ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

บันทึกการไต่สวนการตายกรณีตากใบ

0

เอกสารชุดนี้เป็นบันทึกการสังเกตการณ์เบื้องต้นของคดีชันสูตรพลิกศพ “เหตุการณ์ตากใบ” เป็นการไต่สวนการตาย   ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 คดีดำหมายเลข ช. 2/2548 ระหว่างอัยการจังหวัดปัตตานี กับญาติผู้เสียชีวิตรวม 78 คน เพื่อให้ศาลไต่สวนว่าผู้ตายคือใคร เหตุ และพฤติการณ์ที่ตายคืออะไร ใครทำให้ตาย

โดยต่อมาอัยการจังหวัดปัตตานีได้ขอให้โอนการพิจารณามาที่ศาลกรุงเทพฯ แต่มีการคัดค้านว่าผู้เสียหายมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดนราธิวาส ศาลจึงได้อนุญาตให้โอนการพิจารณามาที่ศาลสงขลาเป็นคดีหมายเลข ช 16/2548 และได้ฝากประเด็นมาสืบที่ศาลจังหวัดนนทบุรี สำหรับพยานที่เกี่ยวข้องกับนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์ในวันที่ 3, 4, 5 และ 10 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา  โดยจะมีการไต่สวนการตายจากพยานทั้งฝ่ายผู้ร้อง (อัยการจังหวัดปัตตานี) และฝ่ายผู้ค้าน (ญาติผู้เสียชีวิต) ที่ศาลจังหวัดสงขลา

Loader Loading...
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

เปิดคำสั่งศาลคดีไต่สวนการตายกรณีตากใบ ผู้ตายทั้ง 78 คนขาดอากาศหายใจ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน

0

เปิดคำสั่งศาลคดีไต่สวนการตาย กรณีตากใบ ผู้ตายทั้งเจ็ดสิบแปดขาดอากาศหายใจ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

วันนี้ (วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552) ศาลจังหวัดสงขลาอ่านคำสั่งคดี ช. 16/2548 ได้ความสรุปจากคำสั่ง รวม 16 หน้า ได้ใจความสำคัญโดยย่อดังนี้

“พยานผู้ร้องทั้งแปดได้ร่วมกันทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งเจ็บสิบแปดที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร (ระบุว่าแพทย์ท่านใด ชันสูตรพลิกศพใด) พบว่า ผู้ตายทั้ง 78 ถึงแก่ความตาย เนื่องจากขาดอากาศหายใจ

โดยมีพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันสนับสนุน เห็นว่า พยานผู้ร้องทั้งสิบห้าต่างได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่พบเห็นในวันเกิดเหตุทั้งก่อน ขณะและเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน แม้ผู้ร้องซักถามได้นำสืบในทำนองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวบางคนเป็นผู้ที่เข้าไปดูการชุมนุม การสลายการชุมนุม และการควบคุมผู้ร่วมชุมนุมเดินทางเคลื่อนย้ายไปที่ค่ายอิงคยุทธฯ ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และวิธีการในการสลายการชุมนุม

การเคลื่อนย้ายผู้ร่วมชุมนุมไปค่ายอิงคยุทธบริหาร ใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าปกติ แต่เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกปัจจุบันทันด่วนในวันเกิดเหตุ กลุ่มผู้ร่วมชุมนุมที่มีจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนซึ่งร่วมชุมนุมกันในบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบอันมีพื้นที่จำกัด และบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ใกล้พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ประกอบกับการสลายการชุมนุมเสร็จสิ้นลงในเวลาค่ำ รถยนต์บรรทุกที่ใช้เคลื่อนย้ายผู้ร่วมชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ที่ทางราชการสามารถจัดหาได้ในท้องที่เกิดเหตุในขณะนั้น ระยะทางจากหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบไปยังค่ายอิงคยุทธฯ ห่างไกลกัน สภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางกับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นขัดขวางต่อการเดินทาง

ดังนี้ หากมิได้ควบคุมเคลื่อนย้ายผู้ร่วมชุมนมออกจากบริเวณที่เกิดเหตุโดยเร็ว อาจจะเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ขึ้นอีก จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องรีบดำเนินการดังกล่าวในทันทีอย่างต่อเนื่อง พยานหลักฐานของผู้ร้องซักถามจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

“ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเข้าสลายการชุมนุม และควบคุมผู้ที่ร่วมชุมนุมนำตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตามความจำเป็นแห่งสภาพการณ์เท่าที่เอื้ออำนวยให้ได้ในขณะนั้น อันเป็นการปฎิบัติการตามหน้าที่

