู่ และชุมชนอื่นๆ การทำให้ผู้เสียหายสามารถผ่านความยากลำบากของตนไปได้ และเป็นอีกแรงที่ไปช่วยคนอื่นต่อ เริ่มจากคนหนึ่งคน บ้านหนึ่งหลัง ชุมชนหนึ่งชุมชน กลุ่มด้วยใจต้องการเปลี่ยนแปลงโดยการสร้างคน และนั่นเป็นความสำเร็จจากจุดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
“ความความหวังของเราไม่ใหญ่อยู่แล้ว ความหวังในอนาคต ก็คือเรื่องของสันติภาพในพื้นที่ที่ยั่งยืน แต่ความหวังอันใกล้ คือการมองเห็นคนที่เราทำงานด้วยมีสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี ดูแลตัวเองได้ ไปต่อได้โดยไม่เลือกเส้นทางของความรุนแรง”
เมื่อความฝันมาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย
เมื่อถามอัญชนาถึงการทำงานที่ผ่านมาว่ามีกรณีที่ประทับใจหรือไม่ เธอนึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาทันที
“มีสิ แต่เขาก็ถูกสังหารไปแล้ว”
เขาผู้นั้นชื่อ “รอนิง ดอเลาะ” ผู้ซึ่งเคยถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษและเป็นผู้เสียหายจากการทรมาน แต่เพียงหนึ่งวันก่อนถึงวันต่อต้านการทรมานสากล เมื่อปีที่แล้ว รอนิงถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณบ้านของตัวเอง
รอนิงถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษถึง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550 – 2560 ระหว่างที่ถูกควบคุมตัว เขาถูกซ้อมทรมานอยู่หลายครั้ง กลุ่มด้วยใจได้บันทึกคำบอกเล่าของเขาถึงประสบการณ์การถูกทรมานที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการถูกซ้อมทรมาน การขังในห้องเย็น การให้ยืนหลายวันติดต่อกัน รวมถึงการทรมานทางด้านจิตใจ
กลุ่มด้วยใจได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือภายหลังจากประสบการณ์ที่เลวร้าย ทั้งพาไปเข้ารับการบำบัดทางด้านจิตสังคม และอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ จนรอนิงสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง ต่อมาเขาเข้าเรียนหลักสูตรนวดแผนไทย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนไทย และหมอนวดแพทย์แผนไทยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ควบคู่กับการเป็นอาสาสมัครของกลุ่มด้วยใจ โดยมีหน้าที่หลักคือการประสานงานกับญาติ พูดคุยกับผู้เสียหายจากการถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษในพื้นที่เช่นเดียวกับที่ตนเคยประสบมา

จากคนที่ขี่มอเตอร์ไซต์พาลิงไปปีนต้นมะพร้าว มาใส่เครื่องแบบของบุคลากรทางแพทย์ และจากชาวบ้านธรรมดาที่กลายมาเป็นแกนนำในการช่วยเหลือผู้เสียหายคนอื่นๆ รอนิงคือความภูมิใจของครอบครัว ชุมชน กลุ่มด้วยใจ และอัญชนา เมื่อถามถึงกรณีที่ประสบความสำเร็จเธอจึงนึกถึงเขาเป็นคนแรก
เหตุการณ์ที่เกิดกับรอนิงเป็นหนึ่งในเรื่องเลวร้ายที่อัญชนาต้องเผชิญ จากวันแรกที่ตัดสินใจว่าจะทำงานด้านสันติภาพ เส้นทางชีวิตของเธอกำลังแสดงให้เห็นว่าเรื่องของสันติภาพไม่ได้สวยหรูและได้มาโดยง่าย
ประสบการณ์ที่หนักกว่าคนอื่น ทำให้อัญชนาต้องมีจินตนาการในการทำงานที่กว้างไกล เพื่อที่จะสามารถก้าวพ้นอุปสรรคและประสบการณ์เลวร้ายที่ต้องเจอ
“เราต้องไปข้างหน้า ถ้ารอถอยหลังหรือจมอยู่กับมัน ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น เพราะสิ่งที่เขาต้องการ คือ ทำให้เราดาวน์ แย่ลง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะชนะ คือ ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม”
ในปี 2560 อัญชนาเคยต้องเผชิญกับการฟ้องปิดปาก หลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ฟ้องหมิ่นประมาทเธอ และนักสิทธิมนุษยชนอีกสองคน จากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557 – 2558” กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคม สื่อมวลชน และนานาชาติเป็นวงกว้าง จนภายหลัง กอ.รมน. ได้มีการถอนคำร้องทุกข์คดีดังกล่าว และพนักงานอัยการมีคำสั่งเป็นอันยุติ
นอกจากนี้ อัญชนายังตกเป็นผู้เสียหายจากการบูลลี่ทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และต้องเผชิญคำด่าทอว่ากล่าวที่หยาบคายและรุนแรงบนโลกอินเตอร์เน็ตมามากกว่าสิบปี การระรานเหล่านั้นพยายามลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของอัญชนา และเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือวาทกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยพยายามจะโจมตีอย่างเหมารวมเช่นว่าอัญชนาเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มขบวนการหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ปัจจุบัน อัญชนายังต้องเจอกับข้อท้าทายครั้งใหม่จากคดีฟ้องปิดปากอีกครั้ง เมื่อกองทัพเรือได้แจ้งความร้องทุกข์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 จากการโพสต์บนโซเชียลมีเดียของอัญชนาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้านที่เธอได้ไปพูดคุยซึ่งเดือดร้อนจากการที่ทหารยังจ่ายค่าน้ำประปาเป็นเงิน 20,000 บาท ให้มัสยิดไม่ครบ ปัจจุบันอัญชนายังคงรอคำสั่งพนักงานอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่ โดยสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสนัดหมายให้มารายงานตัวในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568

“นี่ไม่ใช่คดีแรกที่โดนข้อหาหมิ่นประมาท เป็นคดีที่สองอันเนื่องมาจากการทํางานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพูดถึงปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ด้วยทั้งสองเรื่อง”
ด้วยความหวังและความฝันที่มี อัญชนายังคงต้องมองไปข้างหน้าและก้าวเดินต่อไป แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคและข้อท้าทายก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อัญชนาคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเผชิญ คิดย้อนกลับไปหากไม่เลือกเดินเส้นทางนี้ ชีวิตจะเป็นอย่างไรนั้น อัญชนาตอบไม่ได้ แต่ที่สำคัญเธอมองว่าเป็นทางเลือกของเธอ ทุกอย่างที่เผชิญจึงไม่ใช่ราคาที่ต้องจ่าย แต่เป็นความสุขในการตัดสินใจของตัวเอง
“จะดีกว่านี้ไหมเราไม่รู้หรอกเพราะว่าเราเปลี่ยนมาแล้ว แต่ว่าเราอยู่ในเส้นทางที่เลือกแล้วสมใจ เราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต”





