ย้อนกลับไปเมื่อเวลา 22:00 น ของวันที่ 11 กันยายน 2021 ที่ผ่านมา บริเวณทางลัดใต้ทางด่วนดินแดง พนักงานสาว 2 คนขี่รถจักรยานยนต์มาเส้นทางที่กลับบ้านทุกวัน อีกไม่ไกลจะถึงหอพัก แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เหมือนเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนเข้ากระชับ และใช้ยุทธวิธีควบคุมมวลชนกับเธอโดยที่เธอตั้งตัวไม่ทัน

เมื่อเห็นการผ่านมากว่า 1 เดือนรอยบาดแผลที่ศีรษะและเนื้อตัวเริ่มจางลงแต่ได้ทิ้งบาดแผลทางใจไว้

หลังเกิดเหตุ 2 สาวไปแจ้งความกับพี่ ที่ สน. ดินแดง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่มีหน้าที่โดยตรง แค่ลงบันทึกประจำวัน และให้ไปยื่นหนังสือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนถึงขณะนี้คดียังไม่เดินหน้า

หากพิจารณาตามตั้งพระราชบัญญัติป้องกัน และตามปราบปรามการทรมาน ตามที่คณะกรรมาธิการที่สามัญพิจารณาอยู่ทั้ง 4 ด้านซึ่งมีการกำหนดความผิดฐานทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือสถานการณ์พิเศษไม่สามารถนำให้ทำผิดได้

“แม้นว่าจะไม่ถึงขั้นบาดเจ็บทางด้านร่างกายอย่างสาหัส แต่จิตใจเราอาจจะได้รับการกระทบกระเทือน ก็เข้าข่ายการทรมานด้วย กฎหมายฉบับนี้จะต้องมีมาตรฐานสากลที่สูงขึ้นกว่ากฎหมายไทยปกติ เพราะเป็นเรื่องกฎหมายการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายละเมิดศักดิ์ศรีทำเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่เรา มีความคาดหวังจะต้องคุ้มครองปกป้องสิทธิของเราถูกไหมคะ แต่เรามาถูกทำร้ายแล้วถึงขนาดมีภาวะตกใจ ความเป็นผู้หญิงความเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ หรือนั้นแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชุมนุมก็ตามเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำร้ายเราแบบนี้”

อีกทั้งในเรื่องของกรรมาธิการกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิ่งร้องทุกข์เข้าถึงความเป็นธรรมให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

“พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเขียนไว้ด้วยเรื่องการรับผิดของผู้บังคับบัญชาซึ่งก็จะต้องผลัดภาระอาการพิสูจน์ไปที่ผู้บังคับบัญชาว่า เขาไม่มีส่วนสั่งการเขาไม่ได้อนุญาตให้ทำนะคะ หรือว่าเขาไม่มีส่วนรับรู้นะคะแต่ถึงกันนั้นก็ตามการเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงว่าคนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตัวเองอ่ะได้เป็นการทำอะไรที่มันผิดกฎหมายเกินกว่าเหตุ”

ด้านพระราชบัญญัตินี้จะทำหน้าที่ในการป้องปรามกำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้คำนึงถึงสิทธิพลเมืองมากขึ้นในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตในร่างกายของบุคคลโดยไม่เลือกปฏิบัติ