ทหารเกณฑ์เสียชีวิตในค่าย: หากปัญหาทหารเกณฑ์ตายไม่จบ เราคงต้องนับศพทหารทุกปี
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นอีกครั้งที่สังคมไทยต้องรับทราบเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ถึง 3 กรณี ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่ กรณีพลทหารกฤตานน พลจันทึก ที่เสียชีวิตจากการถูกรุมทำร้าย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ตามด้วยการเปิดเผยกรณีของพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง ที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 แต่กลับมีการพบช้อนสั้นตกอยู่ในเตาเผาศพ หลังมีการฌาปนกิจศพของพลทหารเพรชรัตน์ และกรณีการเสียชีวิตของพลทหารพฤษภา วิมุตติธรรมชัย จากอาการสมองตายเนื่องจากฝีในสมอง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 หลังจากมีอาการป่วยขณะเข้ารับการฝึกมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
การเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ทั้งสามกรณีนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแทบทุกปี สังคมก็มักจะได้รับทราบข่าวคราวการสูญเสียเช่นนี้อยู่เสมอ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่สังคมต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับสวัสดิภาพของทหารเกณฑ์ภายในค่ายทหาร และเหตุใดเราจึงต้องสูญเสียคนวัยหนุ่มที่มีกำลังในการพัฒนาประเทศทุกๆ ปี เพียงเพราะคำว่า “รับใช้ชาติ”
10 ปี 25 ราย: สถิติการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ในปี 2560 – 2569
จากการสำรวจข่าวในสื่อออนไลน์โดย CrCF พบว่า ในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2560 – 2569) มีกรณีทหารเกณฑ์เสียชีวิตขณะเข้ารับการเกณฑ์ทหารสูงถึง 25 กรณี ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาการเจ็บป่วยทางกายและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที รวมทั้งการซ้อมทรมานโดยครูฝึกหรือพลทหารรุ่นพี่ โดยปี 2563 เป็นปีที่มีจำนวนทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากที่สุด คือ 6 ราย และในรอบ 10 ปีนี้ เดือนที่มีทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน (7 ราย) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในผลัดที่ 2 ของปี พลทหารที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 18 – 27 ปี และช่วงอายุที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดคือ 22 ปี (8 ราย)
นอกจากนี้ ช่วงก่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) เมื่อ พ.ศ. 2566 มีกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ 16 กรณี และหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีกรณีทหารเกณฑ์เสียชีวิตขณะเข้ารับการเกณฑ์ทหาร 9 กรณี รวมทั้งในรอบ 10 ปี สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการถูกทำร้ายขณะรับโทษจำคุกภายในค่ายทหาร, อาการเจ็บป่วยทางกายซึ่งไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และการซ้อมทรมาน อย่างไรก็ตาม ลักษณะของค่ายทหารซึ่งเป็นพื้นที่ปิดและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด ยากแก่การตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก ก็ทำให้กรณีเหล่านี้ปรากฏต่อสาธารณะเฉพาะเมื่อครอบครัวผู้เสียชีวิตร้องเรียนและกลายเป็นข่าวเท่านั้น จึงอาจคาดการณ์ได้ว่า ยังมีกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์เกิดขึ้นมากกว่านี้ เพียงแต่ไม่ปรากฏข้อมูลในสื่อ
นอกจากนี้ ภายหลังที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีพลทหารเพชรัตน์ และพลทหารพฤษภา ปรากฏว่าหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนทหารเกณฑ์ ได้มีการปิดตัว หรือหายไปจากเว็บไซต์หลัก เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก มทบ. 11 (https://www.facebook.com/NunitRTA/) ส่วนเว็บไซต์กองทัพบก (https://rta.mi.th/news-detail/2568/07/03/conclude-training/) ที่เคยเผยแพร่ตัวเลขยอดกำลังพล ปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้ และในเว็บไซต์ของสัสดี (https://sassadee.rta.mi.th/) ส่วนที่รวบรวมสถิติต่างๆ ก็หายไปเช่นกัน
กระบวนการยุติธรรม เมื่อคู่กรณีเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ”
โดยทั่วไป เมื่อกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ระหว่างเข้ารับการเกณฑ์ทหารตกเป็นข่าวดังในสื่อ ต้นสังกัดมักจะแถลงข่าวถึงสาเหตุการเสียชีวิต โดยยืนยันว่าการเสียชีวิตนั้น “ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึก” แต่ให้เหตุผลว่ามาจากความขัดแย้งระหว่างบุคคล อาการป่วย หรือผู้เสียชีวิตตัดสินใจปลิดชีพตนเองเนื่องจากโรคทางจิตเวช หรือมีประวัติเสพยาเสพติด ตามด้วยการแถลงถึงมาตรการสอบสวนและเยียวยาเบื้องต้น เช่น การตั้งคณะกรรมการสอบสวน การลงโทษทางวินัยแก่ผู้กระทำความผิด พร้อมทั้งเป็นเจ้าภาพงานศพ และมอบเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินสวัสดิการ และเงินประกัน ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 20,000 – 300,000 บาท (ในบางกรณีได้รับเพียงเงินช่วยเหลือในการฌาปนกิจ แต่ไม่ได้รับเงินประกัน เช่น กรณีของพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี) อย่างไรก็ตาม หลังจากการแถลงข่าวของต้นสังกัด กลับไม่พบข่าวการแจ้งความคืบหน้าแต่อย่างใด
