ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สถานการณ์การซ้อมทรมาน 1 ปี หลังไทยลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน

0

แถลงการณ์ สถานการณ์การซ้อมทรมาน และการปฎิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม 1 ปี หลังประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ประสบการณ์จริงภายใต้กฎอัยการศึก และ พรก. ฉุกเฉินในสามจังหวัดภาคใต้

ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และในวันนี้จะครบรอบ 1 ปีที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับต่อประเทศไทย ในระยะเวลาหนึ่งปี สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด รวมทั้งการลงโทษอย่างโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ยังคงมีสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษชน

โดยเฉพาะในเรื่องการซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กฎหมายพิเศษได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ให้ทหารและตำรวจมีอำนาจมากมายในการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และเพื่อการสร้างความสงบด้วยการปราบปรามผู้ต้องสงสัยก่อเหตุร้ายอย่างต่อเนื่อง

จากรายงานล่าสุดของศูนย์ทนายความมุสลิม ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2551- เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 มีเรื่องร้องเรียนจำนวนกว่า 50 กรณีที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการทำร้ายร่างกาย และซ้อมทรมานหรือปฎิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพ ซัดทอด หรือให้ข้อมูล ทั้งเพื่อใช้ในการขยายผลการจับกุม และการใช้ในการกล่าวโทษเพื่อตั้งข้อหาดำเนินคดีกับผู้ถูกควบคุมตัวดังกล่าว

แม้คำสารภาพ และพยานกล่าวอ้างที่ได้มาจากผู้ถูกควบตัวโดยการซ้อมทรมานนั้นจะไม่สามารถนำมาใช้ในการพิจารณคดีในชั้นศาลได้ แต่วิธีการดังกล่าวยังถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางโดยขาดระบบตรวจสอบ การสอบสวน เพื่อให้เกิดการลงโทษผู้กระทำผิด อีกทั้งเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องการกระทำโดยมิชอบดังกล่าวก็ไม่มีการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม

รูปแบบของการซ้อมทรมานหรือการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มีหลายรูปแบบ และในหลายสถานการณ์ การทำร้ายร่างกายระหว่างการจับกุม และการซักถามในระหว่างการควบคุมตัว ในบางกรณีมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ร่วมอยู่ด้วยในระหว่างการทำร้ายร่างกาย โดยผู้ถูกควบคุมตัวยังมีร่องรอยการถูกทำร้ายตามเนื้อตัวร่างกาย เช่น รอยเข็มฉีดยาเจาะเล็บขวา และนิ้วกลาง และบริเวณแขน เป็นต้น

พบว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวหนึ่งคนเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 และเสียชีวิตเนื่องจากการเสียเลือด และไม่ได้รับการส่งตัวเข้ารักษาพยาบาล ภายหลังถูกกระสุนจากอาวุธปืนของเจ้าพนักงานหนึ่งราย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 ปรากฎในข้อมูลเป็นข้อร้องเรียน และตรวจสอบแล้วมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่า ว่ามีการใช้ห้องเล็กๆ ที่ปรับอากาศไว้จนเย็นในการควบคุมตัวทำให้ผู้ถูกควบคุม มีร่างกายอ่อนแอ

ตัวมือไม้สั่น หน้าซีด แต่ไม่ปรากฎมีบาดแผล มีการปลุกผู้ถูกควบคุมตัวขึ้นมาสอบสวนหรือซักถามในเวลากลางดึก หรือเจ้าหน้าที่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวรายอื่นๆ มาทุบตีกันเอง มีการปิดตา ผูกมัดข้อมือ และทำการซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ บางรายมีอาการสาหัส การบังคับให้ผู้ถูกควบคุมตัวทำร้ายร่างกายกันเองหรือการบังคับให้ขุดดินฝังตนเอง เป็นต้น

โครงการเข้าถึงความยุติธรรม และการคุ้มครองทางกฎหมาย และศูนย์ทนายความมุสลิม จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ ได้นำมาตรการห้ามการซ้อมทรมานโดยเด็ดขาดที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสากลที่ประเทศไทยได้รับรองไว้มาปรับใช้อย่างเคร่งครัด โดยการกำกับดูแลของหน่วยงานระดับสูงทั้งตำรวจ ทหาร และเจ้าพนักงานรัฐให้ไม่สนับสนุน ปกปิด ส่งเสริมให้เกิดการซ้อมทรมาน และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดโดยไม่ละเว้น

ทั้งนี้เพื่อยุติเงื่อนไขการสร้างความไม่เป็นธรรมในสถานการณ์ภาคใต้ และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมานโดยให้ความสำคัญกับสิทธิของเหยื่อที่ถูกทรมาน และมาตรการที่เหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับความเป็นธรรมและการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสม 

การซ้อมทรมานที่กระทำโดยเจ้าพนักงานของรัฐหรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา เพื่อให้ได้ซึ่งคำสารภาพคำซัดทอด หรือข้อมูล ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่อาจกระทำได้แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือในสถานการณ์การปราบปรามการก่อความไม่สงบ

แถลงการณ์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551
โครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ทนายความมุสลิม

ติดต่อ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 02-6934939

เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment- CAT) หรือโดยย่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้ยื่นภาคยานุวัติสารของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ต่อองค์การสหประชาชาติแล้ว และได้ระบุว่า

“อนุสัญญาฉบับนี้ถือเป็นอนุสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับที่ 6 ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคี ซึ่งจะมีผลให้บังคับกับไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป และจะทำให้ไทยมีพันธกรณีในการจัดทำรายงานประเทศเสนอต่อคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ ตามที่ระบุอยู่ในข้อ 19 ของอนุสัญญาฯ ที่กำหนดให้รัฐภาคีจัดทำรายงานประเทศฉบับแรก เกี่ยวกับมาตรการทั้งปวงที่ตนได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ ภายในเวลาหนึ่งปี หลังจากวันที่อนุสัญญาฯ นี้มีผลบังคับ”

ขอเชิญร่วมงานระดมทุนช่วยเหลือคดี และค่าธรรมเนียมศาล เข้ากองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม

0

ขอเชิญร่วมงาน เลี้ยงน้ำชาเพื่อระดมทุนช่วยเหลือคดี และค่าธรรมเนียมศาล ร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม และเสวนาสาธารณะ เรื่อง 4 ปี การต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมไทย กรณีตากใบ และคดีอื่นๆ อีกมากมาย วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามจังหวัดยะลา

แม้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 กระทรวงยุติธรรมได้มีการจัดตั้งกองทุนยุติธรรมของรัฐขึ้นเพื่อช่วยเหลือ และคุ้มครองสิทธิในการดำเนินคดีของคนยากจนที่ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม อาทิ การวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ค่าจ้างทนายว่าความในคดี ค่าประกันตัวเพื่อสู้คดีในคดีอาญา และค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

โดยเน้นการช่วยเหลือคนจนที่เดือดร้อนจริง และมีแนวโน้มเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะสำหรับประชาชนที่ยากจนเมื่อถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยากกว่าคนที่มีฐานะร่ำรวย เพราะว่าการดำเนินคดีเหล่านี้ต้องมีค่าใช้จ่าย และเป็นนโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้เน้นย้ำเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับความยุติธรรมโดยเสมอภาคกัน

แต่จากการดำเนินงานของกองทุนยุติธรรม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 ถึงปี พ.ศ. 2550 มีผู้เดือดร้อนจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนแล้วกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่ร้องขอความช่วยเหลือเรื่อง ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าประกันตัว (การปล่อยตัวชั่วคราว) และบางรายขอให้ช่วยจัดหาทนายความดำเนินคดี

คณะกรรมการฯ พิจารณาอนุมัติความช่วยเหลือแล้วกว่า 20 ราย อยู่ระหว่างการพิจารณา 28 ราย ไม่อนุมัติ 42 ราย เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น มีพฤติการณ์จะหลบหนีในกรณีขอเงินประกันตัว หรือบางรายเป็นผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคง หรือ คดียาเสพติด ซึ่งมีแนวโน้มจะหลบหนีสูง เป็นต้น

เพื่อตอบสนองต่อปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ ผู้เสียหายจำนวนมากเป็นหัวหน้าหรือเสาหลักในการหารายได้ของครอบครัวต้องเสียชีวิต หรือสูญหายไป มีจำนวนมากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ผู้เสียหายที่เป็นผู้ยากคนจนจำนวนมากที่ต้องหยิบยืมเงินจากผู้อื่นเพื่อชำระค่าธรรมเนียมศาล เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินคดี หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการมาศาล

บางคนจึงไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ หรือไม่ก็ต้องมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น หรือมิเช่นนั้นก็ต้องหันหลังให้กับกระบวนการยุติธรรม และรัฐไปอย่างน่าเสียดาย หรือผู้ต้องหาคดีความมั่นคงไม่สามารถหาหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว และถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดีเป็นเวลานานนับปีกว่าที่ศาลจะมีคำพิพากษา

กองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม จึงจัดตั้งขึ้นโดยภาคประชาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้เพื่อสนับสนุนประชาชนให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมตามครรลองของกฎหมาย โดยนำเงินที่ได้รับบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายของญาติและหรือชุมชนในการเดินทางไปศาลเพื่อรับฟังการพิจารณาคดี เพื่อที่จะให้ประชาชนที่ยากจน และตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ โดยขอรับบริจาคทรัพย์จากผู้มีเมตตาจิต ที่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม

กองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ด้วยเงินเริ่มต้นจากครอบครัวของนายอับดุลอาซิ หะยีเจ๊ะมิง และนายมูฮำหมัดยาลาลูดิง มะดิง ที่รับบริจาคจากการจัดงานหาทุน ” 5 ปีเหยื่ออธรรม กัมพูชา” เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

โดยทั้งสองครอบครัวได้บริจาคเงินจำนวนเงิน 50,000 บาทเข้ากองทุนนี้ กองทุนฯ มีสำนักงานตั้งอยู่ เลขที่ 63/1 ถนนสิโรรส ซอย 6 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 95000 โทรศัพท์ 073-221665 โทรสาร 073-241189

ชื่อบัญชี: กองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม
หมายเลขบัญชี: 584 – 1-15877-5
ชื่อธนาคาร: ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขายะลา
ประเภท: บัญชีออมทรัพย์

กิจกรรมระดมทุนครั้งที่ 1 คือการจัดงานเลี้ยงน้ำชา และเวทีเสวนาเรื่องการเข้าถึงความยุติธรรม ในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามจังหวัดยะลาเวลา 08.00- 16.00 น. โดยเงินบริจาคเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมอบให้กับกองทุนประชาชนเข้าถึงความยุติธรรรม

ติดต่อประสานงานในงานเลี้ยงน้ำชา
– นางสาวปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ กลุ่มผู้หญิงกับสันติภาพ (We peace) Tel. 087-2939556
– นายอับดุลอาซีส ตาเดอินทร์ สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ฝ่ายสิทธิมนุษยชน) Tel. 081-957-1084
– พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Tel. 086-7093000
– ศูนย์ทนายความมุสลิม Tel. 081-9592046

โครงการเลี้ยงน้ำชาเพื่อระดมทุนช่วยเหลือคดีและค่าธรรมเนียมศาล และ เสวนาสาธารณะ เรื่อง 4 ปี การต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมไทย: กรณีตากใบและคดีอื่นๆ อีกมากมาย

  • 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551 คณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา
    • 9.00 ลงทะเบียน
    • 9.15 อันเชิญ พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน
    • 9.30 กล่าวเปิด ตัวแทนคณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา
  • 10.00-16.00 ประสบการณ์การต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมไทย: กรณีตากใบและอื่นๆ อีกมากมาย (โดยจะเป็นการพูดคุย กลุ่มละ 20-30 นาที พร้อมการเปิดเวลาซักถามกับชาวบ้านที่ร่วมงาน)
    • ทนายความ และตัวแทนคดีฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม คดีอัสฮารี (คดีเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่)
    • ทนายความ และตัวแทนคดีมะยาเต็ง (คดีคนหาย)
    • ตัวแทนนักศึกษา
    • ทนายความ และตัวแทนคดีบ้านย่าหมี อ. เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา
    • ทนายความ และตัวแทนเครือข่ายญาติผู้ถูกกล่าวหาคดีความมั่นคง
    • ทนายความ และตัวแทนเครือข่ายท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย

Loader Loading...
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Download [162.00 B]

Loader Loading...
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Download [162.00 B]

“สิทธิมนุษยชนไม่เลือกข้าง” สุณัย ผาสุข

0

“สิทธิมนุษยชนเลือกข้างไม่ได้ มันไม่มีข้าง ถ้าเมื่อไหร่มีข้าง คุณไม่สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อีกต่อไป ทันทีที่เลือกข้างคุณกลายเป็นผู้คุกคามสิทธิมนุษยชนไปแล้ว” 19 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์ 19 oct 2008

“ผมกลัวเรื่องของการสร้างบรรทัดฐานแห่งความชั่วร้ายขึ้นมา คือถ้าคุณเว้นวรรคได้ในตอนนี้ เพราะคุณเห็นว่าเป้าหมายเป็นเป้าหมายที่สูงส่งในความคิดของคุณเอง ในอนาคตก็อาจจะมีคนใช้ข้ออ้างเดียวกันมาทำร้ายอีกฝ่ายได้ เกิดบอกว่าจะทำสงครามยาเสพติดรอบ 2 เพราะยาเสพติดทำร้ายสังคม ก็อ้างว่าเป็นเป้าหมาย ก็ฆ่าสักอีก 6 พัน-รับได้ไหม เหมือนวาทกรรมสมัยทักษิณว่ามันเป็นคนชั่ว ขายชาติ ยิงไป 2,800 คนใน 3 เดือน ตอนนี้ก็เอาวาทกรรมเดียวกันมาจับ”

ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของ Human Rights Watch หนึ่งในสององค์กรสิทธิมนุษยชนที่มีบทบาทกว้างขวางทั่วโลก ซึ่งออกคำแถลงแปลกต่างออกไปจากองค์กรและนักสิทธิมนุษยชนเสียงข้างมากในเมืองไทย ต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดยแม้จะเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ก็ต้องตั้งคำถามต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ ด้วยว่ายังเป็นอารยะขัดขืนอยู่หรือไม่ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยหรือไม่

สุณัยไม่ใช่คนนอกของแวดวงนักสิทธิมนุษยชน เพราะเคยทำงานกับฟอรั่มเอเชีย และคณะกรรมาธิการการต่างประเทศยุคไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นานหลายปี แต่ตอนนี้เขากลายเป็นเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ดีเขายังรักเคารพ อ.โต้งเสมอ ท่ามกลางความเห็นต่าง

ทักษิณ: ยุคละเมิดสิทธิ์
เขาลำดับความให้ฟังก่อนว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเลวร้ายลงอย่างชัดเจนในยุคทักษิณ ทั้งการคุกคามสื่อ การฆ่าตัดตอน และปัญหาภาคใต้

“ประเทศไทยก่อนนายกฯ ทักษิณเข้ามา เป็นประเทศที่เทียบกับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราทั้ง 10 ประเทศ ดูแล้วมีความหวังมากที่สุด ทั้งในเรื่องพัฒนาการทางการเมืองสู่ความเป็นประชาธิปไตย และการวางรากฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน เพราะฉะนั้นเมื่อ Human Rights Watch เข้ามามีกิจกรรมในประเทศไทยก่อนที่ทักษิณจะมีอำนาจ เป็นกิจกรรมในลักษณะที่มองว่าไทยเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมระดับภูมิภาคมากกว่า ไทยไม่ต้องห่วงแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว แต่ไทยเป็นศูนย์กลางของการทำกิจกรรมในพม่า อินโดจีน ในประเทศเพื่อนบ้าน”

