อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF) ได้รับแจ้งจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดฮอด มีคำสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้มฆ่านายดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกอุ้มหายไปนาน 2 เดือน จนกระทั่งถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ
ภายในหนังสือแจ้งคำสั่ง มีใจความว่าจากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในชั้นนี้ ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า กรณีการหายตัวไปและการตายของนายดีแข เกิดจากการถูกจับกุม ควบคุมตัวหรือลักพาตัวไปโดยผู้ใด และมีการกระทำความผิดโดยการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจทำการสอบสวนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดฮอดจึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวน และมีคำสั่งยุติเรื่อง

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 CrCF ยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีมีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่ง เอาตัวไปจากบ้านและหายไปโดยครอบครัว ไม่ทราบชะตากรรมนานถึง 2 เดือน ต่อมาภายหลังถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ ซึ่งมีข้อสังเกตและข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด อันถือได้ว่าเป็นคดี “อุ้มหาย” ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 CrCF จึงได้ร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงยุติธรรม, พนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียหายได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตและได้รับความเป็นธรรม
จากการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยครอบครัวผู้เสียหาย พบข้อสงสัยหลายประการ กล่าวคือ
- นายดีแข ยศยิ่งยืนยง ถูกบังคับให้สูญหายไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 โดยระหว่างการติดตามค้นหาตัวนายดีแข ครอบครัวได้ทราบข้อเท็จจริงว่า ในวันดังกล่าว มีชาวบ้านพบเห็นว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 6 คน ได้จับกุมตัวนายดีแขไปพร้อมกับเพื่อน 1 คน จากนั้นนายดีแขได้หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน จนกระทั่งมีผู้พบร่างของนายดีแขในป่าเขตพื้นที่ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยสภาพศพน่าสงสัยว่าจะมีการกระทำที่เป็นการทรมานและปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม
- หลังจากที่นายดีแขฯ หายไปเพียง 1 วัน ลูกสาวของนายดีแขได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่า นายดีแขถูกจับ ให้รีบเข้าไปดำเนินการเรื่องเอกสาร แต่เมื่อลูกสาวจะติดต่อเบอร์ดังกล่าว เพื่อประสานงานเพิ่มเติมกลับติดต่อไม่ได้แล้ว
- วันที่ 27 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 8 คน ติดต่อกับลูกสาวของดีแข พร้อมประสานกับกำนัน, อบต. และผู้ใหญ่บ้าน ขอเข้ามาพบปะพูดคุยกับครอบครัวของดีแข โดยชี้แจงว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายดีแข แต่ขอมอบเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัว หลังจากนั้น ในวันที่ 2 เมษายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางมาพบครอบครัวของดีแขอีกครั้ง และนำเงินสดมามอบให้เป็นจำนวน 250,000 บาท และในวันที่ 4 เมษายน 2568 ลูกสาวของดีแขได้รับเงินโอนเข้าบัญชี จำนวน 250,000 บาท รวมเงินที่ได้รับทั้งหมด 500,000 บาท
- ขณะที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยเจรจากับครอบครัวของดีแข ได้แจ้งกับครอบครัวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เอาตัวนายดีแขไปจริง แต่ปล่อยตัวแล้ว
จากข้อพิรุธที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ครอบครัวของผู้ตายยังคงติดใจถึงสาเหตุการหายตัวไป และการเสียชีวิตของนายดีแขเป็นอย่างมาก นอกจากนี้การเข้ามาพบพูดคุยเจรจาและนำเงินมามอบให้เพื่อไม่ให้ครอบครัวของนายดีแขดำเนินคดีตามหาผู้กระทำความผิด ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างมาก ข้อพิรุธและพยานหลักฐานดังกล่าว ครอบครัวได้นำส่งให้พนักงานอัยการศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดฮอด พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วทั้งหมด แต่หลังจากการดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กลับมีการปฏิเสธการสืบสวนสอบสวน และมีการสั่งยุติเรื่อง
CrCF มีความกังวลต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่รัฐตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเห็นว่า อาชญากรรมในรูปแบบการบังคับให้สูญหาย หรือการอุ้ม-ฆ่า ต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการอำพรางศพ ปกปิดพยานหลักฐาน รู้เส้นทางหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด ทำลายดีเอ็นเอในพื้นที่เกิดเหตุต่างๆ การที่เหตุการณ์เสียชีวิตที่ผิดปกติดังกล่าว กลับไม่พบร่องรอยใดๆเลย ถือว่า เป็นความสำเร็จของผู้กระทำความผิดที่ต้องการอำพรางพยานหลักฐานแล้ว ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมต้องมีความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น และนอกจากมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่อเต้าหน้าที่ที่กระทำผิด และสืบสวนไปจนกว่าจะทราบชะตากรรม หรือรายละเอียดของการกระทำความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามที่พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดไว้ในมาตรา 10
การบังคับให้บุคคลสูญหายนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคมโดยรวม แต่หากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังไม่สามารถทำได้อย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การตั้งคำถามของครอบครัวของผูุ้เสียหาย ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามความคืบหน้าคดีนี้ต่อไป เพื่อให้ญาติได้ทราบถึงชะตากรรมและผู้กระทำความผิดและได้รับความเป็นธรรมต่อไป


![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]คณะกรรมการต่อต้านการบังคับสูญหายแห่งสหประชาชาติ ส่งหนังสือปฏิบัติการด่วน ถึงรัฐบาลไทยและกัมพูชา กรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]CrCF ส่งหนังสือถึงสถานทูตอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกรณี “อันดรี ยูนุส” นักปกป้องสิทธิชาวอินโดนีเซียถูกสาดน้ำกรด](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/31-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)