แม้ปรากฎตามภาพเหตุการณ์ที่ได้จากแผ่นบันทึกภาพ (VCD) ว่าบุคคลที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการสลายการชุมนุมบางคนทำร้ายผู้ร่วมชุมนุมขณะที่เข้าสลายการชุมนุมก็ตาม เชื่อว่าเป็นการกระทำของบุคคลดังกล่าวในทันทีทันใดโดยพลการ

เมื่อไม่ปรากฎว่าหลังจากที่ผู้ตายทั้งเจ็บสิบแปด และผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถยนต์บรรทุกนำส่งค่ายอิงคยุทธบริหารจนแล้วเสร็จ ได้มีการกระทำต่อผู้ตายเจ็ดสิบแปดหรือผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัว หรือเกิดเหตุร้ายอย่างอื่นกับผู้ตายทั้งเจ็ดสิบแปดหรือผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวอีก

การที่ผู้ตายทั้งเจ็ดสิบแปดถึงแก่ความตายในระหว่างการควบคุมเคลื่อนย้ายเพื่อนำส่งค่ายอิงคยุทธฯ จึงถึงได้ว่าผู้ตายทั้งเจ็ดสิบแปดถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อาศัยเหตุผลดังวินิจฉัยมาจึงมีคำสั่งว่า ผู้ตาย (ระบุชื่อ 78 รายชื่อ) ทั้งเจ็บสิบแปดตายที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 เหตุ และพฤติการณ์ที่ตายคือ ผู้ตายทั้งเจ็ดสิบแปดขาดอากาศหายใจ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

นายยิ่งยศ ตันอรชร, นางสาวจุฑารัตน์ สันติเสวี
ผู้พิพากษา

บันทึก โดย โครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Tel. 02-6934939[:]

เปิดตัวหนังสือ อาเยาะ คือนอ อีฆะ (พ่อถูกจับ)

0

ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานเปิดตัวหนังสือ อาเยาะ คือนอ อีฆะ (พ่อถูกจับ) จัดโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับบ้านอาสาเพื่อเด็กและเยาวชน วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2552 เวลา 9.00-13.00 น. ณ วิทยาลัยอิสลาม มอ.ปัตตานี

9.00 ลงทะเบียน
9.10 – 9.15 กล่าวรายงานการจัดกิจกรรมฯ
9.15 – 9.45 กล่าวเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ อาเยาะ คือนอ อีฆะ (พ่อถูกจับ) โดยนายอับดุลเลาะห์ อับรู วิทยาลัยอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
9.15 – 10.15 แนะนำหนังสือ โดย
     1.
ศรินธร รัตน์เจริญขจร
     2. มันฑนา แท่นบำรุง บ้านอาสาเด็กและเยาวชน
     3. ซูฮัยนี ลงซา กลุ่มผู้หญิงกับสันติภาพ
     4. ตัวแทนครอบครัวผู้ต้องขัง
วิจารณ์หนังสือโดย มูฮำมัดอายุบ ปาทาน ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

10.15 – 12.00 เสวนา แนวทางการแก้ไขปัญหาและผลกระทบต่อครอบครัวผู้ถูก กล่าวหาคดีความมั่นคงฯ โดย
     1. แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา กรมสุขภาพจิตที่ 15
     2. นายอุทัย ศรีสังข์ นักวิชาการยุติธรรม ศอบต.
     3. พันเอกวัฒนา กรมขันธ์ กอรมน. ภาค 4
     4.
นายอับดุลอาซีส ตาเดอินทร์ สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย
     5.
ตัวแทนตำรวจ จ.ปัตตานี
     6.
นายอนุกูล อาแวปูเตะ ศูนย์ทนายความมุสลิม จังหวัดปัตตานี
     7.
ดำเนินรายการโดย นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์

12.00 – 12.10 กล่าวสรุปและปิดงานโดยตัวแทน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
12.30 ครอบครัวฯ รับประทานอาหารร่วมกัน กับผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งจากภาครัฐ และเอกชน

หมายเหตุ หนังสือจำหน่ายในราคาเล่มละ 100 บาทรายได้บริจาคให้กับกองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม โดยไม่หักค่าใช้จ่าย หนังสือมีวางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ผู้จัดจำหน่าย โดย บริษัท เคล็ดไทย

