View Thai version: 2011_04_27_ใบแจ้งข่าว_คดีผู้บริโภค บุคคลสาบสูญเรียกร้องสิทธิจากสหกรณ์ครูยะลา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 25 เมษายน  2554

เผยแพร่ครั้งที่สองวันที่ 27 เมษายน 2554

ใบแจ้งข่าว 

ศาลจังหวัดยะลานัดไกล่เกลี่ยคดีคุ้มครองผู้บริโภค

กรณีสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลา ภารโรงของโรงเรียนบ้านบางลางสาบสูญ

                ในวันที่ 29 เมษายน 2554 เวลา 9.00 น ศาลจังหวัดยะลานัดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีผู้บริโภค คดีหมายเลขดำที่ ผบ.39/2554 ระหว่างครอบครัวผู้สูญหายกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลา  โดยนางซูมาอีเด๊าะ มะรานอและบุตรชายทั้งสองของนายมะยาเต็ง มะรานอ ได้ยื่นฟ้องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลาต่อศาลจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 คู่ความทั้งสองฝ่ายพร้อมทนายความจะได้มาตกลงกันก่อนในเบื้องต้น แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็อาจจะนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งหรือศาลจะพิจารณาเพื่อกำหนดนัดสืบพยานต่อไป

           มูลเหตุของการฟ้องคดีผู้บริโภคในครั้งนี้เพื่อเรียกร้องเงินจากกองทุนสงเคราะห์สมาชิกผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ ในกรณีที่นายมะยาเต็งเป็นผู้สาบสูญให้ได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์เฉกเช่นผู้เสียชีวิต  เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ศาลจังหวัดยะลาได้มีคำสั่งให้นายมะยะเต็งเป็นบุคคลสาบสูญ และนายมะยาเต็งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลาแต่กลับไม่ได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์สมาชิกดังกล่าว เพราะคณะกรรมการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลาได้มีมติให้นายมะยาเต็งพ้นจากการเป็นสมาชิกก่อนจะครบเงื่อนเวลาที่ศาลจะสามารถมีคำสั่งให้นายมะยะเต็งเป็นบุคคลสาบสูญได้   ทั้งนี้ระเบียบของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลาได้ให้สิทธิในการรับผลประโยชน์กรณีผู้สาบสูญเช่นเดียวกับผู้เสียชีวิต  หากได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมาทางครอบครัวมะรานอก็จะสามารถชำระหนี้ที่มีอยู่กับสหกรณ์ได้หมด   ตามวัตถุประสงค์เพื่อประกันการชำระหนี้ของบรรดาสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลา แต่ปัจจุบันกลับต้องรับภาระใช้หนี้ที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยะลาจำนวนหลายแสนบาท  โดยเพื่อนครูที่ช่วยค้ำประกันต้องมารับภาระดังกล่าวเนื่องจากครอบครัวของนายมะยาเต็งยากจนจึงไม่มีเงินที่จะชำระหนี้ได้  ยังความเสียหายและความกังวลต่อครอบครัวผู้ค้ำประกันและครอบครัวผู้สาบสูญเป็นอย่างมากมาเป็นเวลาหลายปีนับแต่สหกรณ์ฯ บังคับชำระหนี้เอากับผู้ค้ำทั้ง 4 คน

           คดีนี้นับว่าเป็นคดีแรกที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นครอบครัวของผู้สาบสูญในจังหวัดชายแดนใต้ต้องพึ่งอำนาจศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม   เนื่องจากกฎระเบียบและดุลพินิจของหน่วยงานที่อาจเกี่ยวข้องกับกรณีคนหายหรือบุคคลสาบสูญแสดงให้เห็นว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับให้บุคคลสูญหายซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุด    ไม่เพียงแต่ประเทศไทยยังไม่กฎหมายที่รับรองว่าการบังคับให้บุคคลหายไปเป็นอาชญกรรมที่ผิดกฎหมาย สังคมไทยยังไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อครอบครัวไม่ว่าจะเป็นในด้านจิตใจ ด้านการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน การจัดสรรมรดก หนี้สิ้น ก็สร้างความยุ่งยากและซับซ้อนให้กับครอบครัวบุคคลสูญหายเป็นอย่างมาก    

ข้อมูลเพิ่มเติม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  เบอร์ติดต่อ 02-693-4939