“ผมเองก่อนที่จะทำงานให้ Human Rights Watch ก็เคยเป็นที่ปรึกษาของกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ก่อนนั้นก็อยู่ฟอรั่มเอเชีย เป็นนักวิเคราะห์ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เทียบกับมิติความมั่นคงด้วย ทำให้งานสิทธิมนุษยชนมีมิติของการวิเคราะห์ทางการเมืองมากขึ้น มีความสมจริงมากขึ้น ก็อยู่กับอาจารย์โต้งมาจนปี 2001 Human Rights Watch ก็ติดต่อมาว่าสนใจจะให้ทำการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในพม่า”

“Human Rights Watch มองประเทศไทยอย่างมีความหวัง แต่พอคุณทักษิณเข้ามาก็เปลี่ยนตำแหน่งผม จากตอนแรกที่รับทำงานเป็นที่ปรึกษาประจำประเทศพม่า แต่นั่งอยู่ที่เมืองไทย พอนายกฯ ทักษิณเข้ามาเริ่มมีเรื่องของคุกคามสื่อ โยกย้ายตัวผู้สื่อข่าว, บรรณาธิการ เราก็เริ่มจับตามอง เอ๊ะ-ประเทศไทยเริ่มมีทิศทางทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อสิทธิมนุษยชน เพราะเสรีภาพในการแสดงออกเป็น 1 ใน 3 เสรีภาพหลัก ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย คือเสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการรวมตัว เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม และชุมนุม แสดงว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยน่าจะมีปัญหา ตอนนั้นเราก็ยังไม่คิดว่าจะหนักหนาสาหัสมาก แต่พอมาถึง 2003 แนวโน้มขยายใหญ่ รัฐบาลประกาศนโยบายทำสงครามยาเสพติด เป็นจุดที่ทำให้ตำแหน่งผมเพิ่มเติมขึ้นมา จากเป็นที่ปรึกษาประจำประเทศพม่า ก็เป็นที่ปรึกษาประจำประเทศพม่าและไทย และเมื่อสงครามยาเสพติดดำเนินไปได้สัก 1 เดือน ยอดผู้เสียชีวิตมหาศาล ตำแหน่งผมก็สลับที่เลย จากที่ปรึกษาประจำประเทศพม่าและไทย เป็นที่ปรึกษาประจำประเทศไทยและพม่า (หัวเราะ)”

“นั่นคือสถานะของประเทศไทยในมิติด้านสิทธิมนุษยชน ตามการประเมินขององค์กรระหว่างประเทศ ต้องมีเจ้าหน้าที่มีทำงานเน้นเรื่องเมืองไทยเลย ผมก็เลยต้องสลับตำแหน่ง และก็เริ่มจับตาสถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นหลักตั้งแต่ 2003 เป็นต้นมา เราได้ก้าวเข้ามาสู่รัฐบาลซึ่งเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบกำปั้นเหล็ก นั่นคือขอให้บรรลุเป้าประสงค์ วิธีการจะเป็นเช่นไรก็ได้ เป้าประสงค์นั้นคือความเป็นที่รักใคร่ในทางการเมือง คะแนนนิยม ปัญหาที่มิติหลากหลาย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องของคนดีและคนไม่ดี ต้องกำจัดคนชั่ว, คนขายชาติให้หมดไป เป็นการทำวาทกรรมให้ง่าย ใช้ความคิดการตลาดมาขับเคลื่อนการเมือง สังคมไทยถูกทำให้เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากระบบยุติธรรมที่มีอยู่ล่าช้าและอาจจะพึ่งพาไม่ได้ ต้องใช้อำนาจเถื่อนจัดการ สังคมยอมรับได้”

“เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่น่ากลัวมาก ผมมองว่าที่สังคมไทยเราเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน ทำไปแล้วก็ไม่รับผิดชอบ และมองว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่คนดีเสมอเหมือนตัวเองก็ฆ่ามันได้ เป็นผลพวงมาจากสมัยนายกฯ ทักษิณทั้งสิ้น จากการสร้างวาทกรรมในสมัยสงครามยาเสพติด เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมากๆ”

“หลังจากนั้นก็คือสถานการณ์ในภาคใต้ ภาคใต้มันแสดงต่อเนื่องมาว่าการทำให้เรื่องของภาคใต้ซึ่งเป็นปัญหาซับซ้อนมาก เป็นเรื่องของความแตกต่างของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ถูกทำให้ง่ายว่าคนเหล่านี้ไม่สามารถยอมรับความเป็นไทยได้ พยายามจะหือลุกขึ้นสู้ ก็ต้องถูกบังคับให้ยอมตาม ไม่ยอมก็ต้องกำจัดกัน นี่คือวาทกรรมที่รัฐบาลทักษิณทำให้กลายเป็นเรื่องง่ายเสีย และมันก็คู่ขนานไปกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากก่อนยุคคุณทักษิณอำนาจการเมืองมีการกระจายตัวออกไป แต่สมัยคุณทักษิณมีการทำลายกระบวนการนี้อย่างสิ้นเชิง ถูกตัดตอนด้วยการปฏิรูประบบราชการของคุณทักษิณ สิ่งที่น่าจะช่วยติดเบรกความรุนแรงที่ภาคใต้ถูกตัดตอน การยุบ ศอ.บต.หรือ พตท. 43 เป็นส่วนหนึ่ง หลายคนบอกว่าเป็นโจทย์หลัก แต่ผมว่าเป็นเพียงกระผีกหนึ่งของก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่มากๆ นั่นคือ การทำลายการกระจายอำนาจการมีส่วนร่วมของพื้นที่ในการตัดสินใจในเรื่องกระบวนการทางการเมือง กระบวนการยุติธรรม และความรับผิดชอบของรัฐ การยกเลิก 2 องค์กรนั้นทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐปิดประตูใส่หน้าเขา”

“ก่อนสมัยคุณทักษิณเป็นนายกฯ คนมลายูมุสลิมในภาคใต้มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงมาก แต่พอกระบวนการนี้ถูกดึงย้อนกลับโดยทักษิณ คนรู้สึกเอ๊ะ-รัฐปิดประตูใส่หน้าเรา และไม่เหลือกลอนให้เปิดประตูได้อีกแล้ว บวกกับพอทำสงครามยาเสพติดอีก คนที่เคยเป็นแกนนำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ดี แกนนำชุมชนในพื้นที่ถูกขึ้นบัญชีดำ เพราะคนเหล่านี้คือคนที่หัวแข็ง ฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็หมายหัว กลายเป็นเหยื่อของการทำสงครามยาเสพติดจำนวนมาก”

“นี่เป็นโจทย์ที่ผู้ก่อความไม่สงบฝัน เหมือนกับจู่ๆ ก็มีคนยื่นเค้กมาให้ และคนที่ยื่นให้ก็คือรัฐบาลทักษิณนั่นเอง เพราะขบวนการนี้ลงใต้ดินและพยายามคิดสูตรแล้วว่า เรื่องการแบ่งแยกดินแดนจะต้องคิดสูตรใหม่ สู้รบแบบเดิม-จัดตั้งกำลังในป่าเขาไม่ได้แล้ว ต้องเข้าสู่มวลชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการต่อสู้ของขบวนการเป็นการต่อสู้ของมวลชนด้วย ใช้หลักการข้อ 1 คือ ตีความใหม่บอกว่าการแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นภาระหน้าที่ เป็นพันธะทางศาสนา ไม่ใช่ตัวเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ภาษาทางศาสนาอิสลามเรียกว่า วายิบ แต่การกล่อมเกลาลักษณะนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จมาก จนกระทั่งคนมุสลิมในพื้นที่รู้สึกว่ารัฐพึ่งไม่ได้ เป็นรัฐที่ข่มเหงรังแกคน ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจึงสามารถก้าวเข้ามาได้ บอกว่าเขาคือผู้คุ้มครองมุสลิมจากรัฐที่มารังแก และเขาอธิบายว่าที่รัฐมารังแกเพราะรัฐนี้เป็นรัฐไทยพุทธ เป็นรัฐต่างศาสนา พวกต่างศาสนาอยู่ร่วมกันไม่ได้ จากปี 2001 ที่คุณทักษิณมาเป็นนายกฯ จนปี 2004 ที่ปล้นปืน เขาสามารถประกาศสงครามแบ่งแยกดินแดนได้เต็มรูปแบบเลย”

“มันเห็นเป็นมิติเลยว่าการบั่นทอนสิทธิมนุษยชน การทำลายหลักนิติธรรม มันเป็นเชื้อของประเด็นปัญหาเรื่องความมั่นคง นี่เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่รุนแรงที่สุดที่รัฐไทยเคยเจอ รัฐไทยไม่เคยเจอความขัดแย้งในลักษณะนี้เลย ยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ มันเป็นตัวเลือก จนถึงเวลาหนึ่งก็ไม่ใช้ตัวเลือกนั้นแล้ว มาเป็นนักการเมืองเป็นอะไรมากมาย แต่ภาคใต้สำหรับขบวนการเขามันไม่ใช่ตัวเลือก มันเป็นหน้าที่ไปแล้ว โอกาสที่จะแก้ปัญหาได้มันยากมาก ต่อให้ไปเจรจา สุดยอดนักเจรจาที่ไหนก็ไม่ตก ตราบใดที่เรายังไม่ถอดชนวน ชาวบ้านที่ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าที่เขาถูกรังแกเพราะรัฐมองว่าเป็นคนละพวกกัน เขาก็มองว่าเราเป็นคนละพวก วิธีเดียวที่จะทำให้ปัญหาเบาลง คือทำให้ชาวบ้านกลับมามองว่ารัฐไทยต่อให้เป็นรัฐที่ต่างเชื้อชาติและศาสนา ก็ยังเป็นรัฐที่เป็นธรรมต่อเขาได้”

“คือรัฐต้องตอบโจทย์เรื่องการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเราทำให้รัฐเป็นที่พึ่งได้ ชาวบ้านก็ถูกบีบด้านเดียวจากขบวนการก่อการร้าย ตอนนี้ในภาคใต้มีผู้ร้าย 2 คน คือรัฐกับพวกก่อการ ซึ่งธรรมชาติแล้วรัฐจะเป็นผู้ร้ายไม่ได้-ต้องเป็นพระเอก แต่รัฐไทยเลือกที่จะไม่เป็นพระเอก เพราะฉะนั้นถ้าจะเจรจาเอาเรื่องง่ายๆ เรื่องตากใบ เป็นเรื่องการสังหารประชาชนเลย อันนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบ ถ้าทำได้คนจะไว้เนื้อเชื่อใจรัฐอีกมาก และคดีอุ้มฆ่าหลายสิบคดี รวมทั้งคดีทนายสมชายก็ต้องค่อยๆ ไล่ตอบโจทย์ไป ก็เป็นทางออกทางหนึ่ง เพราะอย่างไรก็ตาม 95 เปอร์เซ็นต์ของชาวมลายูมุสลิมยังอยากเป็นพลเมืองของรัฐไทยต่อไป รัฐไทยต้องทำตัวให้เป็นที่รักให้เขาอยากอยู่ด้วยต่อไป”

ถ้าไม่นับวิธีของทักษิณ อิทธิพลการก่อการร้ายสากลจะทำให้มาถึงจุดนี้ไหม
“การก่อการร้ายสากล ถ้าพูดเจาะจงลงไปก็คืออิสลามสุดโต่ง เป็นรากฐานของขบวนการก่อการร้ายสากลเกิดขึ้นมาทั้งโลก เป็นการตื่นขึ้นของมุสลิม มีความตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นกลุ่มชนที่ถูกกดขี่ข่มเหง มันเกิดภาวะตื่นพร้อมๆ กันหลายที่ในโลก มีความรู้สึกว่าเราถูกรังแกโดยพวกต่างศาสนา เป็นการตีความรูปแบบใหม่ว่านี่คือพันธะหน้าที่ของคนมุสลิมนะ มันไม่ใช่ตัวเลือก เป็นหน้าที่คุณ คุณต้องสู้”

“แต่โชคดีสำหรับประเทศไทย ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้เขามี 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องเชื้อชาติและศาสนา เขามองว่าเรื่องของเขามีเรื่องเชื้อชาติด้วย เพราะฉะนั้นสงครามนี้เป็นสงครามของคนมลายูมุสลิมเท่านั้น ต่อให้มุสลิมในที่อื่นมีความสนใจ เห็นใจ ก็ขอบคุณที่เห็นใจ แต่นี่ไม่ใช่สงครามของคุณ คุณไม่ต้องมาสู้ที่นี่ นี่คือสงครามของเรา เราสู้เอง คำถามว่าทำไมฮัมบาลีถึงมาประเทศไทย เพราะฮัมบาลีหวังว่าอาจจะเห็นแนวโน้มความเข้มข้นของอุดมการณ์ในประเทศไทย น่าจะมีศักยภาพเป็นฐานในการปฏิบัติการของเขาได้ แต่พอมาเข้าจริงกลายเป็นอีกเรื่อง คือมลายูมุสลิมบอกว่าขอบคุณแต่เราไม่รับความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่สงครามของคุณ เป็นสงครามการปลดปล่อยดินแดนมลายูมุสลิมแค่ 3 จังหวัดกับ 4 อำเภอของสงขลา เขาจะเอาของเขาแค่นี้ ฉะนั้นพวกนักรบญีฮัจญ์จากต่างประเทศก็งง จนถึงปัจจุบันท่าทีนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน ก็เลยทำให้ประเทศไทยโชคดี ไม่มีเหตุการณ์วางระเบิดขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่างอินโดนีเซีย-บาหลี หรือที่ปากีสถาน แมริออต เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ปิดประตูไม่ยอมให้นักรบต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย รับอุดมการณ์ รับความรู้ทางเทคนิคมา แต่ไม่รับตัวบุคคล ไม่รับนักรบเข้ามาต่อสู้ด้วย”

2 ช่วงของพันธมิตรฯ
อย่างไรก็ดีหลังยุคทักษิณ หลังการรัฐประหาร ก็ดูเหมือนการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้พลิกกลับข้าง

“รัฐประหารของ คมช. ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องรัฐประหาร ผมมองว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ เลย เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีด้วยซ้ำ”

“พันธมิตรฯ สำหรับผมมองเป็น 2 ช่วง พันธมิตรฯ 1 และพันธมิตรฯ 2 พันธมิตรฯ 1 อย่างน้อยก็มีความชอบธรรมในการเคลื่อนตัว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบที่สำคัญที่สุดกระบวนการแรกคือ สื่อมวลชน เสรีภาพในการแสดงออกเป็นเสรีภาพแรกที่ทักษิณเลือกที่จะปราบ ถูกทำลาย ตัวแปรที่สองก็คือ อำนาจการตรวจสอบการคานในระบอบประชาธิปไตย ก็ถูกทำลายด้วยการรวบอำนาจ รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้ เหลือ ส.ว.น้ำดีไม่กี่คน ดูได้เวลาลงโหวตที่เหลือก็เป็นตรายางไป องค์กรอิสระถูกแทรกแซงยกกระบิ-จบ สื่อพูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นการหวังให้กลไกประชาธิปไตยที่เป็นทางการทำหน้าที่ เพื่อที่จะเอารัฐบาลมาแสดงความรับผิดชอบ เอาเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิก่อน ยังไม่ต้องพูดเรื่องคอรัปชั่น มันไม่สามารถทำงานได้ แต่ประชาชนมีทั้งสิทธิและเสรีภาพในการที่จะแสดงออกได้ 2 ปัจจัย คือ เสรีภาพในการรวมตัวจัดตั้งแล้วมาชุมนุมกัน รัฐธรรมนูญรองรับอยู่ หลักสากลที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองก็ยอมรับ แต่เป็นการเคลื่อนไหวโดยสันติ”

