ศาลแขวงดุสิต 3 ยกคำร้องขอไต่สวนมูลฟ้องของ 2 นักปกป้องสิทธิ วรชาติ-พรเพ็ญ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์

วันที่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 10.00 น. พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษแขวงดุสิต 3 นัดส่งฟ้อง พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และวรชาติ อหันทริก นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกรณีที่นักกิจกรรมทั้งสองได้เข้าร่วมเสวนาเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2564 ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ที่ผ่านมา ในประเด็นการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย หลังจากนั้น กลับถูกตำรวจแจ้งความกล่าวหา ว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ. ความสะอาด พ.ร.บ. การจราจรทางบก และ พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียง โดยทั้งสองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และปฏิเสธที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำประวัติอาชญากร พนักงานสอบสวนจึงเพิ่มข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2564 กลุ่มโมกหลวงริมน้ำได้จัดเสวนา “1 ปี วันเฉลิมถูกอุ้มหาย-คืนยุติธรรม” บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีการจุดเทียน วางดอกไม้ และเสวนารำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหาย ในกิจกรรมดังกล่าวกลุ่มผู้จัดงานได้เชิญ พรเพ็ญ และวรชาติ ร่วมเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับ (ร่าง) พ.ร.บ. ป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรเพ็ญเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองเรียกร้องให้เป็นกฎหมายมาตลอด

และในวันนี้ 2 นักสิทธิ ได้เตรียมคำร้องขอไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า คำฟ้องดังกล่าว ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน และการฟ้องดังกล่าวเป็นการฟ้องเพื่อปิดปากประชาชน

ในวันนี้ศาลรับฟ้องของโจทก์ และมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว แต่ให้สาบานตน และให้ 2 นักสิทธิมาตามนัดศาลทุกนัด โดยศาลยังสั่งเพิ่มเติมอีกว่า คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏเหตุสมควรที่จะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง ให้ยกคำร้องตามวิอาญา ม.162(2) ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง 2497 ม.4 และศาลได้นัดพร้อม 2 นักปกติสิทธิอีกครั้ง วันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น. ที่ศาลแขวงดุสิต 3

คำสั่งไม่ไต่สวนมูลฟ้องในวันนี้ทำให้เรามีสถานะจากผู้ใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมรวมกลุ่มกันเป็นจำเลยของรัฐไปโดยไม่เป็นธรรม

เราเชื่อว่าหากศาลไต่สวนมูลฟ้องของสำนวนอัยการคดีเราทั้งสองจะได้รับความเป็นธรรม เพราะคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะใดใด” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติกล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอให้สื่อมวลชน และสาธารณชน ร่วมกันติดตามการดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิทั้งสองเพื่อจับตาการที่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา และเจ้าหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งมูลนิธิฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่ได้สัดส่วน และเกินสมควรแก่เหตุต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เพียงออกมาใช้สิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกของตนในการให้ความรู้ และเรียกร้องให้เกิดกฎหมายที่จะคุ้มครองประชาชนทุกคนจากการซ้อมทรมาน และบังคับสูญหายเท่านั้น