ดาวน์โหลดหนังสือ อาเยาะ คือนอ อีฆะ (พ่อถูกจับ) ได้ที่นี่

องค์กรภาคประชาสังคม ประณามการลอบสังหารนักกิจกรรมสตรี ขอพื้นที่นักกิจกรรมที่ยึดแนวทางสันติวิธี

0
[:th]ไลลา เป๊าะอีแตดาโอ๊ะ[:]

แถลงการณ์ร่วม องค์กรภาคประชาสังคม ประณามการลอบสังหารนักกิจกรรมสตรี ขอพื้นที่นักกิจกรรมที่ยึดแนวทางสันติวิธีร่วมแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ชีวิตทุกชีวิตต้องไม่ถูกประหัตประหารจากทุกฝ่าย ร่วมกันยุติวงจรแห่งความรุนแรง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 นาง ไลลา เป๊าะอีแตดาโอ๊ะ นักกิจกรรมด้านสิทธิสตรี ถูกลอบยิงพร้อมกับน้องสาวได้รับบาดเจ็บ และต่อมานาง ไลลา เป๊าะอีแตดาโอ๊ะ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552 เหตุลอบยิงเกิดขึ้นในเวลากลางวันในพื้นที่ ต. กรงปินัง อ. กรงปินัง จ. ยะลา ขณะทั้งสองคนขับรถจักรยานยนต์ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าตามปกติ

สำหรับนางไลลา มีบุตรหญิงชายจำนวน 3 คน อายุระหว่าง 8 -15 ปี โดยสามีของนางไลลาถูกยิงเสียชีวิตในพื้นที่กรงปีนัง เมื่อปี พ.ศ. 2549 ครอบครัวเป๊าะอีแตดาโอ๊ะ สูญเสียสมาชิกในครอบครัวจากเหตุการณ์ลอบสังหารในครั้งนี้เป็นบุคคลที่ 4 โดยคนแรกเป็นลูกชายคนโต ขณะที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2547 มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และต่อมาลูกชายคนที่สอง ขณะที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2549 มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครหมู่บ้าน

ต่อมาสามีของนางไลลา ก็ถูกยิงเสียชีวิตขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐ เมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2549 นอกจากนางไลลาแล้ว ครอบครัวเป๊าะอีแตดาโอ๊ะ มีบุตรสาวอีกสามคน ที่ทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือกับสตรี และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนได้ทุ่มเทในการทำงานอย่างหนักเพื่อยุติความรุนแรงตามแนวทางสันติวิธี และเปิดพื้นที่อิสระให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะสตรี เด็ก และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมีผลงานเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานราชการ และภาคประชาสังคมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เช่น การจัดตั้งกลุ่มผู้หญิงกับสันติภาพ และ กลุ่มลูกเหรียงที่ได้รับรางวัล “พลเมืองคนกล้า” จาก มูลนิธิศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งบุตรสาวอีกคนของครอบครัว ได้รับคัดเลือกเป็นสตรีดีเด่นของ อ. กรงปินัง จ. ยะลา เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคมประจำปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ดี นางไลลา และน้องสาวอีกสามคน และสมาชิกในครอบครัวแม้แต่เด็ก และคนชราก็มักถูกติดตาม และข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แต่ทุกคนก็มิได้ย่อท้อในการทำความดีเพื่อสังคม องค์กรภาคประชาสังคมตามแนบท้ายนี้ขอประนามการกระทำที่โหดร้ายการประทุษร้ายต่อทุกชีวิต และรู้สึกเศร้าสลดต่อเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยเฉพาะยิ่งเป็นการใช้ความรุนแรงประหัตประหารชีวิตสตรีนักกิจกรรมที่ยึดหลักแนวทางสันติวิธี สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมกับคนที่ทำงานเพื่อสังคม และกับเด็กกำพร้าที่ต้องได้รับผลกระทบ

สิ่งนี้สะท้อนภาพรวมในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ว่าหลักมุนษยธรรมในพื้นที่นี้ได้สูญหายไป เราทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อบุคคลในครอบครัว รวมถึงญาติมิตรของผู้เสียชีวิต และขอเรียกร้องต่อรัฐบาล รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดังนี้

1. ให้มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ให้มีการคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ครอบครัวเป๊าะอีแตดาโอ๊ะได้ถูกข่มขู่คุกคามมาแล้วอย่างต่อเนื่องโดยได้เคยแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไว้ด้วยแล้วนั้น