“พันธมิตรฯ 1 มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ทางกายภาพแทบจะไม่เห็นเลย ทางสัญลักษณ์การใช้คำพูดอาจจะมีบ้าง นั่นคือพันธมิตรฯ 1 และก็มีเรื่องของการนำข้อมูลที่ถูกปิดกั้น เปิดออกมาให้คนเห็น การรับรู้ก็เลือกได้ว่าคุณจะอยู่ข้างพันธมิตรฯ หรือไม่อยู่-เลือกได้ เป็นเรื่องของ civil movement พันธมิตรฯ 1 มีลักษณะของการเป็นกระบวนการพลเมือง กระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยทางตรงของพลเมือง การลงสู่ท้องถนน การไปอยู่ที่สนามหลวง สวนลุมฯ เป็นเรื่องกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตย”

“นั่นคือพันธมิตรฯ 1 และก็มีพันธมิตรฯ 1 ครึ่ง คือจุดเริ่มเปลี่ยนของพันธมิตรฯ ถ้ามองจากนักสิทธิมนุษยชนออกไป เริ่มน่าเป็นห่วงก็คือ มีการมองว่าประชาธิปไตยซึ่งฐานของอำนาจรัฐอยู่ที่ประชาชน ไม่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การเรียกร้องขอนายกฯ พระราชทาน มาตรา 7 ที่องค์กรสิทธิมนุษยชน รวมทั้งรัฐบาลต่างประเทศ สหประชาชาติทั้งหลาย มองว่าเอ๊ะ-ในเมื่อเป็นขบวนการพลเมืองที่เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่คุณไม่เชื่อในกระบวนการประชาธิปไตย ประเทศไทยมีปัญหาอะไร เรื่องมาตรา 7 เป็นเรื่องที่เราเริ่มจับตามอง เอ๊ะ-มันชักทะแม่งๆ แล้ว ก็ยังไม่มีการขยายความอะไรมากนักในช่วงนั้น จนกระทั่งช่วงพันธมิตรฯ 1 ครึ่ง คือช่วงใกล้ๆ รัฐประหารก็เริ่มมีวาทกรรมอื่นนอกจากนายกฯ พระราชทาน มองว่าการใช้กำลังทหารเข้ามาระงับการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ อันนี้บวกกับเรื่องนายกฯ พระราชทาน ทำให้ภาพของพันธมิตรฯ 1 ครึ่ง ถ้ามองจากมาตรฐานสากลเริ่มมีปัญหาชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัญหาเรื่องวาทกรรมและเรื่องหลักคิด ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรม แล้วก็นำมาสู่รัฐประหารและก็ยอมรับ ตัวพันธมิตรฯ ก็สลายไป”

“ซึ่งถ้าเป็นองค์กรประชาธิปไตยจริงๆ ก็ต้องยืนหยัดว่า การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย คุณไม่สามารถเอาสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยมาทำลายสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นสมการที่อย่างไรมันก็ผิด แล้วคุณจะได้อะไรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่ๆ มันเป็นสมการที่ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว ผมยังเชื่อว่าจริงๆ ในตอนนั้นรัฐประหารไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์สุกงอมมากแล้ว ต่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลใหม่ ก็จะไม่มีการยอมรับ จะอยู่ไม่ได้ มันก็ต้องล้มไป ต่อให้เลือกใหม่อีก 2-3 รอบก็ต้องล้ม คือไม่จำเป็นต้องทำการปฏิวัติ ตอนนั้นผมเชื่อว่าการรับรู้ของประชาชนสูงพอ จนทำให้ทักษิณหรือใครที่มาเป็นร่างทรงทักษิณอยู่ในอำนาจไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปรองรับสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย อุตส่าห์อดทนมาได้ตั้งนาน สร้างการเรียนรู้มาได้ตั้งนาน จู่ๆ ก็หมดความอดทนไปดื้อๆ นอกจากเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว ยังกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่เราคิดว่ามันหายไปจากสังคมไทยตั้งนานแล้ว คือการบอกว่าอัศวินขี่ม้าขาวคือการมาทำรัฐประหาร เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ อุตส่าห์สู้กันมาเมื่อพฤษภาทมิฬและคิดว่าจะไม่มีแล้ว กลับมาใหม่อีก ซึ่งในตอนนั้นอาจจะมองว่า เนื่องจากฝ่ายที่ถูกขับไล่ออกไปเป็นฝ่ายที่ถูกเกลียดชัง แต่ในอนาคตใครจะไปรู้ว่าอาจจะเป็นฝ่ายที่ประชาชนรักก็ได้”

“นักสิทธิมนุษยชนหลายคนก็จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ตอนที่ คมช.เข้ามาหลายคนก็เห็นว่าทักษิณเป็นภัยที่ร้ายแรงมากกว่า แต่ผมมองว่าไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือการรัฐประหาร ล้วนแต่เป็นภัยต่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั้งสิ้น สิทธิมนุษยชนไม่สามารถเลือกข้างได้ว่าความชั่วร้ายอันไหนเป็นความชั่วร้ายที่น้อย อันไหนเป็นความชั่วร้ายที่มาก จึงจะเข้าข้างความชั่วร้ายที่น้อยแล้วไปกำจัดความชั่วร้ายที่มาก เราเลือกข้างไม่ได้”

“ผมไม่เห็นด้วยกับบทความที่ปรากฏมาไม่กี่วัน ว่าให้นักสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง เราเลือกข้างไม่ได้ สิทธิมนุษยชนมีอยู่อันเดียว ก็คือสิทธิมนุษยชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ความชั่วร้ายจะน้อยหรือมากก็เป็นความชั่วร้ายทั้งสิ้น การตำหนิไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่ภาคใต้ ตำหนิรัฐก็ต้องตำหนิขบวนการแบ่งแยกดินแดนด้วย ประณามรัฐก็ต้องประณามขบวนการแบ่งแยกดินแดนด้วย การประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนรัฐบาลคุณทักษิณ ก็ต้องประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการรัฐประหารด้วย เพราะทันทีที่รัฐประหารก็ต้องมีการประกาศกฎอัยการศึก มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ พยายามที่จะปิดกั้นสิทธิทางการเมืองเพื่อสร้างสมรภูมิการเลือกตั้งที่ลำเอียงอย่างมาก แต่พอลำเอียงอย่างมากในเชิงกติกา ก็ยังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มุ่งหวังจะกำจัดได้ ซึ่งคุณจะบอกว่าคนเหล่านั้นถูกซื้อเสียงก็อาจจะเป็นได้ ผมเคยเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศ เราก็ยอมรับว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นร่างใหม่ของพรรคไทยรักไทย ก็ดูจะเป็นพรรคการเมืองเดียวที่สามารถเข้าถึงคนในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงใหญ่ในต่างจังหวัดได้ ขณะที่ประชาธิปัตย์ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดลักษณะนั้นได้ เงินก็สู้ไม่ได้ ในเชิงนโยบายก็สู้ไม่ได้ ก็ต้องยอมรับสภาพ นั่นคือกติกาประชาธิปไตย ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับอย่างนั้น ในที่สุดถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่เข้าท่าก็ใช้กระบวนการที่มีอยู่ และเงื่อนไขก็จะต่างไป”

“คราวนี้มาถึงพันธมิตรฯ 2 แล้ว หลังจากมีการปฏิวัติก็มีการชำระโครงสร้างทางการเมืองอย่างเป็นทางการใหม่หมดเลย อำนาจของรัฐบาลถูกทำให้อ่อนแอลง รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ กระบวนการตรวจสอบจากภายนอกก็ทำได้ง่ายขึ้น การลงโทษพรรคการเมืองก็หนักหน่วงมากขึ้น กลไกทางการเมืองอย่างเป็นทางการเอื้อให้สามารถเอารัฐมารับผิดชอบได้ รัฐบาลก็ไม่เข้มแข็ง สั่งอะไรคนก็ไม่ทำ”

“ตอนนั้นนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศตื่นเต้นมาก ที่คุณเฉลิมประกาศจะทำสงครามยาเสพติดครั้งใหม่ บอกถ้าจะตายอีก 4-5 พันคนก็โอเค. ทุกคนเฮ้ย-เอาอีกแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงเห็นได้ชัดว่า ความเข้มแข็งของรัฐบาลไม่เหมือนกับสมัยทักษิณ สมัยทักษิณเดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฟื้นฟูคำขวัญที่บอกว่า ไม่มีอะไรภายใต้พระอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ตำรวจไทยเลยทำอย่างสนุกสนานเลยตอนนั้น แต่พอรัฐบาลสมัครบอกว่าจะทำสงครามยาเสพติดรอบใหม่ ไม่มีใครทำตาม เพราะรู้สึกว่าเฮ้ย-รัฐบาลจะคุ้มหัวเราได้หรือเปล่า สมัยรัฐบาลสมัครทุกคนบอกว่าตัวรัฐบาลเองยังจะเอาตัวไม่รอด จะมาสั่งนโยบายที่คาบลูกคาบดอกอย่างนี้ คนทำตามดีไม่ดีติดร่างแหไปด้วย ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาถึงขนาดว่าจะต้องระดมคนออกสู่ถนน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นจุดต่างแล้วว่าพันธมิตรฯ 1 มาเป็นพันธมิตรฯ 1 ครึ่ง ไปเป็นพันธมิตรฯ 2 มันมีการเปลี่ยนผ่าน ที่สามารถตั้งคำถามได้ว่าเอ๊ะ-มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องออกสู่ถนน”

“อย่างไรก็ดี เมื่อออกสู่ถนนแล้วผมก็ยังเป็นคนที่ไม่เห็นปัญหาว่า การที่ประชาชนจะชุมนุมประท้วงบนถนนจะเป็นปัญหาได้ นั่นเป็นเรื่องของการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างรุนแรง ทำได้”

แต่เหตุผลไม่พออย่างนั้นหรือ
“คือจะไปชุมนุมประท้วงก็ได้ แต่ข้อเสนอที่พอเป็นพันธมิตรฯ 2 ข้อเสนอที่ชัดเจนของเขาคือ ข้อเสนอที่ไม่เอาประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่ที่มาในช่วงกลางปีนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่น่าเป็นห่วงว่าพันธมิตรฯ กลายเป็นอะไรไปแล้ว จากที่เป็นขบวนการพลเมืองที่ขับเคลื่อนตามแนวทางประชาธิปไตย ตอนที่เป็น 1 ครึ่งก็เริ่มแย่แล้ว พอการเมืองใหม่จุดยืนด้านประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยถูกตั้งคำถามอย่างหนักเลย ว่าการเมืองใหม่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็น anti democracy เป็นการต่อต้านประชาธิปไตย ที่สำคัญก็คือมันเป็นล้อกลับในชื่อของขบวนการเอง ที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตยแล้ว เพราะข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่เป็นข้อเสนอที่ไม่มีความเชื่อมั่นเหลืออยู่เลยต่อสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เป็นเรื่องของการดูถูกประชาชนด้วยซ้ำว่าประชาชนถูกซื้อเสียงได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจ อำนาจการตัดสินใจควรจะถูกโอนไปสู่คนกลุ่มอื่นซึ่งมีวุฒิภาวะทางการเมืองสูงกว่า เราเอาอะไรมาเป็นตัววัดว่าคนเราไม่เท่าเทียมกัน เป็นโจทย์ที่พันธมิตรฯ จะต้องตอบให้ได้ว่าเรื่องการเมืองใหม่คืออะไร และก็เห็นความพยายามที่จะแก้โจทย์อันนี้ แต่จนปัจจุบันก็ยังแก้ไม่ได้ เมื่อ 2-3 วันตัวแทนของฝ่ายที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ไปชี้แจงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ก็ไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ ก็ยังวนอยู่ตรงนี้ว่าจริงๆ แล้วคนเรามันไม่เท่ากันหรือ นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ อันนั้นเป็นเรื่องจุดยืนทางการเมืองของพันธมิตรฯ 2 ซึ่งมีปัญหามาก”

เรื่องนี้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ
“เกี่ยว เพราะสิทธิเรื่องการเมืองคนทุกคนต้องมีสิทธิ์ทางการเมืองเท่ากัน จู่ๆ จะมาตัดสิทธิ์คนส่วนใหญ่ จำนวน ส.ส.ที่อยู่ในสภาฯ ความเป็นประชาธิปไตยมันตั้งอยู่บนสิทธิการแสดงออกทางการเมือง จะบอกว่าคนกลุ่มหนึ่งสิทธิทางการเมืองน้อยกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง ตัวแทนของเขาจึงมีได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวแทนของอีกกลุ่มมีได้ 70 เปอร์เซ็นต์ มันเกิดอะไรขึ้น ต่อให้หลังจากนั้นมีการปรับสูตรเป็น 50:50 ถามว่าแล้วอีก 50 มันหายไปไหน”

“คือตอนชุมนุมปิดถนน องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศไม่มีใครมีปัญหาเลย ก็ชุมนุมไปอยู่ในพื้นที่จำกัด ประกาศพื้นที่ชัดเจน ไม่สร้างความเดือดร้อน หลายคนชมด้วยซ้ำว่ารูปแบบการจัดตั้งองค์กรของพันธมิตรฯ สามารถทำให้คนที่มาชุมนุมมีวินัย ไม่เกะกะระรานใคร นั่นคือช่วงแรกตรงมัฆวานฯ จำได้ว่าวันที่เคลื่อนครั้งแรก 25 พ.ค. ผมสังเกตการณ์ตรงศรแดง ทางฝ่าย นปก.มา ถือก้อนหินถือหนังสติ๊กมาฟาด ยังมองว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เป็นฝ่ายถูกกระทำ และรัฐก็เปิดทางให้เกิดการกระทำนั้นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในวิสัยเห็น นปก.ถืออาวุธมาแต่ไกล แทนที่จะกั้นแนว ตำรวจปล่อย รูปแบบนี้ก็เกิดต่อเนื่อง มีชุมนุมที่ไหนก็จะมี นปก.ไปรังควาน พันธมิตรฯ ก็เจ็บกันระนาว”

“ที่อุดรธานี Human Rights Watch ออกแถลงการณ์ เป็นแถลงการณ์ชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง เราสรุปเลยว่ารัฐปล่อยให้มีการจัดตั้งมวลชนมาชน โดยมวลชนที่จัดตั้งโดยฝ่ายรัฐโยงใยถึงสมาชิกระดับสูงของพรรคพลังประชาชน เราพิสูจน์ได้ในเรื่องนั้น และเจ้าหน้าที่รัฐก็จงใจให้เกิดการเผชิญหน้า ซึ่งการกระทำของรัฐในลักษณะดังกล่าวเป็นการเติมเชื้อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น เราตำหนิรัฐบาลไทยแรงมาก พรรคพลังประชาชนแรงมาก”

“แต่หลังจากนั้นจุดที่เราเริ่มจับตามองก็คือ เรื่องวาทกรรมทางการเมืองก่อน เมื่อกี้ที่เราคุยเรื่องการเมืองใหม่เป็นจุดแรกว่า เอ๊ะ-หลังจากที่พันธมิตรฯ เป็นภาพที่พยายามขับเคลื่อน แม้ว่าจังหวะเวลานั้นเราอาจจะตั้งคำถามว่ายังไม่จำเป็นนะ แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่รับได้ พอมาสร้างวาทกรรมเรื่องการเมืองใหม่นี่คือประการที่หนึ่ง”

“ประการที่สองคือ เมื่อพันธมิตรฯ ติดอาวุธสร้างกองกำลังให้กับตัวเอง เรื่องการจัดตั้งรัฐซ้อนรัฐในสายตาของนักสิทธิมนุษยชนยังถือเป็นเรื่องของการใช้สิทธิ์ เป็นสิ่งที่ movement ขบวนการพลเมือง แล้วยังตั้งอยู่บนฐานความคิดเรื่องการดื้อแพ่งหรืออารยะขัดขืน ซึ่งอารยะขัดขืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์และความรุนแรงเชิงกายภาพ”

