วานนี้ (10 มิถุนายน 2567) เวลา 13.30 น. ณ ห้องเสวนา ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย 5 ครอบครัวเป็นผู้แทนเครือข่ายญาติเข้าร่วมรับฟังการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการบังคับสูญหายบุคคลที่พำนักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมี ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้นำเสนอผลการตรวจสอบจากรายงานฉบับดังกล่าว ภายหลังการนำเสนอ ศยามล พร้อมกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ร้อง ได้ส่งมอบรายงานให้แก่ สมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนทวี สอดส่อง รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยในวันนี้มีตัวแทนจากสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมรับฟัง อาทิ สถานทูตจากประเทศติมอร์-เลสเต ลักเซมเบิร์ก เมียนมา เยอรมนี อินโดนีเซีย และ OHCHR

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวโดยสรุปว่า กสม. ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณีการบังคับสูญหายบุคคลที่พำนักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ใน สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งถูกบังคับให้สูญหายและไประหว่างปี 2560 – 2564 จำนวน 9 ราย ได้แก่ (1) อิทธิพล สุขแปั่น (2) วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (3) สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (4) ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (เสียชีวิต) (5) ไกรเดช ลือเลิศ (6) ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ (7) กฤษณะ ทัพไทย (8) สยาม ชีรวุฒิ และ(9) วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ โดยผู้ร้องเห็นว่า รัฐบาลไทยเพิกฉยในการติดตามผู้สูญหาย และไม่มีความคืบหน้าในการดำคดีกับผู้กระทำความผิด ทำให้เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวช้องกับการสูญหาย นั้น
กสม. ใด้ตรวจสอบโดยพิจารณาจากเอกสาร พยานหลักฐาน หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า(1) กรณีตามคำร้องนี้หน่วยงานของรัฐไม่ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและความคืบหน้าในการสืบสวนจนทราบชะตากรรมของบุคคลที่สูญหาย และการดำเนินการสืบสวน เป็นไปอย่างล่าช้า อันกระทบต่อสิทธิในการรู้ความจริง (right to know the truth) ของญาติและครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต
(2) การบังคับให้บุคคลสูญหายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับรองและคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญหรือหนังสือสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ตกเป็นเหยื่อ ครอบครัว และคนใกล้ชิด รวมทั้งสังคมโดยรวม รัฐจึงมีหน้าที่ในการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการสูญหายและนำผู้กระทำความผิคมาลงโทษ รวมถึงจะต้องชดเชยเขียวยาอย่างรอบด้านให้กับญาติหรือครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังกับ (ICPPED) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
(3) พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมถึงการเยียวยาด้านการเงินในกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหาย ส่วนการชดเชยเยียวยาด้านอื่น ก็ไม่ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการเช่นกัน ทำให้ญาติหรือครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิตตามคำร้องนี้ ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา
ศยามล กล่าวต่อไปว่า แม้กรณีการสูญหายของบุคคลทั้ง 9 ราย ซึ่งต่อมาพบว่ามี 2 รายเสียชีวิตแล้วนั้น จะยังไม่ปรากฎพยานหลักฐานอย่างชัดเจ้งว่าผู้ลงมือก่อเหตุเป็นเข้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ แต่มื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคคลดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้มีการออกหมายจับและพยายามติดตามตัวมาโดยตลอด รวมทั้งผู้ที่สูญหายมีจุดเกาะเกี่ยวที่เชื่อมโยงกันคือเป็นกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปและเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 9 รายนี้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในการสืบสวนสอบสวนดิดตามหาตัวผู้กระทำความผิดหรือเพื่อให้ทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และละเลยการเยียวยาให้แก่ครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต ย่อมถือเป็นการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสูญหายและเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 9 รายจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายและรู้ตัวผู้กระทำผิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติหรือครอบครัว และแจ้งผลการดำเนินการตลอดจนความคืบหน้าให้ญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิตทราบเป็นระยะ นอกจากนี้ให้เร่งรัดกำหนดนโยบายและมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหาย กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายด้านการเงินและจิตใจ รวมถึงการฟื้นฟูระยะยาวทางการแพทย์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมกันนี้ ให้พัฒนาแนวทางหรือวิธีการสืบสวนกรณีคนไทยที่อาศัยอยู่นอกราชอาณาจักรไทยถูกกระทำทรมานหรือถูกบังคับให้หายสาบสูญ
