เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2567 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสอง (จำเลย) ลงวันที่ 26 เมษายน 2567 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจิฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ไว้พิจารณา ทั้งนี้เห็นว่าจำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 ได้โดยตรง หลังอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลได้เริ่มการสืบพยานจำเลยต่อ ในนัดนี้มีการสืบพยานจำเลยจำนวนทั้งสิ้น 3 ปาก ได้แก่ เพื่อนพลทหารร่วมกองร้อยที่ 4 และสิบเวรในวันเกิดเหตุ หลังการสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลนัดสืบพยานจำเลยถัดไปในวันที่ 24 มกราคม 2568

ในนัดนี้ หลังศาลอาญาทุจริตฯ ได้อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 48/2567 มีคำสั่งไม่รับคำร้องที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 3 และมาตรา 34 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กรณีที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งนั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โดยตรง ในวันเดียวกันนี้ ทนายจำเลยทั้งสองจึงแถลงว่า จำเลยทั้งสองเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร จำเลยทั้งสองจึงประสงค์ขอให้ศาลอาญาทุจริตฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลอีกครั้ง ศาลอาญาทุจริตฯ อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องดังกล่าว ภายใน 15 วัน แต่ให้ยังคงดำเนินการพิจารณาคดีสืบพยานต่อไป โดยไม่หยุดการพิจารณาไว้ชั่วคราวเพื่อรอการวินิจฉัยดังกล่าว 

โดยตามขั้นตอน การยื่นคำร้องขอศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลทหารของจำเลยทั้งสอง การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำร้องจำเลยแล้วทำความเห็นของศาล ส่งเรื่องไปให้ศาลทหารทำความเห็นส่งกลับมา ถ้าทั้งสองศาลมีความเห็นตรงกัน ถือเป็นยุติ ถ้าความเห็นต่างกัน ศาลอาญาคดีทุจริตฯจึงจะส่งต่อไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อตัดสินเป็นที่สุดว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือว่าศาลทหาร

นอกจากนี้ ครอบครัวผู้เสียหาย (โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง) ได้แสดงความประสงค์ขอถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ได้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อไปดำเนินการใช้สิทธิในทางอื่นต่อไป จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลจึงอนุญาตให้ถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามขอ 

ในนัดนี้ศาลสืบพยานจำเลยได้ 3 ปาก ได้แก่ เพื่อนพลทหารร่วมกองร้อยที่ 4 จำนวน 2 คน และสิบเวรในวันเกิดเหตุ 1 คน  โดยพยานทั้ง 3 ปาก เบิกความในประเด็นเรื่องการออกกำลังกายในช่วงเวลาก่อนช่วงเวลานอน ส่งผลให้เสื้อผ้าเลอะเหงื่อไคล ทางครูฝึกจึงให้พลทหารไปอาบน้ำล้างตัว พร้อมทั้งแจ้งเรื่องการนอนเต็นท์ว่าเป็นการฝึกตามตารางฝึกอยู่แล้ว ไม่ใช่การลงโทษแต่อย่างใดและได้มีการแจ้งพลทหารล่วงหน้าให้เตรียมอุปกรณ์เครื่องนอนให้เรียบร้อย โดยทนายจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลว่ายังติดใจสืบพยานจำเลยอีก 4 ปาก โดยขอเลื่อนไปสืบพยานในวันที่ 24 มกราคม 2568  

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ทหารเกณฑ์พลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย เข้ารับการเกณฑ์ทหารตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ภริยาได้เดินทางไปรับพลทหารกิตติธรและพบว่ามีอาการอิดโรย ตัวซีด ไข้ขึ้น มีอาการร้อนและหนาวสลับกัน ซึ่งจากการสอบถามของญาติแจ้งว่าพลทหารกิตติธร มีอาการป่วยมาหลายวันและพยายามขอให้ทางค่ายส่งมารักษาที่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ภริยาของพลทหารกิตติธรเห็นอาการของพลทหารกิตติธรหนักมาก จึงยืนกรานขอให้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชในระหว่างวันที่ 14-15 กรกฎาคม 2566 ก่อนที่พลทหารกิตติธรเสียชีวิตในวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ด้วยภาวะคือติดเชื้อในกระแสเลือด 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามการสืบพยานในนัดต่อไปมั่นใจว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงและได้รับการชดใช้เยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย  เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับพลทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างเป็นจริง

Author