วานนี้ (1 สิงหาคม 2567) เวลา 13.00 น. ณ ศาลอาญา รัชดาภิเษก เลื่อนนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) ออกไปเป็นวันพรุ่งนี้ 2 สิงหาคม 2567 คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา หลังเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 หนึ่งวันก่อนวันนัดพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่พยานโดยทางวิดีโอ (Conference) อ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของนายเบดั๊บ โดยศาลได้อนุญาตจึงทำให้ไม่มีการนำตัวนายเบดั๊บมาศาลในวันนี้ ทนายความของนายเบดั๊บได้แถลงคัดค้านและขอให้ศาลนำตัวนายเบดั๊บมาร่วมการไต่สวนพยานในศาล และมีการโต้เถียงกับพนักงานอัยการเรื่องความจำเป็นที่จะไม่ให้เลื่อนไปอีก ศาลจึงมีคำสั่งให้นัดวันไต่สวนพยานผู้ร้องใหม่เป็นวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เวลา 9.00 น. โดยจะไต่สวนพยานผู้ร้อง 2 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในชั้นจับกุม 

เมื่อวานนี้มีการไต่สวนพยานที่ห้องพิจารณาคดีที่ 807 ศาลอนุญาตให้เพียงคู่ความเข้าห้องพิจารณาดังกล่าว ในส่วนผู้สังเกตการณ์คดีซึ่งมีมาเข้าร่วมถึง 50 คน จากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สถานทูตหลายประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ ถูกจัดให้เข้าสังเกตการณ์คดีผ่านการถ่ายทอดสดผ่านภาพจอในห้องพิจารณาคดีที่ 701 

อนึ่ง ในช่วงเช้าของเมื่อวาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะบุคคลเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายตามวงเล็บ 6 มาตรา 26 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการที่มีผู้พบเห็นว่านายเบดั๊บ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยชุดเครื่องแบบนักโทษพร้อมกุญแจเท้าที่ขาทั้งสองข้าง เมื่อนัดไต่สวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมาซึ่งพฤติการณ์การใส่กุญโซ่เท้าและชุดเครื่องแบบนักโทษดังกล่าว เป็นมาตรการที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ช่วงบ่ายทราบว่าศาลยกคำร้องดังกล่าวโดยยังไม่ได้รับทราบคำสั่งและเหตุผลประกอบเป็นเอกสาร

นายอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาในกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดเพื่อความยุติธรรม  (Montagnards Stand for Justice – MSFJ) เพื่อฝึกอบรมกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดในเวียดนามเกี่ยวกับกฎหมายเวียดนามและกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกภาคประชาสังคม และวิธีการรวบรวมและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยสาเหตุทางศาสนาต่อสหประชาชาติและนานาชาติ นายเบดั๊บได้ช่วยเตรียมรายงานหลายฉบับที่ได้เสนอต่อสหประชาชาติเกี่ยวกับการประหัตประหารด้วยสาเหตุทางศาสนาในเวียดนาม งานเขียนของนายเบดั๊บ เป็นส่วนหนึ่งในเอกสาร “หนังสือถึงรัฐบาลเวียดนาม” ที่ออกโดยสหประชาชาติ

นายเบดั๊บลี้ภัยมายังประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ต่อมา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นายเบดั๊บถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุม โดยอ้างว่ามีคำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและศาลในประเทศเวียดนามมีคำพิพากษาลงโทษนายเบดั๊บฐานก่อการร้ายจากเหตุจลาจลเมื่อปี 2566 ในจังหวัดดั๊กลัก โดยที่นายเบดั๊บไม่ได้ปรากฏตัวที่ศาลและไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนามขณะเกิดเหตุจลาจลแต่อย่างใด นายเบดั๊บให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของตนเป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรงตลอดมา กรณีดังกล่าวทำให้เกิดข้อห่วงกังวลว่านายเบดั๊บอาจถูกรัฐบาลไทยส่งกลับประเทศเวียดนามโดยคำสั่งศาลให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามร้องขอ  ทั้งนี้ ตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศไทย หากความผิดซึ่งเป็นเหตุให้ร้องขอนั้นเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองก็จะเป็นข้อยกเว้นว่าศาลจะสั่ง “ไม่ให้ส่ง” บุคคลตามที่ร้องขอได้   และปัจจุบันในประเทศไทยมีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยจะส่งนายเบดั๊บกลับประเทศต้นทางไม่ได้หากนายเบดั๊บต้องตกอยู่ในอันตรายและเสี่ยงต่อการถูกกระทำทรมาน กระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกบังคับให้สูญหายมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หรือสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์นัดไต่สวนในวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เวลา 9.00 ณ ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา รัชดาภิเษก เพื่อให้มั่นใจว่านายเบดั๊บ จะไม่ถูกรัฐบาลไทยผลักดันกลับไปเผชิญภัยอันตรายใดๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศจะมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ เพื่อป้องกันไม่เกิดกรณีการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง

Author