“แต่พอพันธมิตรฯ ติดอาวุธให้กับตัวเอง และก็ภาคภูมิใจถึงขนาดแกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีพร้อมชูไม้เบสบอล จุดนั้นผมบอกว่าคุณเสียสภาพการเป็นขบวนการอารยะขัดขืนแล้ว และวาทกรรมที่เรียกฝ่ายตรงข้าม ทำลายความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม เริ่มจากเรียกว่าเป็นรัฐบาลสัตว์นรก จากสิ่งที่เกิดขึ้นที่อุดรธานี การกระทำของฝ่ายรัฐบาลเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างมาก แต่การที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เริ่มวาทกรรมทำลายความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม เขาก็บั่นทอนความชอบธรรมในหลักการของตัวเองไปด้วย และก็เริ่มเยอะขึ้น ถ้าคุณเริ่มมองว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คน คุณก็ใช้ความรุนแรงกับเขาได้เพราะเขาไม่ใช่คน ฆ่าได้ ทำร้ายได้”

“ระหว่างการเห็นคนชูปืนกับคนชูไม้หรือมีด ผมจะเป็นห่วงความรุนแรงที่เกิดจากคนชูไม้หรือมีดมากกว่า เพราะไม้หรือมีดเป็นอาวุธที่จะทำร้ายได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระยะประชิด และต้องกระทำหลายครั้ง หมายถึงถ้าถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือตายต้องตีหรือแทงซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะฉะนั้นระดับของความเกลียดชังมันจะต้องสูงอย่างมาก ขณะที่ปืนความรู้สึกผิดอาจจะน้อย ถ้ายิงไกลๆ ออกไปก็คงโดนสักนัด ความมุ่งมั่นความเกลียดชังไม่จำเป็นต้องรุนแรงมากถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นการเห็นคนจำนวนมากที่ถืออาวุธที่ต้องใช้ในระยะประชิด และก็เรียกอีกฝ่ายว่าไม่ใช่คน มันเป็นจุดที่สร้างความเป็นห่วงมาก”

“และในที่สุดเมื่อพันธมิตรฯ ปรับสภาพตัวเองจากการรับเป็นรุก ที่บุกเข้าไปที่ NBT เรื่องการใช้กำลังจึงเป็นจุดที่น่าห่วง การเข้าไปยึดสถานที่ราชการแม้ผิดกฎหมาย แต่การยึดทำเนียบฯ ก็ยังเป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่บนเส้นคาบลูกคาบดอก แต่ส่วนที่เข้าไปที่ NBT ติดอาวุธชัดเจน สภาพการเป็นอารยะขัดขืนจบไปเลยอย่างสมบูรณ์”

“หลังจากนั้น การที่พันธมิตรฯ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปติดหมายไล่ตี อันนั้นรัฐทำผิด รัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุโดยไม่มีความจำเป็น นั่นชัดเจนช่วงนั้นรัฐผิด พอไปที่ บช.น.ก็แก๊สน้ำตาตูมเข้ามา แก๊สน้ำตาเป็นมาตรการระดับกลางๆ ระดับ 5-6 แล้ว จาก 0-4 หายไปไหน”

“ความเป็นห่วงที่พันธมิตรฯ ติดอาวุธเป็นจริงเกิดขึ้นก็คือวันที่ 2 ก.ย.ที่ นปก.เคลื่อนมา วันนั้นมวลชนทั้ง 2 ฝ่ายเป็นมวลชนที่มีอาวุธและมีความเกลียดชังกันอย่างยิ่ง จุดที่เป็นปัญหาคือ รัฐไม่ได้ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มวลชน 2 ฝ่ายปะทะกัน แต่มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความผิดด้วยเพราะใช้อาวุธประหัตประหารกัน สังคมต้องยอมรับว่าวันนั้นเป็นต้นมา สังคมต้องยอมรับแล้วว่าพันธมิตรฯ เป็นกองกำลังที่มีอาวุธ เป็นกองกำลังการเมืองที่ติดอาวุธ ติดอาวุธถึงขั้นที่ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามได้ วันนั้นทุกฝ่ายผิด และจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการให้คำตอบว่าแล้วใครเป็นคนที่ทำให้คนของ นปก.ต้องตาย และคนของพันธมิตรฯ เจ็บสาหัส วันที่ 2 ควรจะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ต้องสอบสวนด้วย เพราะนำไปสู่การประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถ้า พล.อ.อนุพงษ์เอาด้วย ป่านนี้บ้านเมืองคงไปอีกแบบหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าถามผม เหตุการณ์วันที่ 2 นัยสำคัญทางการเมืองมันทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้น ควรจะได้รับความสนใจ มีการตรวจสอบ แต่กลับไม่มีใครสนใจจะตรวจสอบ”

ตั้งคำถามทั้งสองฝ่าย
นั่นคือการแยกแยะเป็นช่วงๆ ของสุณัย ว่าฝ่ายใดบ้างละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้ความรุนแรงในช่วงใด ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.

“วันที่ 7 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือทางฝ่ายพันธมิตรฯ ซึ่งสูญเสียสถานะการเป็นขบวนการพลเมืองและใช้หลักการอารยะขัดขืนไปตั้งแต่ตอนต้นๆ และสูญเสียไปอย่างชัดเจนมากๆ ในเหตุการณ์วันที่ 2 ก.ย. พอมาถึงวันที่ 7 เขาไม่ใช่ขบวนการอารยะขัดขืนแล้ว การตัดสินใจในการเคลื่อนมวลชนก็ดี การปิดล้อมรัฐสภาก็ดี”

“ตัวการปิดล้อมไม่มีปัญหา แต่เอาโซ่ไปคล้องไม่ให้คนเข้าออก อันนั้นมีปัญหาแล้ว เพราะคุณไปคุกคามสิทธิคนอื่น จุดนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่มีปัญหาแล้ว อาวุธมีไปไหม มี ต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯ พกอาวุธไปด้วย ที่สามารถทำร้ายถึงชีวิตได้”

“แต่การตัดสินใจของรัฐวันนั้น รัฐสามารถเลี่ยงได้ไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพราะรู้ว่าพันธมิตรฯ มีเจตนาไปทำอย่างนั้น มีความมุ่งมั่นมีความเกลียดชัง ก็ไปประชุมที่อื่นก็ได้ ไปแถลงนโยบายที่อื่นก็ได้ หรือว่าถ้าจำเป็นรัฐก็สามารถอ้างหลักความชอบธรรมในการรักษากฎหมายได้ แต่ต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก นี่คือกติการะหว่างประเทศเลย เป็นแนวทางที่สหประชาชาติวางไว้ในการใช้กำลังอาวุธ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตมนุษย์ ต้องไม่ทำให้คนตาย หรือถ้าเจ็บต้องเจ็บน้อยที่สุด ต้องเริ่มจากการเจรจา การเตือน แม้แต่จะเอาตำรวจมาวางแนวโล่พร้อมกระบองก็ต้องบอกว่าตำรวจจะมานะ หลังจากนั้นก็เจรจา คุณจะอยู่นานเท่าไหร่ ยิงแก๊สน้ำตาก็ต้องมีการเตือน มีหรือเปล่า-ไม่มี”

“และที่สำคัญก็คืออำนาจการทำลายล้างของอุปกรณ์ที่ใช้ในวันนั้น ตัวแก๊สน้ำตาเป็นมาตรการในการสลายมวลชนที่ได้รับการยอมรับในทางสากล แต่ถ้าแก๊สน้ำตาที่ใช้เป็นประเภทที่มีผลร้ายแรงแถมมา ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันในทางสากล กรณีของประเทศไทยเป็นกรณีที่เปิดสู่สาธารณะเป็นประเทศแรกว่าอำนาจจากแรงระเบิดของแก๊สน้ำตาอาจจะทำให้เกิดการฉีกขาดของอวัยวะได้ อันนี้เป็นความรู้ใหม่ของนานาชาติเลย ตกใจกันมากว่าตอนนี้มีประเทศไหนที่ผลิตแก๊สน้ำตาที่มีอำนาจร้ายแรงอย่างนี้หรือ จีนถึงเต้นเป็นเจ้าเข้า เพราะเป็นคนส่งออก เพิ่งจัดโอลิมปิกไปก็เสียหน้า ในทางความมั่นคงเราแยกประเภทอาวุธเป็นอาวุธที่ทำให้ตาย กับอาวุธที่ไม่ทำให้ถึงชีวิต บนกระบอกแก๊สน้ำตาจะเขียนไว้ บอกให้ตัวผู้ใช้และผู้ถูกกระทำรู้ว่าที่คุณโดนมันไม่ทำให้ตายนะ เป็นอาวุธที่อยู่ในกติกาสากลนะ ในการคุมมวลชน”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เป็นอย่างที่คุณหญิงพรทิพย์แถลงจริงว่าแรงระเบิดทำให้แขนขาดขาขาดได้ วันนั้นดูการจำลองเหตุการณ์ ผมคิดว่าคงไม่เจตนายิงให้โดนเสาโกลล์ คงพลาดแล้วกระสุนมันโดดขึ้นสูง แต่ขนาดเหล็กเสาโกลล์ฟุลบอลยังยุบ แล้วถ้าโดนเนื้อมันจะขนาดไหน และระยะที่ยิงในวันนั้น เราออกแถลงการณ์เรื่องนี้ก็เอาเทปข่าวจากสำนักต่างๆ มาดู ก็เห็นว่ายิงในระยะกระชั้น เจ้าหน้าที่หลายคนยิงในแนวตรง ถ้ายิงโค้งคือยิงตามหลัก และถ้าคำแถลงของคุณหญิงพรทิพย์ได้รับการพิสูจน์จากแหล่งอื่น การใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจวันนั้นนอกจากไม่เป็นไปตามขั้นตอนแล้วยังมาสู่เรื่องของความรุนแรงเกินกว่าเหตุด้วย”

“เพราะฉะนั้นรัฐมีส่วนตรงนี้ และความรับผิดชอบจะไม่อยู่เพียงแค่ผู้ปฏิบัติการ ต้องไปถึงผู้สั่งการในทุกระดับชั้นด้วย แถลงการณ์ที่ Human Rights Watch ออกมาเมื่อวันที่ 15 ก็ระบุตรงนี้ว่ารัฐต้องแสดงความรับผิดชอบวันที่ 7 เนื่องจากเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ”

“แต่ในทางกลับกันเราก็ตั้งคำถามกลับไป และจะย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 7 คือวันที่ 2 ก.ย.และวาทกรมหลักๆ ของพันธมิตรฯ ด้วย ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นบางอย่างกับชุมชนสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เนื่องจากไม่มีการตั้งคำถามว่าการกระทำของพันธมิตรฯ นั้นมีผลลบหรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร การตั้งคำถามที่สำคัญวันนั้นและมีผลกระทบอย่างมากต่อประเทศไทยต่อไปในอนาคตอีกยาวเลย เป็นเรื่องที่น่าห่วง ก็คือการตั้งคำถามของคณะกรรมการสอบสวนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตั้งขึ้นมา เป็นการตั้งคำถามที่ตีวงแคบจนเกินไปว่าแก๊สน้ำตาสามารถทำให้แขนขาขาดได้หรือไม่ ควรจะตั้งคำถามว่าอาวุธใดบ้างทำให้เกิดการบาดเจ็บดังกล่าว นั่นจะเป็นการตั้งคำถามที่ถูกต้องเหมาะสมมากกว่า ในเชิงการสอบสวนด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสากล คือถ้าบอกว่าแก๊สน้ำตาทำให้แขนขาขาดได้หรือไม่ แสดงว่ามีการตั้งสมมติฐานไปล่วงหน้าแล้วว่ามาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นเอาเฉพาะเรื่องแขนขาขาดอย่างเดียว ยังตั้งคำถามผิดเลย เหมือนกับฟันธงล่วงหน้า มีอคติล่วงหน้าแล้วว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำความผิด องค์กรสิทธิมนุษชนและนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในประเทศไทยก็ไปในแนวเดียวกันหมด โดยที่ไม่ตั้งคำถามว่าแล้วอีกฝ่ายหนึ่งล่ะ”

“ในฐานะผู้สอบสวนอย่างเป็นกลางต้องมองความเป็นไปได้ในหลายๆ ทาง ไม่ฟันธงไปเลย คือสังคมไทยมีประสบการณ์ที่บอบช้ำจาก 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ คือรัฐเป็นผู้ใช้ความรุนแรง อาจจะมีปมในใจเรื่องความเจ็บช้ำในตอนนั้นมาก่อน ก็ฟันธงไปล่วงหน้าว่ารัฐเป็นตัวร้ายแน่ๆ ซึ่งใช้ไม่ได้กับเหตุการณ์ปัจจุบันเมื่อวันที่ 7”

“คำถามของกรรมการสิทธิตีวงแคบไป เหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นในวันนั้น คนบาดเจ็บสาหัส ตำรวจถูกเสียบถูกยิง ถูกขับรถทับ ไม่มีการสอบสวนเลยจากองค์กรสิทธิมนุษยชนใดๆ ไม่มีการสอบสวนจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ภาพเหตุการณ์เลยกลายเป็นว่ารัฐกระทำกับประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่ความเป็นจริงทั้งหมด นี่เป็นบรรทัดฐานที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย”

“ผมพยายามหาคำตอบว่าทำไมไม่มีการซักถามเรื่องนี้ว่าจริงๆ แล้ววันนั้นพันธมิตรฯ ทำอะไรบ้าง เพราะว่ากลับมาประเด็นหลักที่ว่าสิทธิมนุษยชนไม่สามารถเลือกข้างได้ ใครเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็คือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเพื่อนเรา คนที่เราเคารพยกย่องนับถือ แต่เมื่อละเมิดสิทธิมนุษยชนคนเหล่านั้นคือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะต้องถูกทวงถามให้แสดงความรับผิดชอบ และมีการเรียกร้องให้ใช้กระบวนการตามกฎหมายเสมอ ไม่สามารถละเว้นไว้ได้เพราะนี่เป็นเพื่อนเราหรือคนที่เราเห็นใจ มันคนละส่วนกัน หลักการคือหลักการ ผมพูดอย่างนี้มาตลอด ผมเคยถูกสื่อต่างชาติสัมภาษณ์ว่านายกสมัครต้องออกจากตำแหน่งเพราะรายการทำกับข้าว เขาถามผมว่ามันตลกหรือเปล่า ผมบอกว่าความขัดแย้งผลประโยชน์ทับซ้อน 5 บาทกับ 1 ล้านมันก็คือผลประโยชน์ทับซ้อน มันคือหลักการ จะหนักจะเบาก็ต้องเป็นหลักการ ทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลทำผิดเราไปทวงถามความเป็นธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งทำผิดเราก็ต้องทวงถามในลักษณะเดียวกัน อย่างจริงจังเปิดเผยหนักหน่วงพอกัน เราไม่สามารถว่า เฮ้ย แรงกับข้างนี้แล้วอีกข้างหนึ่งไม่แรง”

มองว่าพันธมิตรฯ จงใจไหม
“อันนี้ถึงบอกว่าต้องตั้งคำถามตามหลักการสอบสวนของสิทธิมนุษยชนสากล เราจะไม่มีธงล่วงหน้า แต่ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องก่อนว่าคุณมีความจงใจให้เกิดความรุนแรงในวันนั้นไหม คำถามที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือคุณมีอาวุธไหม และพอคุณมีอาวุธคุณใช้ความรุนแรงไหม โจทย์ที่สามจะเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุด แล้วเจตนาของคุณที่ใช้ความรุนแรงคืออะไร ความรุนแรงเพื่อป้องกันตัวเอง เป็นความรุนแรงเพราะคุณโกรธแค้น เป็นการตอบสนองเพราะเห็นเพื่อนถูกกระทำ มันต้องมีอย่างน้อย 3 โจทย์นะ สองโจทย์แรกเป็นรูปธรรมตอบง่าย แต่ถามว่าใช้ไปทำไม แต่ตอนนี้ทั้ง 1 2 3 มันไปตั้งกับด้านรัฐด้านเดียว อีกด้านหนึ่งไม่ได้ตั้งเลย”