กสม. ยังมีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ให้เร่งให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) และให้มีการอนุวัติกฎหมายภายในประเทศตามพิธีสารดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติด้วย
สมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ในฐานะผู้ร้องกรณีการบังคับให้สูญหายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง 9 กรณี เพื่อให้กสม. ดำเนินการตรวจสอบจนกลายมาเป็นรายงานฉบับดังกล่าว กล่าวว่าหลังจากกรณีพบศพของผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับให้สูญหายจากประเทศลาว เมื่อเดือนปี 2561 ในจังหวัดนครพนม แต่ทางการไทยกลับไม่ดำเนินการใด ตนจึงได้มาร้องเรียนกับกสม. ชุดที่สาม แต่กรรมการสิทธิฯ ชุดดังกล่าวยกคำร้องไม่ดำเนินการ หลังจากนั้นจึงได้มายื่นคำร้องกับกรรมการสิทธิฯ ชุดที่สี่อีกครั้ง โดยกรรมการสิทธิฯ ชุดดังกล่าวรับคำร้อง ต้องขอขอบคุณกสม. ชุดปัจจุบันอย่างมากที่อย่างน้อยมีการดำเนินการตรวจสอบทำให้มีการเก็บข้อมูล ทำให้มีการบันทึกผู้ที่ถูกอุ้มหายทั้ง 9 รายอย่างเป็นทางการ ถือได้ว่าเป็นการคืนความยุติธรรมอย่างหนึ่ง การรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าทั้ง 9 คนถูกอุ้มหายเพียงเพราะเป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง และลบภาพจำผิดๆ ที่ขบวนการข่าวสารซึ่งตนเชื่อว่ามาจากภาครัฐพยายามจะให้ร้ายอ้างเหตุผลอื่นๆ ที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกอุ้มหายและเบี่ยงประเด็นออกจากข้อเท็จจริงดังกล่าว ในการดำเนินการต่อไป คาดหวังว่าทวี สอดส่อง รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการดำเนินการตามพ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย ซึ่งรวมถึงการค้นหาความจริง การเยียวยา การคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและครอบครัว อีกทั้งหวังว่าผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนอื่นๆ ที่ยังคงลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศจนปัจจุบัน จะได้รับความเป็นธรรม และหวังไม่ให้มีผู้ลี้ภัยคนใดถูกบังคับให้สูญหายอีก
สมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าสถานการณ์การบังคับบุคคลให้สูญหายและการทรมานในประเทศไทยนั้นยังคงมีการละเมิดสิทธิฯ เหล่านี้อย่างรุนแรงถึงขนาดที่กฎหมายอาญาทั่วไปนั้นไม่เพียงพอในการดำเนินการ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานกรรมการภายใต้พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กรรมการชุดนี้ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสามคณะ คณะแรกคือ คณะอนุกรรมการการพัฒนากฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ปัจจุบันกำลังดำเนินการร่างระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่และค่าใช้จ่ายอื่น สองคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ปัจจุบันได้ร่างระเบียบที่สำคัญเสร็จแล้ว คือระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟู ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอกระทรวงการคลังเพื่ออนุมัติ หากร่างระเบียบฉบับนี้ได้รับการอนุมัติจะสามารถเยียวยาผู้เสียหายตามกฎหมายฉบับนี้ โดยไม่ผูกพันกับผลคดีว่าจะต้องสิ้นสุด อีกระเบียบหนึ่งที่ได้มีการประกาศใช้แล้วตั้งแต่ 21 กันยายน 2566 ระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับและควบคุม การแจ้งการควบคุมตัว การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว การแจ้งเรื่องกรณีผู้ที่ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตาย และการแจ้งเหตุแห่งคดีให้พนักงานอัยการทราบ จากผลการตรวจสอบของกสม. ในส่วนของการเยียวยารอเพียงกระทรวงการคลังอนุมัติ ตนเชื่อว่าจะมีการอนุมัติระเบียบดังกล่าวเร็วๆ นี้ เพื่อเยียวยาผู้เสียหายต่อไป ในส่วนการสืบสวนสอบสวนหาความจริงเกี่ยวกับผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ในกรณี 9 ราย ได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ ตนมองว่าประเด็นที่น่าจะคืบหน้าที่สุดคือการเยียวยา ในขณะที่การค้นหาความจริงเป็นเรื่องที่หนักใจเนื่องจากข้อมูลมีน้อยมาก และประเทศปลายทางมักไม่ให้ความร่วมมือ
