เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมในฐานะทนายโจทก์ร่วมที่ 1 ถึง 3 ยื่นอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลชั้นอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ อท. 166/2565 ซึ่งเป็นคดีที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวกรวมสี่คน ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฆาตกรรมนายบิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน อำพรางศพและข้อหาอื่น ๆ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสาม มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. โจทก์ร่วมทั้งสามเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา แต่ไม่เห็นพ้องกับโทษที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับโทษจำคุก 3 ปี เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของรัฐ มีตำแหน่งข้าราชการระดับสูง มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ย่อมรู้ในขั้นตอนการตรวจค้น ตรวจยึด จับกุมควบคุมตัวเป็นอย่างดี แต่จำเลยที่ 1 กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีเจตนาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบปกปิดการกระทำความผิดของตนกับพวก เพื่อฆ่าและเผาทำลายศพนายพอละจี และปิดบังข้อเท็จจริงไม่ให้ญาตินายพอละจีตามหาตัวนายพอละจีได้มาตั้งแต่ต้น ถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพ ความปลอดภัยในร่างกายและชีวิตของนายพอละจี ขอศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เต็มอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด

2. การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึง 4 แสดงถึงเจตนาในการปกปิดการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึง 3 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการกระทำความผิดดังกล่าว

3. จากคำเบิกความพยานและพยานหลักฐานกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพรถอุทยานขับผ่านในวันเกิดเหตุ ประกอบบันทึกถ้อยคำนักศึกษาฝึกงานพยานสำคัญที่อยู่ในวันเกิดเหตุ ย่อมรับฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยทั้งสี่ ไม่ได้มีการจอดรถเพื่อปล่อยตัวนายพอละจี และมีการยกจักรยานยนต์ลงจากรถยนต์กระบะตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลที่อยู่กับนายพอละจีเป็นกลุ่มสุดท้ายโดยมีการควบคุมตัวขึ้นรถยนต์กระบะโดยมีอาวุธปืนบริเวณท้ายที่นั่งฝั่งคนขับ ขับรถอุทยานฯ แล้วพาตัวออกไปโดยไม่มีผู้ใดได้เห็นนายพอละจีอีกเลย ไม่ได้มีการปล่อยตัวแต่มีการควบคุมตัวมาโดยตลอดจนกระทั่งพบหลักฐานว่านายพอละจีถึงแก่ความตาย อีกทั้งจำเลยทั้งสี่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่ามีการปล่อยตัวจริงยกเว้นคำกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสี่เรื่องฐานที่อยู่ และคำให้การของพยานที่เกิดจากการจัดเตรียมทำขึ้นของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นเท็จและมีพิรุธอย่างมาก

4. รายงานผลการตรวจสารพันธุกรรม จากการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมในไมโทรคอนเดรียจากชิ้นกระดูกของกลางที่พบในบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน พบว่ารูปแบบสารพันธุกรรมของชิ้นกระดูกดังกล่าวและรูปแบบสารพันธุกรรมของนางโพเราะจี รังจงเจริญ มารดานายพอละจี มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตที่สืบทอดมาจากมารดาหรือยายคนเดียวกัน ข้อเท็จจริงรายงานดังกล่าวรับฟังได้หนักแน่นว่าส่วนกระดูกที่พบเป็นชิ้นส่วนกระดูกของนายพอละจี อีกทั้งในทางพิจารณาจำเลยที่ทั้งสี่ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาหักล้างหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ของโจทก์ได้

นอกจากนี้ โจทก์ร่วมทั้งสามยังได้ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้นำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนสองปาก เพื่อนำเสนอประเด็นการพิจารณารับฟังพยานหลักฐานตามคำพิพากษาจากศาลต่างประเทศและจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานกรณีการบังคับให้สูญหายตามหลักสากล และเจตนารมณ์พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพิ่มเติมประกอบการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บางกลอย-ใจแผ่นดิน” ได้ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไปโดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในขณะนั้น กับพวก หลังจากนั้นไม่มีใครทราบชะตากรรมของบิลลี่อีกเลย จนกระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการ ได้ร่วมกันติดตามสอบสวนคดีดังกล่าวจนได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ ที่จับกุมบิลลี่ไปนั้นได้ร่วมกันกระทำผิดต่อบิลลี่ ในคดีร่วมกันฆาตกรรมอำพรางโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจติดตามผลคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ในดคีนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวของนายบิลลี่และชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดินที่เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมมาเกือบสิบปี จะสามารถได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และนำเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดได้ในที่สุด

Author