ก็มีคนมองว่าพันธมิตรฯ มีเจตนาแฝงเพื่อให้ความรุนแรงเป็นผลย้อนไปโค่นล้มรัฐบาล
“ก็เป็นรูปแบบ ถ้าดูวาทกรรมมาตลอด พันธมิตรฯ 2 เขายืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลแม้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่ถูกทำลายความชอบธรรมโดยวาทกรรมไปแล้วว่าเป็นรัฐบาลตัวแทน รัฐบาลสัตว์นรก สามารถถูกล้มล้างไปได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในทัศนะของพันธมิตรฯ ผมเชื่อว่าเขาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องยี่หระอะไร แต่ถามว่านานาชาติยี่หระไหม ยี่หระอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่น่ากลัว อย่างตอนนี้คุณอาจจะอ้างว่าเพราะมันเป็นรัฐบาลที่ชั่วร้ายถูกกำจัดไปก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าสักวันหนึ่งเป็นรัฐบาลเทพ รัฐบาลคนดี และถูกอีกด้านหนึ่งที่ปัจจุบันเรียกว่าเป็นพวกสัตว์นรกตั้งมวลชนขึ้นมา มีอาวุธพอๆ กันมาโค่นล้ม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันก็พายเรือในอ่าง อย่างที่ผมบอกคุณไม่สามารถเอาความชั่วร้ายมากำจัดความชั่วร้ายได้ คือสมการมันผิด ความชั่วร้ายกับความชั่วร้าย มันไม่ใช่ความดี มันเป็นไปไม่ได้”

บางฝ่ายมองว่าพันธมิตรฯ ตั้งใจให้เกิดการสลายการชุมนุม เพื่อจะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลออกไป โดยยอมเสียสละชีวิตคน
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจุดนี้จะเป็นจุดที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะต้องมีการทวงถามความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงมากๆ จากทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับตัดสินใจ และปฏิบัติการ ผู้ประสานงานในวันนั้น แต่ที่น่าเสียใจที่สุดคือถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคนที่ไปตายไปเจ็บก็เป็นแค่หมากเบี้ยบนกระดาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าถ้าชีวิตคนถูกลดทอนค่าเป็นแค่หมากเบี้ยในทางเกมการเมือง โดยเฉพาะถ้าเกิดจากการกระทำของคนที่อ้างตัวว่ามีมาตรฐานทางศีลธรรมทางการเมืองสูงกว่าคนอื่น แต่เราจะรู้คำตอบนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีการตั้งคำถาม แต่ถามว่าบัดนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยพร้อมจะตั้งคำถามนี้หรือไม่ นักวิชาการจำนวนมากในประเทศไทยที่เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ แต่เลือกข้างไปแล้วเรียบร้อยจะต้องมาทบทวนตัวเองว่ากล้าพอจะตั้งคำถามนี้หรือเปล่า”

แต่สื่อ นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมตั้งคำถามด้านนี้
“ผมก็ไม่ใช่เด็กมากแล้ว แต่ยังเป็นน้องของเกือบจะทุกคน ผมก็ยังตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น วันที่เกิดเรื่องผมอยู่อังกฤษ แวบแรกเลยผมก็คิดเหมือนทุกคน คือเราผ่านพฤษาทมิฬมา ผมน้ำตาไหลเลย ประชาชนโดนปราบอีกแล้วหรือ ในแวบแรก แต่ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมันเร็วมาก พอผมได้ดูภาพข่าว เฮ้ย มันไม่ใช่ล้อมปราบแบบที่เราเคยเจอ มันเป็นเรื่องของการปะทะ ตำรวจก็โดนขับรถทับ มันมีลักษณะแตกต่างออกไป แต่ก็ยังห่วง ยังเช็กรายชื่อว่ามีใครบ้างไหมที่เรารู้จัก แต่หลังจากแวบแรกสติเราต้องกลับมา เราต้องทำหน้าที่ คนเราแต่ละคนในการเลือกที่จะทำอาชีพ นักสิทธิมนุษยชนมันมีลักษณะพิเศษ เป็นอาชีพที่ต้องเลือกถึงมาทำ อาชีพอื่นไม่พอใจลาออกไปได้ แต่คนที่เป็นนักสิทธิมนุษยชนลาออกไม่ได้ ต้องเป็นไปตลอด เงินทองก็ไม่ได้ดีอะไร ศัตรูก็เยอะเพราะตรวสอบเขาไปทั่ว คือถ้าใจไม่รักก็ทำต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นอาชีพที่ขึ้นอยู่กับการเลือกด้วยตัวเองก็จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด ผมมองว่ามี 2 อาชีพในชีวิตซึ่งตัวเองทำมาแล้ว คืออาจารย์กับนักสิทธิมนุษยชน ที่ต้องมีมาตรฐานความเคร่งครัดกับตัวเองสูงอย่างมาก ไม่สามารถอะลุ่มอล่วยให้ตัวเองได้เลยว่าเป็นตราชั่งที่เอียง มันเป็นไปไม่ได้”

จงใจปฏิเสธ
สุณัยบอกว่าแถลงการณ์ของ Human Rights Watch ยังถูกปฏิเสธที่จะกล่าวถึงจากสื่อกระแสหลักและองค์กรสิทธิมนุษยชนในไทย แม้ด้านหนึ่งจะเนื่องจากการแปลเป็นภาษาไทยล่าช้ากว่าปกติ

“มันถูกเลือกที่จะไม่พูดถึงแถลงการณ์ที่ออกมา และเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นคือเป็นแถลงการณ์ที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ผ่านสื่อใดๆ เลยในประเทศไทย ปกติแถลงการณ์ Human Rights Watch ค่อนข้างเป็นแถลงการณ์ที่คนพูดถึงพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นฉบับใดก็ตาม แต่เรื่องนี้เป็นแถลงการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าเกิดสภาพอะไรขึ้นกับวงการสิทธิมนุษยชน วงการสื่อสารมวลชน วงการนักวิชาการบ้านเรา เลือกที่จะไม่พูดถึงการตั้งคำถามทั้ง 2 ด้าน มันก็เป็นคำตอบในตัวของมันเอง ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะฉบับภาษาไทยยังแปลไม่เสร็จ แต่ว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ปกติจะได้ฉบับล่วงหน้าที่ส่งตรงมาจากนิวยอร์กประมาณเที่ยงคืน เขาจะออกออนไลน์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่ลงทั้งคู่ และประเด็นความรับผิดชอบจากฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เป็นประเด็นที่ถูกเลือกที่จะไม่พูดถึงทั้งคู่ มันกลายเป็นว่า เฮ้ย สีเหลืองไม่พูดดีกว่า ถ้าสีแดงพูดง่ายกว่า”

ก่อนหน้านี้ ในกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเถียงกันเยอะไหม
“ก็มีการคุยกันว่าแค่ไหนถึงรับได้ ผมบอกว่าแค่ไหนก็รับไม่ได้ การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่ามากหรือน้อยก็คือละเมิดสิทธิมนุษยชน จะละเมิดโดยใครก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

สุณัยเล่าขำๆ ด้วยว่าเมื่อก่อนเครือข่ายสิทธิมนุษชนมีเมล์ส่งมาให้เขาตลอด แต่ตอนนี้เป็นครั้งคราว
“ตอนนี้บางเรื่องก็ไม่ส่ง จะไปได้อ้อมจากชาวบ้านอีกที เมื่อก่อนจะมีการโทร.มาคุยกัน เฮ้ย เรื่องนี้คิดยังไง ก็ค่อยๆ ห่างหายกันไป”

แล้วกับอาจารย์ไกรศักดิ์
“พี่โต้งโอเค เขาเข้าใจ คุยกันประจำ แต่ผมยังดึงตัวเองออกมานอกวงและวิจารณ์ได้ แกอาจจะลำบากหน่อย”

ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน บางคนก็บอกว่าอย่าเอามาตรฐานต่างประเทศมาจับเพราะไทยมีเงื่อนไขซับซ้อนกว่า
“สิทธิมนุษยชนของคนจนไม่มีกินหน้าถนนกับสิทธิมนุษยชนของผม เท่ากัน เพราะมันเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเท่ากับฝรั่งต่อให้เป็นคนดำชาติอะไรก็ตาม เพราะมันเป็นสิทธิของมนุษย์ ไม่ใช่แยกว่าสิทธิของคนไทย สิทธิคนรวย สิทธิคนจน เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถแยกได้ว่ามีสิทธิแบบฝรั่ง สิทธิแบบพัฒนาแล้ว กับสิทธิแบบกำลังพัฒนามีบริบทเฉพาะ มันแยกไม่ได้ เช่นเดียวกันประชาธิปไตยที่ไหนมันก็คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหนก็ตามถ้าคุณเป็นมนุษย์สิทธิคุณเหมือนกัน เพราะถ้าคนที่รณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็น 20-30 ปี และเชื่อในเรื่องนี้มาตลอด แต่พอถึงเวลาตอนนี้กลับคำของตัวเองบอกว่ามันมีกรณีพิเศษที่เว้นวรรคให้ได้ ก็ควรจะตะขิดตะขวงใจ”

“และที่สำคัญที่กลัวที่สุดก็คือ ผมกลัวเรื่องของการสร้างบรรทัดฐานแห่งความชั่วร้ายขึ้นมา คือถ้าคุณเว้นวรรคได้ในตอนนี้ เพราะคุณเห็นว่าเป้าหมายเป็นเป้าหมายที่สูงส่งในความคิดของคุณเอง ในอนาคตก็อาจจะมีคนใช้ข้ออ้างเดียวกันมาทำร้ายอีกฝ่ายได้ เกิดบอกว่าจะทำสงครามยาเสพติดรอบ 2 เพราะยาเสพติดทำร้ายสังคม ก็อ้างว่าเป็นเป้าหมาย ก็ฆ่าสักอีก 6 พัน รับได้ไหม เหมือนวาทกรรมสมัยทักษิณว่ามันเป็นคนชั่ว ขายชาติ ยิงไป 2,800 คน ใน 3 เดือน ตอนนี้ก็เอาวาทกรรมเดียวกันมาจับ สมมติเป็นรัฐบาลที่เรียกร้องกันนัก แล้วเกิดมีนโบายแบบเดียวกันนี้ รับได้ไหม คุณเว้นวรรคให้เขาแล้ว เว้นวรรคว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อ้างว่าทำลายความชั่วร้าย เพราะฉะนั้นคนเว้นวรรคให้เขาตีเช็คเปล่าไปเลยทำอะไรก็ได้”

สุณัยบอกว่าในความรู้สึกของเขาที่น่าเศร้า คือนักสิทธิมนุษยชนบางคนไม่ให้ความสำคัญกับกรณีที่ นปก. ถูกตีตาย
“ในแถลงการณ์ที่ออกมา เรานับเหตุการณ์ตั้งแต่ 25 พ.ค.เกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นแถลงการณ์ที่ว่าด้วยความรุนแรงทางการเมือง มีประโยคหนึ่งบอกว่ามีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 3 คน และก็เจ็บอีกเป็นร้อย ก็มีคนส่งเมล์แย้งมาว่าตายแค่ 2 คน ผมก็ตอบกลับไปว่ามีคนของ นปก.ถูกตีตาย และก็ชัดเจนด้วยว่าใครเป็นคนตี โดนตีตายมันทารุณนะกว่าจะตาย ไม่ว่าเป็นข้างไหน คุณไม่นับว่าเขาเป็นคนหรือ”

“ก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่รู้จักกัน ผมโกรธก็ตอบอีเมลล์กลับไปอย่างเร็ว คนทุกคนก็คือคนนะ มันเกิดอะไรขึ้น และไม่ตรวจสอบสอบสวนเลย แถลงการณ์ของกรรมการสิทธิวันนั้นก็สุดโต่ง คือประณามรัฐไปเลย และก็แสดงความห่วงใยต่อความรุนแรง แสดงความเข้มข้นดุเดือดในการที่จะทำความจริงให้ปรากฏ วันเดียว หลังจากนั้นไม่มีการตามลูกกลับมา”

“แต่วันที่ 7 เกิดความรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปกติการสืบสวนเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ไม่เคยดำเนินการใดๆ ได้รวดเร็วเลย ทนายสมชายที่ผมเคารพมาก กี่ปีแล้วตอนนื้ก็ยังไม่คืบหน้า คดีกรือแซะตากใบใช้เวลานาน คดีนักสิทธิมนุษยชนถูกอุ้มถูกฆ่า คดีพระสุพจน์ ฯลฯ แต่วันที่ 7 เป็นปรากฏการณ์ใหม่คือใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์สามารถทำความจริงอย่างน้อยส่วนหนึ่ง หรือสิ่งที่เชื่อว่าเป็นความจริงให้ปรากฏ และมีการสรุปอย่างที่ไม่มีการ cross check สรุปไปแล้วว่าใช่แน่ๆ เพราะคำถามชี้นำไปล่วงหน้าแล้ว”

ก็มีคนงงที่กรรมการสิทธิที่ไปสอบใช้เวลาวันเดียวสรุปว่าเป็นเพราะแก๊สน้ำตา
“ผมทำงานในพื้นที่ขัดแย้งมาตลอด ผมถูกส่งไปในพื้นที่สงครามบ่อย ก็ได้รับการอบรมเป็นเรื่องเป็นราวพอสมควร บาดแผลที่เกิดจากอาวุธประเภทต่างๆ มันบอกได้พอสมควร ด้วยการตรวจมันก็น่าจะเชื่อได้ว่าอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ตูมฟันธง มันไม่ใช่ เหตุการณ์รถระเบิดก็ไม่มีการตรวจสอบ สภาพบาดแผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาการบาดเจ็บอื่นๆ ของพันธมิตรฯ ด้วย คนที่โดนไฟไหม้ข้างหลัง รอยสะเก็ดตามตัว ก็ต้องได้รับการตรวจสอบ คุณจะเลือกตรวจสอบการบาดเจ็บประเภทเดียวไม่ได้ หรือตีวงว่าบาดเจ็บด้วยอาวุธประเภทไหน น่าจะมาจากอาวุธอะไร คราวนี้ก็ไปไล่เบี้ยว่าใครมีอาวุธประเภทนั้นไหม มันต้องตรวจสอบอย่างนี้ นี่คือความเป็นมืออาชีพ ที่สำคัญสิทธิมนุษยชนเลือกข้างไม่ได้ มันไม่มีข้าง ถ้าเมื่อไหร่มีข้าง คุณไม่สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อีกต่อไป ทันทีที่เลือกข้างคุณกลายเป็นผู้คุกคามสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

แล้วที่ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล
“แถลงการณ์ประณามรัฐด้านเดียว คือเราประณามรัฐได้ในเรื่องของการตัดสินใจสั่งการ ไม่มีการเตือนก่อน ประณามได้แค่นั้น แต่มากกว่านั้นยังไม่ได้ ควรบอกว่าแล้วจะทำอะไรต่อ คือประณามรัฐได้ว่าใช้อาวุธโดยไม่มีการตรวจสอบ แต่ก็ต้องสอบต่อไปอีก”