2. รัฐต้องหามาตรการในการคุ้มครองนักกิจกรรม คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่ยึดแนวทางสันติวิธี เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากการใช้อาวุธประหัตประหารกันและการข่มขู่คุกคามจากกองกำลังทุกฝ่าย

3. ขอให้ทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ของนักกิจกรรมที่มีแนวทางสันติวิธี ให้มีพื้นที่อิสระของประชาชนเพื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงทางอาวุธและความรุนแรงเชิงโครงสร้างในทุกรูปแบบ ชีวิตทุกชีวิตต้องไม่ถูกประหัตประหารจากทุกฝ่ายและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันยุติวงจรแห่งความรุนแรง

องค์กรร่วมลงนาม

1. คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
2. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
3. กลุ่มบุหงาศานติ
4. กลุ่ม Food not Bomb
5. บ้านอาสาเพื่อเด็กและเยาวชน
6. สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย
7. โครงการสื่อสันติภาพเพื่อลดความรุนแรง
8. กลุ่มผู้หญิงกับสันติภาพ
9. ศูนย์ทนายความมุสลิม
10. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน และการพัฒนา (มสพ.)
11. มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

– โครงการเข้าถึงความยุติธรรม และการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Tel. 086-7093000
– คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ Tel. 084-7280350

องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมเปิดอบรมนักกิจกรรม เพื่อความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการปกครองโดยหลักนิติธรรม

0

องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมเปิดอบรมนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่ สามอาทิตย์ เน้นทั้งทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ เพื่อความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการปกครองโดยหลักนิติธรรม

สถาบันเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซีย, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกันจัด “โครงการการอบรม ความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการปกครองโดยหลักนิติธรรม ทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 8 – 29 มีนาคม 2552 สถานที่ฝึกอบรม ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ

โดยมีเป้าหมายการอบรม: เพื่อให้นักกิจกรรมรุ่นใหม่มีโอกาสทบทวนและตริตรองเกี่ยวกับกรอบการทำกิจกรรมเรื่องความยุติธรรมทางสังคม จนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน อีกทั้งให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับแนวความคิดประชาธิปไตย อำนาจ อัตลักษณ์ และการเสริมสร้างอำนาจ และเพื่อเรียนรู้ทักษะในการเพิ่มประสิทธิผลของงานรณรงค์ โดยคณะวิทยากรประกอบด้วยนักวิชาการจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศไทย รวมทั้งนักกิจกรรมในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นเฉพาะด้าน

คุณสมบัติของผู้เข้าการอบรม มีอายุระหว่าง 20-35 ปี โดยประมาณ สามารถในการอ่าน เขียนภาษาไทยได้คล่อง คิดว่าตนเองเป็นนักกิจกรรม นักกฎหมายรุ่นใหม่ ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือสมาชิกกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ เช่น ผู้นำแรงงาน คนงานพลัดถิ่น คนพื้นเมือง เป็นต้น มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างน้อยหนึ่งปีในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์ ความยุติธรรมทางสังคม การพัฒนาทางสังคม สิทธิมนุษยชน หรือประเด็นที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญต้องสามารถเข้าร่วมการอบรมได้ตลอดสามสัปดาห์(ผู้เข้าร่วมการอบรมไม่ครบทั้งสามสัปดาห์จะไม่มีสิทธิได้รับประสิทธิบัตร)

ถ้าคุณคิดว่าคุณน่าจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการอบรมจำนวน 25 คน ขอให้ปฏิบัติตามนี้

1. โปรดอ่านรายละเอียดและเป้าหมายการอบรมให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง
2. ถ้าสนใจและทบทวนแล้วว่าองค์กรหรือหน่วยงานของตนจะอนุญาตให้เข้าอบรมติดต่อกัน “สามอาทิตย์”
3. โปรดตอบคำถามในแบบฟอร์มใบสมัครทุกข้ออย่างละเอียด เพราะจะทำให้เราและคุณจะได้รู้จักกันมากขึ้น
4. ให้ส่งจดหมายรับรองและแนะนำตัว (Recommendation) จากองค์กรที่ท่านสังกัดพร้อมกับแบบฟอร์มที่กรอกข้อมูลโดยสมบูรณ์แล้ว

ยินดีที่จะได้พบกันค่ะ/ครับ
จากทีมงานโครงการอบรมความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการปกครองโดยหลักนิติธรรม

