เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เครือข่ายครอบครัวผู้สูญหาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ SEA Junction ร่วมจัดงาน “คิดฮอดเด้อ: 4 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มิดซีลี่” เวลา 17.00 – 19.00 น. ณ SEA Junction ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยซึ่งถูกบังคับให้สูญหาย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 ภายในงานมีผู้เข้าร่วมมาร่วมฟังเสวนาเต็มห้องจัดงาน โดยบรรยกาศงานเป็นไปด้วยความหวังแม้ในงานวันนี้สิตานันจะเล่าถึงความรู้สึกของตนในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมมาตลอด 4 ปี ว่าเป็นการต่อสู้ที่มีอุปสรรคมาก แต่ตนจะยังคงขอต่อสู้เพื่อน้องชายต่อไป “สี่ปีที่ผ่านมา เหนื่อยไหมเหนื่อย ท้อไหมท้อ อยากบอกกับวันเฉลิมว่า ต้าร์ รู้ไหมทุกวันนี้ฉันต้องเจอกับอะไร สิ่งที่ต้าร์ทำไว้ให้ ถามว่าเราเหนื่อยไหม เหนื่อยได้ ท้อได้ บ่นได้ ด่าได้ ถามว่าเราจะหยุดไหม ไม่ เราจะไปต่อจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม” สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม กล่าวในเวทีเสวนา

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นด้วยการฉายวิดีโอสัมภาษณ์ครอบครัวผู้สูญหายและมิวสิกวิดีโอ “ลำพัง” วิดีโอประกอบเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวของ 5 ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายรวมถึงกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในวิดีโอสัมภาษณ์ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข อดีตคนสนิทวันเฉลิม กล่าวถึงความรู้สึกของตนหลังเกิดเหตุการณ์ “เราขับเคลื่อนมาสู้มาด้วยกัน ผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเยอะ เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกของสังคมต่างๆ แต่เขาไม่ทันได้เห็น ทั้งๆ ที่อีกแป๊บเดียวก่อนที่เขาจะหาย จะมีคนออกมาลงเต็มถนนไปหมด มีการเลือกตั้ง มีความเปลี่ยนแปลง มีทุกสิ่งที่เขาและเราฝันจะเห็นด้วยกัน” ทั้งนี้ประกายดาวยังคงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม “แต่หวัง เก็บ (ความหวัง) ตรงนี้ไว้ข้างตัวในกระเป๋าไว้เสมอ มันอาจจะสิบปี ยี่สิบปี… สักวันหนึ่งมันอาจจะเปลี่ยนไป ผู้คนก็จะเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามกาลเวลา”
ในเวทีเสวนาวงแรกเป็นการพูดคุยในหัวข้อ อัปเดตคดีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จากการดำเนินการล่าสุด นับจากปี 2566 ถึงปัจจุบัน และการสะท้อนปัญหาระหว่างการเดินทาง 4 ปีเพื่อความยุติธรรมของครอบครัววันเฉลิม โดยมีวิทยากรได้แก่ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และพรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม วงเสวนาดำเนินรายการโดยวิลาสินี ชัยยัง มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม เริ่มวงเสวนาโดยกล่าวถึงความรู้สึกของตนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิตานันเผยว่าเนื่องจากวันเฉลิมเคยทำงานให้กับพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ตนรู้สึกผิดหวังกับพรรคเพื่อไทยจากการที่ทางครอบครัวไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในการแก้ปัญหาหรือคืนความยุติธรรมให้กับวันเฉลิม
ในส่วนของอุปสรรคสำคัญที่ต้องพบเจอระหว่างการออกมาเรียกร้องความยุติธรรม สิตานันมองว่าอุปสรรคแรกสำหรับคนที่ถูกบังคับให้สูญหายและครอบครัวคือ หน่วยงานของรัฐ จากประสบการณ์ของตน ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ในทางกลับกันกลับถูกตีตราจากเจ้าหน้าที่่รัฐว่าเป็นภัยความมั่นคง ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้เสียหาย สิตานันมองว่าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ยากมากสำหรับประชาชนคนธรรมดาทั่วไป แม้ว่าตนจะคิดว่ามีหลักฐานที่เป็นประโยชน์และได้มอบให้กับหน่วยงานรัฐแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ
ในช่วงแรกของการเสวนา พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีของวันเฉลิม ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สิตานันได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีน้องชายตนรวมแล้วกว่าสิบองค์กร และองค์กรหนึ่งไปมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองถึงสามครั้ง นอกจากนี้ระหว่างการต่อสู้เพื่อน้องชาย สิตานันก็ถูกแจ้งความกลับในข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉินจำนวน 2 คดี ระหว่างการไปยื่นเรื่องร้องเรียนเรียกร้องหาความเป็นธรรมให้น้องชายตนเองอีกด้วย เป็นอีกข้อท้าทายที่ต้องเจอในการต่อสู้เรียกร้อง
นอกจากนี้จากความคืบหน้าล่าสุด หลังจากพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 (พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย) บังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2566 สิตานันเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แต่ผ่านมาแล้วหนึ่งปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ล่าสุดหลังจากทนายความทำหนังสือติดตามความคืบหน้าคดี จึงได้รับหนังสือตอบกลับจากอัยการสูงสุดว่า กรมสอบสวนของอัยการได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่สิตานันเคยไปยื่นเรื่องไว้ ได้รับแจ้งว่าไม่มีหน่วยงานใดสามารถยืนยันได้ว่าวันเฉลิมหายตัวไปหรือถูกลักพาตัว นอกจากนี้หนังสือดังกล่าวยังแจ้งว่า ยังคงไม่ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศและรอการพิจารณาจากศาลชั้นต้นที่กรุงพนมเปญ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวให้กำลังใจสิตานันและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกคน และต้องยอมรับว่าการออกมาต่อสู้ของสิตานันและคนใกล้ชิดของวันเฉลิมนั้นช่วยยุติการอุ้มหายผู้ลี้ภัย ทำให้ไม่มีการอุ้มหายผู้ลี้ภัยหลังจากกรณีวันเฉลิมอีก พรเพ็ญมองว่าความยากลำบากของคดีนี้คือมีสองประเทศที่เกี่ยวข้องคือ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาที่มีหน้าที่ เพราะวันเฉลิมเป็นพลเมืองไทย และวันเฉลิมหายไปจากกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่ลงนามเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ช่องว่างที่หายไปในกรณีนี้คือความร่วมมือระหว่างรัฐไทยและรัฐกัมพูชาในการดำเนินการค้นหาความจริงในกรณีวันเฉลิม โดยตนเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นเรื่องที่ง่ายมากหากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตามหากขาดเจตนารมย์ แม้กรณีวันเฉลิมจะมีหลักฐานมากมาย ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองประเทศสรุปได้ว่าวันเฉลิมอยู่ที่กัมพูชาและหายตัวไปจากกัมพูชา
นอกจากนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศกัมพูชาได้เข้าสู่ระบบการทบทวนรายงานสถานการณ์อุ้มหายในประเทศกัมพูชาตามกลไกของอนุสัญญา ICPPED มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่สำคัญคือ ประเทศกัมพูชาให้ข้อมูลว่าจากการสืบสวนสอบสวนของประเทศกัมพูชา ไม่มีการบังคับให้สูญหายจากเจ้าหน้าที่ของประเทศกัมพูชา พรเพ็ญตั้งคำถามว่าหากสามารถสืบสวนสอบสวนได้ชัดเจนเช่นนี้ ผู้กระทำจะเป็นเอกชนรายไหนหรือเจ้าหน้าที่จากรัฐอื่นก็เป็นหน้าที่ของประเทศกัมพูชาที่จะต้องสืบสวนสอบสวนและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้กับญาติที่ได้ร้องเรียนไว้แล้วกับศาลประเทศกัมพูชา
เวทีเสวนาวงที่สองประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ การให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ของประเทศไทย โดย Arnaud Chaltin, Human Rights Officer at OHCHR ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยสมชาย หอมลออ กรรมการภายใต้ พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย และหัวข้อเรื่องรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการตรวจสอบและพิจารณาข้อร้องเรียนกรณีผู้ลี้ภัยไทยในประเทศเพื่อนบ้าน 9 กรณีที่ถูกอุ้มหายและอุ้มฆ่า โดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม วงเสวนาดำเนินรายการโดยนัทธมน ศุภรเวทย์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