สุณัยเห็นด้วยว่าตำรวจไม่ได้สลายฝูงชนตามมาตรฐานสากล แต่ก็ต้องมององค์ประกอบอีกฝ่ายด้วย
“เรื่องมาตรการสลายมวลชนโดยไม่ทำให้ถึงชีวิตก็จะมีโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ อย่างการใช้โล่กระบองในมาตรฐานสากลจะมีชุดที่เป็นโล่กระบอง และมีอีกทีมที่ไปหาตัวหัวหน้าหัวโจก พอเปิดแนวชุดนี้จะมีสนับแขนมีเกราะกันถูกแทง แต่ไม่มีโล่กระบองวิ่งเข้าไปรวบดึงตัวออกมา แนวโล่กระบองก็จะปิด จับใส่กุญแจ นี่คือวิธีการสลายฝูงชนของสากล ถ้าจะใช้กระบองตี ให้เริ่มจากข้อมือก่อน มันมีวิธีตามหลักสากล”

“แต่จุดหนึ่งที่ทำให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคม คือ ไม่มีการตั้งคำถามว่าอีกข้างหนึ่งมีของอะไรบ้าง ถ้าถามผมดูจากสภาพบาดแผลเจ้าหน้าที่ต้องตั้งคำถามแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยิงกันเองแน่ๆ แล้วด้ามธง มันควรจะถูกเรียกว่าหอกด้วยซ้ำ มันคือธงที่ถูกดัดแปลงสภาพแล้ว ที่จริงตั้งแต่วันที่ไปบุก NBT วันนั้นควรจะเป็นสัญญาณเตือนสังคมไทยแล้วว่าอาวุธที่มีเป็นอาวุธที่ทำร้ายถึงตายได้”

แกนนำก็บอกว่าในม็อบมีทหาร
“วันนี้ผมเพิ่งเจออาจารย์สมเกียรติ (หัวเราะ) อาจารย์สมเกียรติก็พูดบนเวทีว่ามีทหารมาฝึกให้ ก็พูดอย่างนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองไปหมดแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย อันนี้น่าห่วงกว่า”

“มันก็กลับมาว่าชั่วร้ายบวกชั่วร้าย มันต้องไม่นำไปสู่ความดีแน่ๆ มันเป็นตรรกะที่ผิด โดยเฉพาะตรรกะนี้ถูกใช้โดยคนที่เชื่อในสิทธิมนุษยชน ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่ายังอยากจะเป็นนักสิทธิมนุษยชนอยู่หรือเปล่า”

เป็นนักสิทธิมนุษยชนที่มีเกียรติภูมิมา 20-30 ปี
“เกิดอะไรขึ้น คนเหล่านี้เป็นครู เป็นตัวอย่าง ที่ทำให้เราตั้งใจว่าหลังจากพฤษภาทมิฬแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่บัดนี้ก็อึ้ง แต่ไม่ทำให้ท้อ ยิ่งภาระมาตกกับเรา ยิ่งต้องทำต่อไป เป็นเรื่องของเสียงข้างน้อย พรรคพวกหลายคนมาเจอกันก็ เฮ้ย ตอนนี้ไม่มีใครคุยด้วย เฮ้ย เราเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนขึ้นรถไฟฟ้ายัง เฮ้ย ว่าไง ตอนนี้ไม่มีใครทัก (หัวเราะ).

[:]

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ: นักสิทธิฯ เลือกข้างช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิม โดย ปรัชญา โต๊ะอิแต โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ

0

ใครที่ติดตามข่าวภาคใต้ และอ่านเว็บไซต์ของสถาบันอิศรา คงจะเคยผ่านตาชื่อของ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชนสาววัย 38 ปี ที่คอยวิ่งรอกให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวมลายูมุสลิมที่ถูกจับกุมในคดีความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะถูกคุมขังอยู่ในค่ายทหารหรือเรือนจำแห่งใดก็ตาม

พรเพ็ญทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมานานหลายปี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ กระทั่งได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในสามหญิงผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนดีเด่นประจำปี 2551 จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากล

ปัจจุบันเธอขับเคลื่อนงานกับองค์กรที่ชื่อ “มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” ในฐานะผู้ประสานงานโครงการการเข้าถึงความยุติธรรม และการคุ้มครองทางกฎหมาย ทั้งยังเป็นคณะอนุกรรมการรณรงค์ต่อต้านการซ้อมทรมาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เกาะติดสถานการณ์เพื่อตรวจสอบไม่ให้มีการซ้อมทรมานและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี

เนื้องานแบบนี้คงไม่ต้องจาระไนให้มากความว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะ “ชอบหน้า” เธอหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะ พรเพ็ญ ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า เธอพร้อมจะปกป้องและให้ความช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิมให้ได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มกำลัง แม้จะถูกมองว่าเป็นการ “เลือกข้าง” ก็ตาม และจุดยืนของเธอเช่นนี้ก็นำมาใช้กับ “การเมืองไทย” ใน พ.ศ. ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และเสียงก่นด่าเพื่อถามหาความเป็นกลางจากนักสิทธิมนุษยชน!

มองสถานการณ์การเมืองหลังมีรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างไรบ้าง

ตอนแรกรัฐบาลคุณสมชาย มีส่วนช่วยให้สถานการณ์เบาลงไปได้มาก เปรียบเป็นก้อนน้ำแข็งที่โยนลงไปดับร้อนในกาน้ำร้อนที่กำลังจะเดือด แต่เมื่อมีคนคอยพัดโหมไฟกันตลอด คนโยนก้อนน้ำแข็งกับคนพัดโหมไฟก็คงไม่ได้คุยกัน หรืออาจเป็นคนๆ เดียวกัน ทำให้ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

ทั้งฝ่ายรัฐบาลพลังประชาชน และฝ่ายพันธมิตร (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) อยากได้สิ่งที่ตนเองหวัง และคิดว่าเหมาะสมกับสังคมไทยตามแนวทางของตน และทั้งสองฝ่ายก็อยากได้แบบรวดเร็วทันใจ คิดแล้วทำ และหวังว่าจะสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เมื่อไม่สำเร็จก็โทษกลุ่มที่แสดงท่าทีขัดขวาง

ปัญหาในภาคใต้ได้รับผลกระทบหรือไม่กับสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้

รัฐบาลท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในส่วนกลางแสดงท่าทีค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ยุ่งกับปัญหาภาคใต้ ซึ่งดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และไม่สมควร เนื่องจากเมื่อใดที่มีการชี้แจงแถลงไขเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ทั้งกับคนในประเทศ และต่างประเทศ รัฐบาลก็จะบอกว่าเป็นปัญหาภายใน เมื่อเป็นปัญหาภายในประเทศก็ต้องให้ฝ่ายบริหารจัดการ แต่ถ้ามอบให้ทหารจัดการก็เท่ากับว่าเป็นปัญหาภายนอก ปัญหากับอริราชศัตรู

เมื่อตีโจทย์ไม่แตกและมีธงคำตอบอยู่แล้วว่าเรื่องภาคใต้เป็นเรื่องของทหาร รัฐบาลวางมือ ฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในสถานการณ์ปกติหรือ แม้แต่ฝ่ายกระบวนการยุติธรรมจึงถูกทำให้เป็นเพียงผู้เดินตามเกม

ฉะนั้นฝ่ายทหาร และผู้มีส่วนรับผิดชอบด้านความมั่นคงต้องคิดให้หนักว่าโจทย์ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าโจทย์ยังคงเป็นเรื่องการก่อการความไม่สงบอย่างไม่มีเป้าหมายทางการเมือง การปราบปราบแบบอาชญกรรมธรรมดาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่ถ้าโจทย์เป็นการก่อความไม่สงบที่มีเป้าหมายทางเมืองแบบภาพใหญ่แล้ว ก็ต้องคิดว่าจะมีแผนหรือนโยบายอย่างไร การปราบปราม และจับผู้ต้องสงสัยเข้าคุกเพื่อยุติเหตุร้ายนั้นเป็นคำตอบหรือเป็นการสร้างปมปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

การประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มีคำฟ้องว่าบุคคลในเรือนจำกว่า 400 คนเป็นสมาชิกกลุ่มขบวนการที่เป็นผู้ก่อการร้าย มีเป้าประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดนจากรัฐสยาม ทำไมกลับไม่มีการแสวงหาหนทางในพูดคุยเจรจากันอย่างจริงๆ จังๆ หรือแม้แต่สอบถามความต้องการทางการเมืองของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น

สำหรับภาคประชาชนก็ได้แสดงบทบาทตรวจสอบ และสะท้อนภาพปัญหาได้ดีในระดับหนึ่ง สัญญาณที่ดีคือแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ (พล.ท. พิเชษฐ์ วิสัยจร) มีท่าทีรับฟัง ทหารยังคงเป็นพระเอกในเรื่องอยู่ แต่จะเป็นแบบแนวบุ๋นหรือแนวบู๊ หรือเป็นพระเอกแบบตบแล้วจูบ ฝืนใจชาวบ้านมลายูกันต่อไปก็คงต้องรอดูกัน แน่นอนว่าสันติภาพหรือความสงบอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ความโศกเศร้า และกดดันก็จะมีอยู่ต่อไป ทุกฝ่ายก็คงต้องให้เวลาพระเอกจำเป็นบ้าง

ท่าทีในห้วงแรกๆ ของการเข้ามาทำงานของแม่ทัพ และทีมงานชุดใหม่ ต้องทำให้ชาวบ้านไว้วางใจ ห้ามพลาดเด็ดขาด และมีความสม่ำเสมอ รับฟังเสียงบ่นเสียงวิพากษ์อย่างมีส่วนร่วม ปัญหาภาคใต้มาไกลแล้ว คงแก้ไขไม่ได้ง่ายนัก เรื่องความมีอคติทางชาติพันธุ์เป็นเรื่องใหญ่และท้าท้ายสังคมไทยอย่างมาก

ทิศทางการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในภาคใต้เป็นอย่างไร

มองว่าภาคประชาสังคมสามจังหวัดเข้มแข็ง เพียงแต่ว่าถูกกดดัน และถูกตั้งแง่จากฝ่ายรัฐจนไม่สามารถแสดงออกทางความคิดอย่างตรงไปตรงมาได้ตลอดมา

อย่างไรก็ตามใน 4-5 ปีมานี้ แนวโน้มการมีกลุ่มก้อนการทำงานที่มาก และหลากหลายขึ้น งบประมาณทุกฝ่ายก็ลงมามากขึ้น ทำให้นึกถึงประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชายแดนพม่า ประเทศศรีลังกา อาเจะห์ (อินโดนีเซีย) หรือแม้แต่ในกัมพูชา ถ้าไม่จัดแถวจัดขบวนให้ดีก็จะมีความแตกแยก ไม่มีพลัง ผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์

งานด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องเน้นคือการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้สามารถเรียกร้องสิทธิ และความเป็นธรรมของตนเองได้ ดังนั้นทุกกลุ่มก้อนต่างๆ ต้องสร้างให้ตนเองเป็นภาคประชาสังคมที่เป็นตัวแทนผู้เสียหายได้จริง ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจุดยืนที่มั่นคง สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าฝ่ายรัฐไม่เปิดโอกาสและอดทน

ที่ผ่านมารัฐมองว่าการรวมกลุ่มของภาคประชาชนและเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชน) เป็นพวกเดียวกับแนวร่วม เป็นพวกเดียวกับพวกที่ใช้ความรุนแรงที่รัฐกำลังใช้กำลังอย่างเต็มที่ในการปราบปราม ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

รัฐต้องเชื่อใจและแยกแยะให้ได้ว่าภาคประชาสังคมเป็นคนละพวกกับผู้ใช้ความรุนแรง จึงจะเกิดการทำงานร่วมกัน ยึดหลักนิติธรรม มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน เพื่อยุติความรุนแรงจากทุกฝ่าย และนำความสงบสุขอย่างยั่งยืนมาสู่สามจังหวัดภาคใต้

ที่สำคัญอยากให้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม เยาวชน นักศึกษา และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้ทำงานบ้าง และต้องให้เวลาในการพิสูจน์ด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐใช้วิธีหักดิบ เช่น จับผู้นำนักศึกษามาตั้งข้อหาคดีฆ่า คดีอั้งยี่ ซ่องโจร หรืออุ้มเยาวชนที่จบจากโรงเรียนที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยไม่มีคำตอบ เหล่านี้เป็นต้น

ที่ผ่านมาทางการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงในเรื่องบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน บทบาทขององค์การสหประชาชาติ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบทบาทและมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปฎิบัติงานกับนักสิทธิมนุษยชน กระทั่งไม่เกิดการประสานงานที่เป็นประโยชน์ ไม่ได้ช่วยกันสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น หลายเรื่องรัฐทำไม่ได้ก็ไม่ควรทำ บางเรื่องทหารไม่ควรทำ ข้าราชการพลเรือนอาจทำได้ดีกว่า ฉะนั้นการประสานงานเป็นเรื่องสำคัญ

การใช้ความรุนแรงของรัฐโดยไม่อดทนอดกลั้น เช่น ดื้อดึงที่จะจัดประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายให้ได้ในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุผลทางการเมืองของตน เกรงว่าสัญญาณแบบนี้จะทำลายความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในภาคใต้ที่ทำงานในพื้นที่มานาน และเรียนรู้แล้วว่าเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้ต้องอาศัยความอดทนอดกลั้นมาก

การใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธประหัตประหารกันในนามของความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กลับจะยิ่งสร้างความขัดแย้งและความรุนแรงเป็นวัฏจักร หรือ circle of violence ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนอื่นๆ รวมทั้งภาคประชาชนในสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชนก็ต้องประณามการยุยงส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรง ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองทั้งในระดับประเทศโดยกลุ่มพันธมิตร และในระดับพื้นที่ โดยกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ด้วย

การทำงานท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้นักสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีว่าไม่เป็นกลาง คิดอย่างไรกับการถูกมองเช่นนี้

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองยังคงร้อนระอุ ความคิดเห็นแตกแยกออกเป็นหลายฝ่ายและเหมือนจะยังไม่มีหนทางที่จะประนีประนอมกันได้ นักสิทธิมนุษยชนก็จะถูกเรียกร้องจากทั้งสองฟากฝั่งของความคิดเห็น ฝั่งหนึ่งบอกว่าควรจะตัดสินใจเลือกข้างได้แล้ว เพราะการวางตัวเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใด ก็หมายความว่ายินดีปล่อยให้การเมืองเลวร้ายต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ ในขณะที่อีกฝั่งก็เรียกร้องหรือแม้แต่ประณามว่า นักสิทธิมนุษยชนหลายคนกำลังวางตัวไม่เป็นกลาง และเอียงเข้าข้างพันธมิตรจนไม่ควรจะเรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป เพราะกำลังมีจุดยืนที่ลำเอียงและเลือกข้าง แทนที่จะเป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างที่ควร

บทบาทของนักสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯเป็นและควรเป็นการเลือกข้าง มีและควรมีจุดยืนที่ลำเอียงหรือไม่ กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง
การเรียกร้องจากทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ทำให้ต้องหวนกลับมาทบทวนตัวเองว่าการเป็น นักสิทธิมนุษยชนนั้นควรเป็นกลาง ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดจริงหรือไม่ แล้วถ้าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่ทำให้เกิดความเลวร้ายเล่า การเลือกเข้าข้างผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถือว่าเป็นความลำเอียงหรือไม่ การอยู่ข้างผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ใช่จุดที่ควรยืนของนักสิทธิมนุษยชนหรอกหรือ ที่สำคัญการไม่เลือกข้างนั้นแปลว่าอะไรในภาคปฏิบัติ

บทบาทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เคยทำให้ต้องหวนมาวิเคราะห์ตัวเองในทำนองเดียวกันนี้ คือตอนที่ไปขอให้มีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้สูญหายรายหนึ่ง ปรากฏว่าระหว่างการสอบถามเจ้าหน้าที่หน่วยราชการแห่งหนึ่งถึงความคืบหน้าของคดี เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งได้นำรูปถ่ายฆ่าเผาทำลายศพของสามีเธอมาให้ดูว่าคนไทยพุทธก็ถูกกระทำอย่างโหดร้าย ทำไมไม่เห็นมาช่วยกันบ้าง