โปรดส่งแบบฟอร์มฉบับนี้และจดหมายรับรองมาให้เร็วที่สุด ภายใน 9 มกราคม 2552
อีเมล์ info@aihr.info หรือ โทรสาร 02 275 3954
ติดต่อ ผู้ประสานงาน: นางสาวอรยา ไกรนิรากุล หมายเลข 02-693-4939

การต่อสู้ของคนธรรมดา กับ 16 เดือนแห่งการทวงถามความยุติธรรมให้อัสอารี สะมาแอ โดย เลขา เกลี้ยงเกลา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิสรา

0

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรากลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความมุสลิม ได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงน้ำชาที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางคดี และค่าธรรมเนียมศาลให้กับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยื่นฟ้องคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในวันนั้นมีการเปิดเวทีเสวนาเล็กๆ เรื่อง “4 ปีการต่อสู้ กับกระบวนการยุติธรรมไทย” ด้วย และหัวข้อหลักที่บนเวทีพูดถึงกันอย่างกว้างขวางก็คือ การเสียชีวิตของ นายอัสอารี สะมาแอ อายุ 27 ปี ชาว อ.ยะหา จ.ยะลา

อัสอารี เคยทำงานรับจ้างอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมพร้อมเพื่อนอีก 4 คนโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2550 ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันกับการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลาต่อมาปรากฏว่า อัสอารีเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้พบศพเขาที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ หรือเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ยื่นสำนวนต่อพนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลให้ “ไต่สวนการตาย” แต่บันทึกประจำวันในเบื้องต้นของตำรวจเกี่ยวกับชะตากรรมของอัสอารีมีเพียงว่า “มีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา พบชายไทยไม่ทราบชื่อเสียชีวิตอยู่บนเตียงคนไข้ วันเวลาเสียชีวิต 22 ก.ค. 2550 เวลา 15.00 น. โดยไม่ทราบสาเหตุ”

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนและเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดยะลา เป็นคดี ช.0998 ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2550 แต่อัยการก็ยังไม่ได้เรียกญาติ โดยเฉพาะ นางแบเดาะ สะมาแอ มารดาของอัสอารี เข้าร้องคัดค้านในคดีไต่สวนการตายแต่อย่างใด

16 เดือนที่ผ่านมา นางแบเดาะได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งศูนย์ปฏิบัติการเยียวยาฯ จ.ยะลา กรมคุ้มครองสิท ธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แต่ทุกหน่วยปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือแม้แต่ค่าเยียวยาขั้นต้นเหตุผลของหน่วยงานเหล่านั้นก็คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนายปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้อาวุธทุกประการ แต่ผู้ถูกควบคุมตัวมีการใช้อาวุธ และขัดขืนการจับกุม ทั้งยังพยายามหลบหนี จึงมีการต่อสู้กัน

ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บ อัสอารีหกล้มศีรษะฟาดพื้น กระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังต้องผิดหวังซ้ำซากเรื่องความช่วยเหลือ นางแบเดาะจึงตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 403/2551 เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2551 เรียกค่าเสียหายจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดฐานละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เป็นเงิน 1,306,487 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีพร้อมกันนั้น

นางแบเดาะยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา และยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลด้วย แต่ศาลได้สั่งยกคำร้องในเวลาต่อมา เนื่องจากเห็นว่า นางแบเดาะมีรายได้จากสวนยางพารา 6 ไร่ มีรายจ่ายของลูกคนที่ 4-6 เดือนละ 5,000 บาท ลูกคนที่ 7-9 มีค่าใช้จ่ายคนละ 30 บาทต่อวัน รวมประมาณเดือนละ 6,800 บาท น่าเชื่อว่านางแบเดาะมีรายได้มากกว่าที่อ้าง และคำเบิกความยังบอกว่าสามารถกู้ยืมเงินจากเพื่อน และธนาคารได้ จึงน่าจะมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล

นางแบเดาะได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2551 อัยการของจำเลยที่ 1-3 ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านอุทธรณ์ เพื่อไม่ให้ศาลรับคำร้องและดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่นางแบเดาะนายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความที่ดูแลคดีของนางแบเดาะ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติหรือระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ และไต่สวนการตาย

แต่กรณีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนการตาย ถือเป็นการละเลยต่อกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นอย่างชัดเจนนอกจากนั้น ครอบครัวของอัสอารีก็ไม่ได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานใดๆ ของรัฐมาก่อน ทั้งที่โดยหลักแล้วยิ่งญาติแจ้งว่าการเสียชีวิตอาจจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายรัฐยิ่งต้องเร่งให้การเยียวยาและสร้างความเข้าใจอย่างเร่งด่วน

