เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567  เวลา 10.00 น. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เดินทางไปยัง สำนักงานอัยการจังหวัดฝาง เพื่อเข้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหลังจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งเหตุการทรมานและกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์ป้องปรามทรมานฯ สำนักงานอัยการจังหวัดฝาง เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังปรากฏข่าวออนไลน์เผยแพร่ว่า พลทหารที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทย-พม่า สังกัดกองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ถูกนายสิบกับพวกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าแล้วให้ยืนตากฝนเป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมงระหว่างตากฝนจะถูกจ่าและนายสิบทำร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตบ เตะและกระทืบ โดยศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำนักงานอัยการจังหวัดฝาง ได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อทำหน้าที่สืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

การแจ้งเหตุทรมานฯ กรณีนี้เป็นการร้องเรียนถึงอัยการสูงสุดและผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  ตามม. 29 พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ ที่ระบุว่า “ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย ให้แจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ชักช้า” เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นการกระทำทรมาน ตามมาตรา 51 พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

(2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม

(3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

(4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน และเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 62 พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

มาตรา 6 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ หรือไม่

อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ทำหนังสือถึงนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลมโหมขณะนั้น เรื่อง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพลทหารถูกทรมานระหว่างทำโทษ ที่อยู่ในเขตพื้นที่กำกับดูแลของแม่ทัพภาคที่ 3 โดยทางมูลนิธิฯ เห็นว่า กรณีนี้เป็นการกล่าวหาว่ามีกระทําการทรมานและการปฏิบัติไร้มนุษยธรรมที่มีลักษณะที่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เช่น การกระทําอนาจารต่อพลทหาร ซึ่งทําให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ ตามข้อ 31 ในเอกสารขององค์การสหประชาชาติ ที่ระบุว่าในความคิดของผู้แทนรายงานพิเศษว่าการล่วงละเมิดทางเพศนั้นเป็นการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและเข้าข่ายเป็นการทรมาน หากเป็นการกระทําโดยเจตนากับบุคคลที่ไร้อํานาจ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาดทั้งในกฎหมายสากลและที่บัญญัติไว้ในพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏเข้าข่ายเป็นการละเมิดพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ เกิดขึ้นบ่อยครั้งภายใต้อํานาจหน้าที่ของกองทัพภาค 3 ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของไทย การปรับเปลี่ยนทัศนคติและรูปแบบการฝึกที่มีความจําเป็นต้องเคารพกับกฎหมายใหม่คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัดและจําต้องดําเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้รวมทั้งเปิดเผยต่อสาธารณะถึงขั้นตอนการป้องกันเหตุลักษณะเดียวกัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567  สนง.เลขานุการกองทัพบก ได้มีหนังสือตอบกลับถึงมูลนิธิ ฯ ว่า กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว มีคำสั่งลงทัณฑ์ผู้กระทำความผิดและงดบำเหน็จประจำปี 2567 (ครึ่งปีหลัง) และในส่วนการดำเนินคดีอาญาไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการดำเนินคดีอาญาแต่อย่างใด 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชน ร่วมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนของอัยการและการดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีการลงโทษพลทหารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฝึกฝนพลทหารเกณฑ์รวมไปถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง จะตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นการละเมิดสิทธิฯ บุคคลใด อีกทั้งเพื่อให้มั่นใจว่ากรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลใดได้อีก

Author

  • 1
     พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

    มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

    (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

    (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม

    (3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

    (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด

    ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน

  • 2
     พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

    มาตรา 6 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์