ภาพเหล่านั้นทำให้เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอึ้งไป และทำให้ต้องมานึกย้อนถึง เสียงสะท้อนที่ว่านักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในภาคใต้มักเป็นพวกฟังความข้างเดียว ชอบร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมาน การบังคับให้คนหาย หรือโวยวายกับการไม่ได้เยี่ยมของญาติและทนายในระหว่างการควบคุมตัวของทหาร ซึ่งความจริงทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎหมายไทย แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาประมาณว่า เวลาทหารตำรวจถูกทำร้าย ถูกระเบิดตาย บาดเจ็บ หรือเวลาครู ข้าราชการหรือชาวบ้านถูกลอบทำร้าย ไม่เห็นช่วยเลย

บ่อยครั้งและหลายคนมักมองว่านักสิทธิมนุษยชนเป็นพวกโจร เข้าข้างมุสลิม ลำเอียง สร้างความแตกแยก ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ กวนน้ำให้ขุ่น ชักใบให้เรือเสีย ไม่รักชาติ เคยแม้แต่ถูกถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า

แล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร…จุดยืนที่ใช้สำหรับอธิบายกับตนเองก็คือ ความรุนแรงโดยการประหัตประหาร ฆ่าตัดคอ ทำร้ายศพ การบังคับให้บุคคลสูญหาย การซ้อมทรมาน การวางระเบิด การจุดชนวนระเบิด การลอบยิง ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด ล้วนเป็นสิ่งที่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นอาชญากรรมที่ทำร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สิน รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องเยียวยาอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ผู้กระทำความผิดต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อการลงโทษ และไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใครและมีเหตุผลในการประกอบอาชญากรรมเหล่านั้นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง หรือเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือจากการก่อเหตุร้าย ถือเป็นอาชญากรรมธรรมดา ซึ่งจะต้องอาศัยกลไกของรัฐเข้าดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ในขณะที่ผู้เสียหายที่เป็นชาวมลายูมุสลิมมักไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และอาจรวมไปถึงความเชื่อทางการเมือง

ระหว่างปี พ.ศ.2547-2551 มีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมักถูกนำเสนอหรือตั้งชื่อให้ว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือรัฐหรือตัวแทนของรัฐที่ผนึกกำลังทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน มักถูกนำเสนอว่าเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

ที่ผ่านมามีความพยายามทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย โดยเมื่อใดที่คนไทยพุทธหรือเจ้าหน้าที่รัฐถูกกราดยิง ฆ่าตาย หรือถูกลอบวางระเบิด คู่ขัดแย้งจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบหรือการก่อการร้าย ซึ่งหลายคนก็สรุปทันทีว่าเป็นการกระทำของชาวมลายูมุสลิม พื้นเพอยู่สามจังหวัดชายแดนใต้ สวมหมวกกาปีเยาะ ใส่โสร่ง มีหนวดเครา หรือนับถือศาสนาอิสลาม

ในขณะที่การดำเนินการใดๆ เพื่อตอบโต้โดยฝ่ายรัฐ ซึ่งแม้ว่าอาจจะใช้ความรุนแรงเช่นเดียวกัน กลับมักถูกนำเสนอว่าเป็นการปราบปรามโดยชอบธรรมเพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในดินแดนแถบนี้ และคนจำนวนไม่น้อยก็พอใจที่จะให้รัฐทำการปราบปราม หรืออาจจะถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรม โดยไม่เคยถามหากระบวนการสอบสวนและการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกปราบปราม

การเลือกที่จะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิมในสถานการณ์ภาคใต้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเลือกข้างทางการเมืองของนักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นคำถามที่ดิฉันเองก็ยังไม่มีคำตอบ แต่ก็ได้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างนั้นแล้วโดยไม่กังวลว่าจะเป็นความลำเอียงหรือ ไม่เป็นกลาง

อันที่จริงถ้าเราจะมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าหลักการด้านสิทธิมนุษยชนสากลนั้นไม่เคยมีจุดยืนที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเลย หลักการเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 60 ปีมาแล้ว เพื่อสร้างหลักประกันว่าประเทศต่างๆ จะร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมและต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือความคิดทางการเมืองก็ตาม

แน่ใจได้อย่างไรว่าข้างที่เราเลือกเป็นข้างเดียวกับความถูกต้องและเป็นธรรม

ในบริบทความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้นั้น ดูจะง่ายกว่าการต่อสู้กับฐานความคิดเรื่องการเมืองในประเทศไทยที่ถูกแบ่งขั้วอย่างชัดเจนในระยะ 3-4 ปีมานี้ จนทำให้แทบจะไม่มีพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างออกไป ไม่ว่าจะต่างจากกลุ่มที่สนับสนุนคุณทักษิณ (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) หรือพันธมิตร เพราะถ้าจะว่าไปตามจริง สถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้มีคู่ขัดแย้งทางความคิดที่ชัดเจนอยู่ว่าเราต้องรักษาสิทธิมนุษยชนให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงและคดีการก่อความไม่สงบ และพยายามยุติการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม

นักสิทธิมนุษยชนมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ มนุษยชนของผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง ผู้ต้องสงสัยในคดีเหล่านั้น ไม่ว่าเขาจะมีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือความเชื่อทางการเมืองใดๆ ทุกคนต้องได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนโดยเท่าเทียมกัน ทั้งที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
เราบอกตัวเองได้ชัดเจนว่าเรามาช่วยสร้างความโปร่งใสให้ระบบ อุดรูรั่วจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่พรากชีวิตผู้คนกว่า 3,000 คนนับแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา

อยากฝากอะไรถึงสังคมไทยบ้าง

ในยุคที่การเมืองพลิกผันอย่างรุนแรงท่ามกลางความแตกแยกที่ขยายวงอย่างกว้างขวางเช่นในขณะนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากจะกำหนดว่าอะไรคือถูกอะไรคือผิดได้อย่างชัดเจน เมื่อมองจากมุมมองที่ต่างกัน ภาพลักษณ์ของนักสิทธิมนุษยชนที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนทั้งมวลโดยไม่เลือกปฏิบัติจึงดูจะกลับกลายเป็นผู้พิทักษ์สิทธิและแสดงบทบาทในการคุ้มครองสิทธิให้แก่คนบางพวก บางกลุ่ม ตามความคิดทางการเมืองของพวกตนที่ได้เลือกแล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ก็น่าจะยังต้องมีเส้นแบ่งอยู่ที่คำว่า อหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง และไม่สนับสนุนความรุนแรงโดยการยุยงปลุกปั่นหรือสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใดๆ ทั้งสิ้น

เราคงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยแบบทักษิณเผชิญหน้าพันธมิตร รวมทั้งสถานการณ์การก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ เป็นสถานการณ์ที่ฟันธงยากขึ้นทุกทีว่าความถูกต้องและความยุติธรรมนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร การฝักใฝ่ทางการเมืองจึงไม่อาจมีความแตกต่างหรือถูกผิดที่ชัดเจน เช่น ขาวกับดำ ประชาธิปไตยกับสังคมนิยม หรือเผด็จการทหารกับประชาชน อีกต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักสิทธิมนุษยชนก็ควรมีสิทธิหรือแม้แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกข้าง โดยเลือกที่จะอยู่ ณ จุดยืนที่ลำเอียงตามนิยามของแต่ละคนว่าความเป็นธรรมและความถูกต้องคืออะไร สุดท้ายก็คงต้องหวังพึ่งสติสัมปชัญญะและมโนธรรมของแต่ละคนว่าจะยึดมั่นและยืนหยัดต่อหลักการและจริยธรรมของนักสิทธิมนุษยชนได้เพียงไหน อย่างไร
โดยหลักการที่ว่าก็หมายถึงการต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันแม้จะมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ตามที

กรณีเรือประภาสนาวี แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายก็ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย โดย สุรพงษ์ กองจันทึก

0

กรณีเรือประภาสนาวี แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายก็ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย โดย สุรพงษ์ กองจันทึก ตีพิมพ์ในวารสาร “ทนายความคิด” ของสภาทนายความ ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

กิจการประมงของไทยเป็นกิจการขนาดใหญ่นำรายได้เข้าสู่ประเทศจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายจำนวนมากเช่นกัน กลุ่มเรือประภาสนาวีนำลูกเรือจำนวนมากไปจับปลานอกน่านน้ำประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี และทำให้ลูกเรือเสียชีวิตถึง ๓๙ คน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ลูกเรือที่รอดชีวิตได้ยื่นฟ้องนายจ้างเจ้าของเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ รวม ๕ คนเป็นจำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง(สมุทรสาคร) เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๐ โดยมีลูกเรือชาวไทย ๑๘ คน และลูกเรือชาวพม่า ๔๔ คน รวม ๖๒ คนเป็นโจทก์ ในความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และละเมิด เรียกค่าจ้างค้างจ่าย เงินโบนัสพิเศษหรือเปอร์เซ็นต์จากการขาย ค่าทำงานในวันหยุด สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายแก่โจทก์ รวมเป็นเงินกว่า ๑๖ ล้านบาท และให้จำเลยทั้งห้าออกหนังสือรับรองการทำงานที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและส่งคืนหนังสือคนประจำเรือ (seaman book) แก่โจทก์ทั้งหกสิบสองคน

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ ศาลแรงงานกลาง (สมุทรสาคร) มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเรือประมงประภาสนาวีร่วมรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยการเลิกจ้าง และค่าบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ให้แก่โจทย์ ๓๘ คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๘๗๑,๐๐๐ บาท โดยมีรายละเอียดในคำพิพากษาดังนี้

“โจทก์ทั้งหกสิบสองสำนวนฟ้องเป็นใจความเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเรือประมงประภาสนาวีลำที่ ๑ ถึงที่ ๖ และตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งหกสิบสอง เป็นลูกเรือประจำเรือดังกล่าว ในการออกหาปลาที่น่านน้ำประเทศอินโดนีเซียโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่อมาจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกสิบสอง โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นธรรม

ทั้งขณะเรืออยู่ในน่านน้ำดังกล่าว ใบอนุญาตหาปลาของจำเลยทั้งห้าสิ้นสุดอายุลง จำเลยทั้งห้าไม่ได้สั่งการให้นำเรือกลับทันที แต่กลับสั่งการให้จอดเรือไว้ในน่านน้ำดังกล่าวอยู่นาน โดยไม่จัดส่งอาหารไปให้อย่างเพียงพอ ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบสองได้รับความเสียหายทางด้านร่างกาย จิตใจและอนามัย

ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินโบนัสพิเศษหรือเปอร์เซ็นต์จากการขาย ค่าทำงานในวันหยุด สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกสิบสอง และให้จำเลยทั้งห้าออกหนังสือรับรองการทำงานที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและส่งคืนหนังสือคนประจำเรือ (seaman book) แก่โจทก์ทั้งหกสิบสอง”

“ระหว่างพิจารณาคดี ในส่วนโจทก์ที่ ๒ และที่ ๖ ตกลงกันได้ ศาลให้แยกสำนวนในส่วนโจทก์ดังกล่าวออกไป คดีในส่วนโจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ ที่ ๑๕ ที่ ๑๗ ที่ ๑๙ และที่ ๖๒ มีการถอนฟ้อง ศาลอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และคดีในส่วนโจทก์ที่ ๕๗ ศาลเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้อง เนื่องจากโจทก์ที่ ๕๗ ถึงแก่ความตายไปก่อนฟ้องแล้ว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า โจทก์ที่ ๒ และที่ ๖ เป็นลูกเรือชาวลาวที่อ้างตนว่าเป็นคนไทย และจำเลยที่ถอนฟ้องทั้งหมดเนื่องจากยอมรับเงินจากจำเลย เป็นลูกเรือชาวไทย ๑๔ คน มีเพียงโจทก์ที่ ๕ ที่เป็นลูกเรือชาวไทยกับพวกซึ่งเป็นลูกเรือชาวพม่าอีก ๔๓ คน ยืนยัน ดำเนินคดีต่อไป

ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทและมีคำวินิจฉัย ดังนี้

๑.โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่

“ในส่วนโจทก์ที่ ๑๘ ที่ ๒๒ ที่ ๒๓ ที่ ๓๖ ที่ ๔๖ ที่ ๔๘ และที่ ๕๙ นั้น ฝ่ายจำเลยยืนยันไม่ได้เป็นลูกจ้างเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการเป็นลูกจ้างบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ โจทก์ที่ ๑๘ ที่ ๒๒ ที่ ๒๓ ที่ ๓๖ ที่ ๔๖ และที่ ๕๙ ไม่ได้มาเป็นพยานเบิกความยืนยัน ไต๋เรือผู้รับสมัครเข้าเป็นลูกจ้างก็ไม่ได้มาเป็นพยานเบิกความยืนยัน คงมีแต่โจทก์ที่ ๕ ที่ ๒๐ ที่ ๔๐ และที่ ๖๒ เป็นพยานเบิกความกล่าวถึงทั้งตามหลักฐานการจ่ายเงินให้คนทำงานบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำที่ไต๋เรือทำไว้ ซึ่งได้ถูกอ้างเป็นพยาน ก็ไม่ปรากฏชื่อของโจทก์ที่ ๑๘ ที่ ๒๒ ที่ ๒๓ ที่ ๓๖ ที่ ๔๖ และที่ ๕๙ เป็นลูกเรือแต่อย่างใด กรณีมีเหตุให้เชื่อฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑๘ ที่ ๒๒ ที่ ๒๓ ที่ ๓๖ ที่ ๔๖ และที่ ๕๙ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งห้า

ในส่วนโจทก์ที่ ๕ ที่ ๑๔ ที่ ๑๖ ที่ ๒๐ ที่ ๒๑ ที่ ๒๔ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๕ ที่ ๔๗ ที่ ๔๙ ถึงที่ ๕๖ ที่ ๕๘ ที่ ๖๐ และที่ ๖๑ นั้น ฝ่ายจำเลยยอมรับว่าเป็นลูกจ้างในเรือประภาสนาวีลำที่จำเลยแต่ละคนเป็นเจ้าของ แต่เรือประภาสนาวีทั้งหกลำมีจำเลยที่ ๕ เป็นผู้บริหารจัดการเพื่อใช้ทำการประมงระหว่างประเทศ โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ช่วยจำเลยที่ ๕ ดูแลในบางเรื่องเกี่ยวกับการทำประมง จำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับสมัครเฉพาะไต๋เรือแต่ละลำ แล้วให้ไต๋เรือไปจัดหาลูกเรือมาทำงานในตำแหน่งอื่นๆของเรือแต่ละลำ

พฤติกรรมของจำเลยทั้งห้าเข้าลักษณะจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มอบหมายให้จำเลยที่ ๕ ทำการแทน และจำเลยที่ ๕ ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มอบหมายให้ไต๋เรือทำการแทนจำเลยทั้งห้า เป็นนายจ้างของลูกเรือที่ไต๋เรือไปจัดหามาทำงานบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ โจทก์ที่ ๕ ที่ ๑๔ ที่ ๑๖ ที่ ๒๐ ที่ ๒๑ ที่ ๒๔ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๕ ที่ ๔๗ ที่ ๔๙ ถึงที่ ๕๖ ที่ ๕๘ ที่ ๖๐ และที่ ๖๑ จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งห้า”