Arnaud Chaltin, Human Rights Officer at OHCHR กล่าวว่าการให้สัตยาบันอนุสัญญาอุ้มหาย ICPPED ของประเทศไทยเเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 และจะมีผลหลังการให้สัตยาบัน 30 วัน ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการป้องกันและคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย Arnuad ย้ำว่าการที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาฉบับนี้จะส่งผลให้ประเทศไทยมีข้อผูกพันในการปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว ในส่วนของกรอบกฎหมายอนุสัญญานี้จะส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีกฎหมายภายในประเทศที่กำหนดให้การอุ้มหาย การทรมาน และการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมเป็นความผิดทางอาญา รวมถึงป้องปรามอาชาญากรรมดังกล่าว และการดำเนินการค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ นอกจากนี้อนุสัญญาฯ นี้กำหนดให้รัฐภาคีอย่างประเทศไทยต้องส่งรายงานสถานการณ์อุ้มหายสองปีหลังจากเข้าเป็นรัฐภาคี อีกหนึ่งกลไกที่สำคัญของอนุสัญญาฯ ฉบับนี้คือบทบาทของคณะกรรมการว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหาย (CED) ซึ่งมีอำนาจในการให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐภาคีในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ
สุดท้ายนี้ Arnaud กล่าวถึงการทบทวนรายงานสถานการณ์อุ้มหายในประเทศกัมพูชาตามกลไกของอนุสัญญา ICPPED โดยคณะกรรมการ CED เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรรมการ CED ได้แสดงถึงข้อห่วงกังวลต่อการที่ทางการกัมพูชาออกมาปฏิเสธว่ากรณีวันเฉลิมไม่ใช่กรณีบังคับสูญหายเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐกัมพูชาเกี่ยวข้อง คณะกรรมการ CED ให้ความเห็นว่าประเทศกัมพูชายังล้มเหลวในการสืบสวนอย่างเพียงพอต่อกรณีการอุ้มหายข้ามพรมแดนและเสนอให้ประเทศกัมพูชากระตือรือร้นในการร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค
สมชาย หอมลออ กรรมการภายใต้ พ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นประกอบด้วยอนุกรรมการว่าด้วยการจัดทำกฎระเบียบในการคุ้มครองและเยียวยาเหยื่อ โดยคุณสมชายได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะจากทางคณะกรรมการฯ ในส่วนมาตรการการเยียวยาในรูปแบบตัวเงินว่ารัฐบาลต้องอนุมัติในการเยียวยาในส่วนนี้และผู้เสียหายสามารถรับเงินเยียวยาได้ โดยไม่จำเป็นต้องการอนุมัติจากคำสั่งศาล ทั้งนี้การเยียวยายังครอบคลุมถึงการเยียวยาสภาพจิตใจของผู้เสียหายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คุณสมชายยังได้ให้ความเห็นอีกว่าปัญหาความคืบหน้าในคดีกรณีอุ้มหายอย่างกรณีของนายวันเฉลิมนั้นเป็นไปได้ว่าเกิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจจากรัฐปประหาร ซึ่งทำให้ช่องโหว่ในกระบวนการยุติธรรม
ในส่วนสุดท้าย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีอุ้มหาย 9 ราย โดยพรเพ็ญได้เผยว่าวันที่ 10 มิถุนายน 2567 จะมีการแถลงข่าวรายงานของกสม. ในการตรวจสอบและพิจารณาข้อร้องเรียนกรณีผู้ลี้ภัยไทยในประเทศเพื่อนบ้าน 9 กรณีที่ถูกอุ้มหายและอุ้มฆ่า รายงานฉบับดังกล่าวกสม. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำรายงาน โดยได้ดำเนินการอย่างอิสระในการค้นหาความจริง โดยวันแถลงข่าวนี้ถือเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้เสียหายทั้งหมด แม้ว่าการค้นหาความจริง 9 กรณีของผู้สูญหายจะมีความล่าช้า แต่รายงานฉบับนี้จะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันว่ามีการบังคับให้สูญหายบุคคลทั้ง 9 คน และเป็นกรณีที่เข้าข่ายตามพ.ร.บ. ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย พรเพ็ญย้ำว่ากสม. ควรเปิดเผยรายละเอียดข้อเท็จจริงให้กับสาธารชนทราบ รวมถึงรัฐบาล พรรคการเมือง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
พรเพ็ญยังเชื่อมั่นว่ารายงานฉบับนี้อาจเป็นใบเบิกทางที่สำคัญในการดำเนินการให้พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเยียวยาที่ครอบคลุมตามหลักมาตรฐานสากล นอกจากนี้ พรเพ็ญมองว่ารายงานของกสม.จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เกิดการสืบสวนค้นหาความจริงต่อไป และสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามหลักกระบวนการยุติธรรมได้ในที่สุด

![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/10-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)