“เมื่อการช่วยเหลือของรัฐไม่มีความคืบหน้า แม่ของอัสอารีก็ต้องฟ้องให้เป็นคดีตัวอย่างเพื่อให้สังคมได้รับรู้ เหมือนที่ชาว อ.จะนะ จ.สงขลา ฟ้องคัดค้านการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย” “แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเรื่องค่าธรรมเนียมศาลในอัตราร้อยละ 2 ของทุนที่ยื่นฟ้อง โดยนางแบเดาะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,306,487 บาท ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลประมาณ 3 หมื่นบาท แต่ศาลยกคำร้องที่ขอยื่นฟ้องอย่างคนอนาถา เพราะศาลเชื่อว่านางแบเดาะยังมีกำลังจ่ายค่าธรรมเนียมศาลได้ ทั้งที่ทุกวันนี้นางไม่มีเงินใช้หนี้ที่เหลือกับ ธกส.เนื่องจากลูกชายคนโตของนางคืออัสอารี ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยทำงานหาเงินได้เสียชีวิตไปแล้ว

“ทนายรัษฎา กล่าวด้วยเหตุนี้ กิจกรรมเล็กๆ อย่างการจัดเลี้ยงน้ำชาเมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาจึงเกิดขึ้น เพื่อหาทุนรอนช่วยเหลือนางแบเดาะโดยการรวบรวมเงินบริจาคเป็นค่าธรรมเนียมศาล เพื่อไขว่คว้าหาความเป็นธรรมให้ลูกชายต่อไปนางแบเดาะ แม่ของอัสอารี มีบุตรรวมทั้งสิ้น 8 คน ยังอยู่ในวัยเรียน 7 คน นางมีอาชีพทำสวนยางพาราซึ่งเป็นสวนของตนเองจำนวน 6 ไร่ และต้องเผชิญกับโรคเบาหวานที่กำลังรุมเร้าพ่อของอัสอารีอายุ 62 ปี สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดะวะฮฺ (ออกเผยแผ่ศาสนาไปตามมัสยิดต่างๆ) ทำให้นางแบเดาะต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังเมื่อตอนที่อัสอารียังมีชีวิต ครอบครัวของนางไม่ลำบากมากนัก เพราะอัสอารีในฐานะลูกชายคนโตจะส่งเงินจากการทำงานรับจ้างที่หาดใหญ่ให้นางเดือนละ 4,000 บาท แต่เมื่อลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว นางจึงเหลือรายได้จากการกรีดยางเพียงอย่างเดียว และเมื่อราคายางตกต่ำเช่นนี้ รายได้จึงไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน

“ตอนที่อัสอารียังอยู่ เขาเรียนชั้นปี 3 เอกภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาบอกเสมอว่าแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เขาเรียนใกล้จบแล้ว จะไปเป็นครู ทำให้ฉันมีกำลังใจ เขาช่วยส่งเงินที่ทำงานมาให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านตลอด ตั้งแต่เห็นศพลูกในวันนั้นฉันรู้สึกท้อและหมดกำลังใจ เพราะต้องดูแลลูกที่เหลือทั้งหมดเพียงคนเดียว ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหนก็ไม่ได้ ทำให้ท้อเพิ่มขึ้นไปอีก”

แม่ของอัสอารี กล่าวจากหัวใจดวงช้ำแต่งานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นโดยองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหาเงินช่วยเหลือนางและครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน ทำให้นางปลาบปลื้มจนแทบจะเอ่ยอะไรไม่ถูก“ฉันบอกลูกทุกคนเสมอว่า แม้แม่จะเหนื่อยและท้ออย่างไร แต่ก็ยังมีคนให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง อย่างทนายของศูนย์ทนายความมุสลิม ฉะนั้นขอให้ลูกตั้งใจเรียน อย่าเกเร”เป็นคำบอกเล่าของนางแบเดาะ ที่วันนี้มีเพียงอนาคตของลูกๆ ที่ยังเหลือ และการต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกชายคนโตเท่านั้นที่พอจะเป็นความหวังในแต่ละวันอันแสนมืดมนก็ได้แต่หวังว่าความยุติธรรมจะไม่เดินช้าจนเกินไป… 2008_11_20_-isranews_an-ordinary-mother_calls-for-justice-of-her-son_with-pic