๒.จำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์หรือไม่

“เมื่อเรือประภาสนาวีทั้งหกลำเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙ แล้วก็ไม่ได้ถูกนำออกไปทำการประมงอีก แสดงว่ามีการไม่ให้ลูกเรือทำงานบนเรือต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ กรณีจึงมีเหตุให้ฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ที่ ๕ ที่ ๑๔ ที่ ๑๖ ที่ ๒๐ ที่ ๒๑ ที่ ๒๔ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๕ ที่ ๔๗ ที่ ๔๙ ถึงที่ ๕๖ ที่ ๕๘ ที่ ๖๐ และที่ ๖๑ ตั้งแต่เรือประภาสนาวีทั้งหกลำเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙”

๓.เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

“จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยก็ได้ความว่า การทำประมงโดยเรือประภาสนาวีทั้งหกลำได้ปลาลดน้อยลงเรื่อย ตอนเดินทางกลับก็เป็นเรือเปล่าแล่นกลับมา และเรือบางลำไม่มีเครื่องยนต์เพราะเสียและถูกถอดออกไปซ่อม ขณะอยู่ในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซียมีปัญหาลูกเรือหยุดงานเพื่อประท้วง มีปัญหาถูกเจ้าหน้าที่บนเรือของประเทศอินโดนีเซียรบกวน และมีปัญหาลูกเรือเจ็บป่วยและตายเป็นจำนวนมาก เมื่อเรือประภาสนาวีทั้งหกลำเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ไต๋เรือแต่ละลำก็แยกย้ายจากไป และไม่มีการนำเรือออกไปทำการประมงอีกเลย พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวข้างต้น เพราะมีเหตุอันจำเป็นที่สมควรเลิกจ้างได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม”

๔.จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันรับผิด ชำระค่าจ้าง เงินโบนัสหรือเปอร์เซ็นต์จากการขาย และค่าทำงานในวันหยุด แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด

“เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างในคำฟ้องของโจทก์อื่นดังกล่าว แต่ละคนซึ่งทำงานซึ่งทำงานในตำแหน่งเดียวกันแล้วเห็นว่า มีอัตราค่าจ้างเท่ากันบ้างไม่เท่ากันบ้าง แต่ก็ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นไปได้ตามคำเบิกความของนายเฉลิมที่ว่า อัตราค่าจ้างแล้วแต่ขนาดของเรือและความสามารถของลูกเรือแต่ละคน อัตราค่าจ้างในคำฟ้องของโจทก์อื่นดังกล่าว จึงน่าเป็นไปได้ว่าตรงความจริง และในคำฟ้องของโจทก์อื่นดังกล่าวแต่ละรายมียอดจำนวนได้รับค่าจ้างจากนายจ้างแล้วบางส่วน ซึ่งมีจำนวนมากว่าที่ปรากฏเป็นเอกสารตัวจริงมีรายชื่อและรายมือชื่อของโจทก์อื่นดังกล่าวบางคนในเอกสารหมายเลข ล.๒๐ ที่จำเลยที่ ๕ เบิกความกล่าวอ้างถึง

จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์อื่นดังกล่าว คือ โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๗๘,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๔ เป็นเงิน ๑๕๓,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๖ เป็นเงิน ๖๕,๐๐๐ บาท ………. และโจทก์ที่ ๖๑ เป็นเงิน ๗๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องตามที่ขอในฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

สำหรับเงินโบนัสหรือเปอร์เซ็นต์จากการขายปลา ค่าทำงานในวันหยุด รวมถึงเงินเพิ่มกรณีไม่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งเรียกร้องมาด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยที่ ๕ โจทก์ที่ ๖๒ โจทก์ที่ ๔๐ โจทก์ที่ ๒๐ และโจทก์ที่ ๕ นั้น ไม่ปรากฏการทำประมงโดยเรือประภาสนาวีทั้งหกลำมีกำไรจากการขายปลาที่จับได้หรือไม่ เพียงใด ไม่ปรากฏนายจ้างหรือไต๋เรือซึ่งเป็นตัวแทนนายจ้างให้ลูกเรือซึ่งเป็นลูกจ้างต้องทำงานในวันหยุดด้วย และไม่ปรากฏนายจ้างพร้อมจะจ่ายค่าจ้างแล้วจงใจไม่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกเรือซึ่งเป็นลูกจ้างแต่อย่างใด

จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินโบนัสหรือเปอร์เซ็นต์จากการขายปลา ค่าทำงานในวันหยุด และเงินเพิ่มจากการไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์อื่นดังกล่าว”

๕.จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันรับผิด ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหาย แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด

“โจทก์อื่นซึ่งเป็นลูกจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอน และถูกจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ใช่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และมาตรา ๕๘๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า

จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยให้แก่โจทก์อื่นดังกล่าว โดยกำหนดจ่ายค่าจ้างที่จะใช้คำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้ถือเอาวันสิ้นเดือนเพราะไม่ปรากฏมีการตกลงจ่ายค่าจ้างกันวันใดในเดือนหนึ่ง ส่วนวันเลิกจ้างคือวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ตามวินิจฉัยแล้วข้างต้น

สินจ้างแทนการบอกกล่างล่วงหน้าต้องชำระให้โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๔ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๖ เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ……………….และโจทก์ที่ ๖๑ เป็นเงิน ๔,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยกรณีผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องอันถือเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

ส่วนค่าชดเชยต้องชำระให้โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๔ เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๖ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท …………. และโจทก์ที่ ๑๖ เป็นเงิน ๑๓,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องตามที่ขอในฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

สำหรับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างนั้น เมื่อได้วินิจฉัยไปข้างต้นแล้วว่า เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้

และสำหรับค่าเสียหายกรณีเจ็บป่วยเนื่องจากนายจ้างไม่จัดส่งอาหารไปให้อย่างเพียงพอทำให้ลูกเรือเป็นโรคขาดสารอาหารตามฟ้องนั้นเห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าโดยจำเลยที่ ๕ มีหน้าที่จัดส่งอาหารไปให้คนทำงานบนเรือประภาสนาวีทั้งหกลำ และได้ความว่าช่วงเดินทางกลับประเทศไทยมีลูกเรือจำนวนมากเจ็บป่วยจากการได้รับอาหารไม่เพียงพอ แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ ๕ โจทก์ที่ ๖๒ โจทก์ที่ ๔๐ โจทก์ที่ ๒๐ และโจทก์ที่ ๕ นั้น ปรากฏเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ลูกเรือที่เจ็บป่วยได้รับการรักษาพยาบาลแล้วก็มีอาการหายจากเจ็บป่วย โดยไม่มีสภาพร่างกายเสียหายอย่างใดอีก ทั้งฝ่ายนายจ้างก็เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แล้ว ส่วนที่ลูกเรือบางคนอ้างว่าได้รับรักษาพยาบาลน้อยกว่าที่ต้องจ่ายจริง ก็ไม่ปรากฏมีหลักฐานการจ่ายจริงสำหรับการรักษาดังกล่าวมาแสดง จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้อีกเช่นเดียวกัน

อนึ่ง สำหรับคำขอให้ส่งคืนหนังสือคนประจำเรือ (seaman book) ตามฟ้องนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งห้าไม่ได้เป็นผู้เก็บไว้ จำเลยทั้งห้าจึงไม้ต้องเป็นผู้ส่งคืนให้แต่อย่างใด

ส่วนคำขอให้ออกหนังสือรับรองการทำงานตามฟ้องนั้นเห็นว่า มีมาตรา ๕๘๕ แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า เมื่อการจ้างงานสิ้นสุดลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร จำเลยทั้งห้าจึงต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่ลูกเรือที่ถูกเลิกจ้าง”

จากคำพิพากษากรณีประภาสนาวี แสดงถึงกฎหมายไทยมีผลบังคับใช้ในอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนมีสถานะอย่างไร ย่อมได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเสมอภาค

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการดำเนินการในความผิดอาญาโดยพนักงานสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจ

อำเภอเมืองสมุทรสาครนั้นยังไม่มีความคืบหน้า โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไต้ก๋งเรือ 4 คนคือ นายชัยเล็ก นายชัยใหญ่ นายเปี๊ยก และนายสัก เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถจับตัวผู้ต้องหาทั้งสี่ได้

ศาลนาทวียกคำร้อง ไม่ไต่สวนมูลฟ้อง คดีนายมะลูซี มะตีเย๊าะ

0

เมื่อวานนี้วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551 ศาลจังหวัดนาทวี มีคำสั่งยกคำร้อง ไม่ไต่สวนมูลฟ้องตามคำร้องขอของทนายความโดยระบุว่าคำร้องของทนายความของนายมะซูลี นั้น “ไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ไต่สวนมูลฟ้อง ให้ยกคำร้อง” ส่งผลให้นายมะลูซี มะตีเย๊าะ ถูกส่งตัวไปฝากขังตามหมายศาลตั้งแต่เย็นวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551 ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา

นายมะลูซี มะตีเย๊าะ อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ. ท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นเพอยู่ อ.สะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างการสอบกลางภาคเรียน และเหลืออีกจำนวน 8 รายวิชา ก็จะจบการศึกษาปริญญาตรี ได้ ถูกพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดี โดยส่งฟ้องศาลจังหวัดนาทวีในข้อหา ฆ่า และพยายามฆ่า รวม 5 คดี และได้ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องก่อนที่จะประทับรับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าตนป็นผู้บริสุทธิ

การดำเนินคดี และสั่งฟ้องโดยพนักงานอัยการไม่มีเหตุผล เนื่องจากเหตุอันเป็นมูลคดีที่นำมาฟ้องตนนั้น เจ้าหน้าที่ได้จับตัวคนร้ายได้หมดแล้ว และคนร้ายได้ถูกศาลตัดสินลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ศาลนาทวีมีคำสั่ง ไม่ไต่สวนมูลฟ้อง ทำให้สถานภาพนายมะลูซีกลายเป็นจำเลย และถูกควบคุมตัวให้ห้องขังของศาล และในขณะที่เพื่อรอฟังคำสั่งเรื่องการประกันตัวชั่วคราว ขณะนั้นมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านที่เป็นเพื่อนบ้านจำนวน 10 คน ร่วมกันใช้ตำแหน่งทางราชการ และฐานะประชาชน ขอประกันตัว แต่ศาลปฎิเสธมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยได้ให้เหตุผลไว้ในคำสั่งว่าหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ

จากการสอบถามจำเลยถึงเหตุที่ไม่นำหลักทรัพย์มายื่นประกันตัวแต่ใช้บุคคลต่างๆ ในหมู่บ้านมาขอประกันแทน เนื่องจากตนได้ถูกฟ้องถึง 5 คดี และได้นำหลักทรัพย์ไปยื่นประกันตัวในคดีแรกๆ จนหมดแล้ว

ทนายความหญิง สอ รัตนมณี พลกล้า ให้ความเห็นว่า “สถานการณ์ในขณะนี้ทำให้เห็นว่าชาวบ้านไม่มีทางออกเลย ชาวบ้าน และชุมชนต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ และมีความหวังอยู่บ้างต่อกระบวนการยุติธรรม จึงได้สนับสนุนให้นายมะลูซีต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ไม่สามารถทำได้

เสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมของนายมะลูซี และชาวบ้าน ยังไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ผู้ถูกกล่าวหาที่มีฐานะยากจน และถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมอย่างเช่นนาย มะลูซี นี้ ต้องการจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องไปรอความยุติธรรมในเรือนจำเป็นเวลายาวนาน แม้ว่าทางรัฐ จะมีค่าชดเชยเยียวยาให้ภายหลังถ้าพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ก็ไม่อาจทดแทนความสูญเสียอิสระภาพและโอกาสได้

มีตัวอย่างเช่นคดีของนายมะลูซี มะตีเย๊าะ และอีกหลายๆ คน ต้องเสียโอกาสทางการศึกษา และโอกาสในอนาคต เพราะต้องระงับการเรียนชั่วคราว หรือขั้นที่ต้องยุติการเรียน และหมดอนาคต “

นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาโครงการเข้าถึงความยุติธรรมคุ้มครองประชาชนทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยว่า “จากสถิติของทางราชการพบว่า คดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้เพียง 14% เท่านั้น กระบวนการยุติธรรมที่ไม่น่าเชื่อถือ และล่าช้า อาจเป็นสาหตุหนึ่งของการหลบหนี”

“ยิ่งไปกว่านั้น คดีความมั่นคงที่พนักงานอัยการส่งฟ้องศาล นั้น หลังจากศาลพิจาณาคดี ซึ่งแต่ละคดีใช้เวลานานนับปี แล้วมีคดีที่ศาลให้ความเป็นธรรมโดยมีคำพิพากษายกฟ้องสูงถึง 32% แสดงว่า จำเลยในคดีความมั่นคงจำนวน 10 คน อาจถูกขังโดยที่ไม่ได้มีความผิดนับปีระหว่างรอการพิจาณาคดีการตัดสินของศาล ถึง 3 คน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมทางโครงการฯ จึงเห็นว่าในคดีความมั่นคงศาลควรไต่สวนมูลฟ้องคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก่อนที่จะประทับรับฟ้องด้วย เนื่องจากการทำงานของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการไม่น่าเชื่อถือ” นายสมชาย หอมลออ กล่าวอ

นายมะลูซี เปิดเผยว่า “ก่อนหน้านี้ มีหลายคนเสนอว่าให้ หลบหนี เพราะครอบครัวไม่มีทางหาหลักทรัพย์มาประกันตัวได้ แต่ผมต้องการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และใช้ช่องทางทางกฎหมายในการเรียนร้องความเป็นธรรม” 

ทางทนายความจะขออุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลอุทธรณ์ และจะดำเนินการเพื่อขอให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้นายมะลูซี สามารถได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีต่อไป

กรุณาอ่าน: ใบแจ้งข่าว ฉบับเผยแพร่วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

หมายเลขคดีวันที่ฟ้องรายละเอียดคดีวันเกิดเหตุ
1. คดีดำ 877/ 25519 มิย. 2551คดีพยายามฆ่า นายโนรี ทองสายแก้ว และนายชาญ พุ่งแก้ว (พูลแก้ว)3 กค. 2550
2. คดีดำ 1029/25519 กค. 2551คดีพยายามฆ่า นายธีรยุทธ์ รอยขวัญ13 กค. 2550
3. คดี 1462/255112 กย. 2551คดีพยายามฆ่า นายฉัตรชัย ทองกอบสม4 พย. 2549
4. คดี 1463/255112 กย. 2551คดีพยายามฆ่า นายแวสะมะแอ หะยี และนาย มาฮมูด หะยีและ18 กค. 2550
5. คดีดำ 1464/255112 กย. 2551คดีพยายามฆ่า นายบุญมา ขุนจันทร์29 มค. 2550

หมายเหตุ: รายละเอียดคดีที่นายมะลูซี มะตีเย๊าะถูกกล่าวหาทั้ง 5 คดีนี้ มีข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2551 นายมะลูซี ได้ถูกจับ และต่อมาได้ถูกส่งฟ้องดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการในข้อหาหนักรวม 5 คดี ในข้อหาความผิดเดิมที่นายมะลูซีเคยถูกจับมาแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550

ซึ่งในการถูกจับ และดำเนินคดีครั้งนั้น พนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง โดยได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นไปให้พนักงานอัยการแล้ว เนื่องจากผู้ต้องหาได้แสดงพยานหลักฐานที่ชัดแจ้ง สามารถหักล้างพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนจนเป็นที่พอใจ จนเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้ง 5 คดีดังกล่าว

พนักงานสอบสวนจึงได้มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง และมีคำสั่งปล่อยตัวนายมะลูซี ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2550 แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบปี พนักงานอัยการกลับมีคำสั่งฟ้องนาย มะลูซี ทั้ง 5 คดี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2551 วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 และวันที่ 12 กันยายน ปีพ.ศ. 2551 ตามลำดับ