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหายใน 9 กรณี ได้ถามถึงผลหลังจากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาอุ้มหาย ICPPED โดยหวังว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศอันเป็นที่พำนักของผู้ลี้ภัยจนกระทั่งถูกบังคับให้สูญหายจะยอมให้ความร่วมมือมากขึ้น ในส่วนการเยียวยา สิตานันได้ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่ญาติและครอบครัวต้องเผชิญนั้นมีหลายมิติ สำหรับกรณีของตนต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย กำลังกาย กำลังใจในการดำเนินการค้นหาความจริงและเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจ้างทนายความในกัมพูชา การเดินทางไปยังประเทศกัมพูชาเป็นหลักเดือนในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน รวมไปถึงค่ารักษาดูแลสภาพจิตใจ โดยผลกระทบทางจิตใจนั้นส่งผลต่อญาติในระยะยาว ปัจจุบัน 4 ปีแล้ว ยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และหากญาติและครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ทราบชะตากรรมผู้ถูกอุ้มหาย ความเจ็บปวดทรมานจะไม่มีทางจางหายไปได้
พี่สาวของไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง กล่าวถึงความรู้สึกของตนในวันนี้ว่า นับแต่ครอบครัวเราสูญเสียกาสะลองไป ครอบครัวได้แต่เงียบเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ในวันนี้ทำให้มีความหวังอีกครั้งว่าคดีจะมีความคืบหน้ามากขึ้นให้ปรากฏไม่ว่าจะเรื่องการเยียวยา คดีความ และอื่นๆ ขอขอบคุณทุกส่วนและฝากความหวังกับทุกคนในวันนี้
พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ฝากถึงรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมว่ารัฐเป็นที่พึ่งสุดท้ายของญาติและครอบครัว ลำพังศักยภาพของญาติในการเรียกร้องคดีในต่างแดนเป็นเรื่องยาก หากรัฐไม่ช่วยเหลือ จะเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจแก่ญาติ นอกจากนี้ พรพิมลได้ทวงถามว่า ตามพ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายฉบับดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการคดีอุ้มหายทั้ง 9 รายต่อไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ไหมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเรื่องมาดำเนินการต่อ โดยอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตอบว่ารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องดำเนินการและให้ประสานหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด ตนมองว่าหากวิธีการใดเป็นวิธีการดีที่สุดที่จะดำเนินการต่อไปได้กรมสอบสวคดีพิเศษยินดีดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรณีเหล่านี้เป็นกรณีระหว่างประเทศ อย่างน้อยช่องทางการประสานงานผ่านอัยการสูงสุด น่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุด
ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และคนใกล้ชิดวันเฉลิม กล่าวว่าแม้กรณีการอุ้มหายผู้ลี้ภัย 9 กรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีระหว่างประเทศก็ตาม ตนมองว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีศักยภาพเพียงพอ และสามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้ทันทีโดยเริ่มจากการค้นหาความจริงภายในประเทศไทย เริ่มจากการคุยกับญาติและครอบครัว คนใกล้ชิด และพยานบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและสามารถให้ข้อมูลได้ โดยบุคคลเหล่านี้จำนวนไม่น้อยล้วนอยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากกรณีอื่นๆ นอกจาก 9 กรณี ได้เข้ามาร่วมรับฟังในวันดังกล่าว หลายครอบครัวได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความทุกข์ทรมานที่ต้องเผชิญจากการสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัวไปโดยปัจจุบันยังคงไม่ทราบชะตากรรม และหวังว่าอย่างน้อยรัฐจะมีการขอโทษต่อสาธารณะ (Public Apology) เพื่อยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ยุติทัศนคติในการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐ และให้สังคมตระหนักกับปัญหาอาชญากรรมอย่างการอุ้มหาย ไม่ให้เกิดขึ้นกับครอบครัวใดได้อีก อีกทั้งหวังว่ากฎหมายซ้อมทรมาน-อุ้มหาย จะสามารถดำเนินการให้ความยุติธรรมได้ในที่สุด และยังคงรอระเบียบการเยียวยาจากทางภาครัฐทั้งทางร่างกาย จิตใจ เงินเยียวยา และในมิติอื่นๆ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของกรณีการอุ้มหายผู้ลี้ภัยทั้ง 9 รายในประเทศเพื่อนบ้านต่อไปอย่างใกล้ชิด รวมถึงกรณีการอุ้มหายอื่นๆ ในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐไทยจะดำเนินการอย่างเต็มที่และโดยเร็วในการสืบสวนสอบสวน ค้นหาความจริงจนทราบชะตากรรม และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เยียวยาญาติและครอบครัวในทุกมิติ อีกทั้งรัฐบาลปัจจุบันต้องดำเนินการขอโทษต่อสาธารณชน หรือ Public Apology แม้คำขอโทษเหล่านี้จะไม่สามารถหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่น่าเศร้าเสียใจในอดีตได้ แต่เป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในปัจจุบันเพื่อยอมรับผิด ยอมรับว่ามีเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นจริง แสดงถึงความตระหนักรู้ว่าการกระทำของผู้คนในกาลก่อนเป็นเรื่อไงม่ถูกต้อง และยืนยันว่านับจากนี้ต่อไปจะไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/10-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)