การเสียชีวิตของทหารเกณฑ์เป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายในค่ายทหาร ซึ่งเป็นสถานที่ปิดและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และโดยส่วนใหญ่มักมีคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การค้นหาความจริงเป็นไปได้ยาก ทั้งในด้านของพยานหรือหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ถึงสาเหตุการตาย พยานที่อยู่ในเหตุการณ์มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหลักฐานก็อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของหน่วยงานรัฐ ประกอบกับในช่วงก่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่หน่วยงานของกองทัพ จะต้องได้รับการพิจารณาคดีในศาลทหาร ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ที่กลายเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของครอบครัวผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้การฟ้องคดีอาญาอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหาร โดยอัยการศาลทหารเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้องต่อผู้กระทำความผิด โดยที่ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้เสียหายไม่สามารถเข้าไปเป็นโจทก์โดยตรงในคดีอาญา ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงเอกสารและสำนวนคดีทั้งหมด อีกทั้งการพิจารณาคดีจะกระทำในศาลทหาร ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เดียวกับหน่วยงานทหาร และตุลาการศาลทหาร ที่ประกอบด้วยนายทหารที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์ และตุลาการพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นนายทหารที่จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ เป็นผู้พิจารณาคดี
นั่นหมายความว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับคดีเช่นนี้ล้วนเป็นทหาร ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายกรณีจบลงที่การรับเงินช่วยเหลือเยียวยา โดยไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญา เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เมื่อไม่มีการเปิดเผยความจริง ก็ไม่อาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายในองค์กร ทั้งปัญหาด้านสวัสดิภาพและการรักษาพยาบาล รวมทั้งปัญหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในค่าย ซึ่งล้วนนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน จำนวน 2 กรณี ได้แก่ กรณีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกทรมาน มีการพิพากษาลงโทษครูฝึกและรุ่นพี่ รวม 13 คน ในความผิดฐานทรมาน โดยมีโทษจำคุก 20 ปี, 15 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ และกรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตจากอาการป่วยหลังจากฝึก โดยศาลตัดสินลงโทษจำคุกครูฝึกเป็นเวลา 1 ปี ฐานปฏิบัติที่โหดร้ายฯ แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ เหลือจำคุก 8 เดือน
นอกจากนี้ ภายหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กองทัพและกระทรวงกลาโหมได้มีมาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร โดยกำหนดแนวทางในการลงโทษไม่ให้ผิดไปจากแบบธรรมเนียมทหาร ห้ามมิให้คิดขึ้นใหม่ หรือใช้วิธีลงทัณฑ์อย่างอื่น รวมทั้งต้องไม่มีการทำร้ายหรือทรมานร่างกาย เช่น การทุบตี เตะ ต่อย ใช้ของแข็งกระแทกตัว ใช้ไฟฟ้าจี้ หรือคลุมศีรษะเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ และให้ใช้การพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย หรือการออกกำลังกายแทน
สำหรับประเด็นเรื่องความรับผิดของผู้บังคับบัญชา ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นั้น แม้ในคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1379/2567 จะกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ไม่ได้กำกับดูแลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ต้องถูกสอบสวนวินัย กรณีไม่กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา และกรณีไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด นอกจากนี้ หากผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้บังคับบัญชาคนใดได้รับโทษตามคำสั่งดังกล่าว
หากปัญหาไม่จบคงต้องนับศพทหารต่อไป
จากการสำรวจเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ภายในค่ายทหาร สิ่งที่พบได้ยากในกรณีเหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่รอบด้าน นอกเหนือจากพฤติการณ์การเสียชีวิต สาเหตุการเสียชีวิต และมาตรการเยียวยาเบื้องต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีมุมมองที่จำกัดอยู่ที่การให้ข้อมูลของครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งแม้จะนำไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของสังคม และการตั้งคำถามกับหน่วยงานความมั่นคง แต่กลับไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่สังคมได้รับยังขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานต้นสังกัดเท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา การนำเสนอข่าวจึงมีเพียงการรายงานจากแถลงการณ์ของค่ายหรือกองทัพเท่านั้น อีกทั้งหลายกรณียังแฝงด้วยถ้อยคำที่มีอคติและตีตราผู้เสียชีวิต หรือกล่าวโทษผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนไม่ดี เช่น การแถลงเกี่ยวกับพฤติกรรมการเสพยาเสพติด หรือการเสียชีวิตเนื่องจากโรคทางจิตเวช ขณะที่บริบทแวดล้อมปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น วัฒนธรรมอำนาจนิยม หรือวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด กลับไม่ถูกนำเสนอมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐาน ทำได้อย่างจำกัด เช่นเดียวกับความคืบหน้าของคดี ที่สุดท้ายจบลงที่การแถลงข่าวของหน่วยงานต้นสังกัด แต่ไม่มีใครทราบว่ามีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่ อย่างไร
เมื่อความจริงไม่อาจถูกเปิดเผยต่อครอบครัวผู้เสียหายและสาธารณชน การเข้าถึงความเป็นธรรมผ่านความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์จึงเป็นไปได้ยาก อีกทั้งสังคมยังได้รับผลกระทบจากการไม่เปิดเผยความจริง เพราะหากหน่วยงานผู้รับผิดชอบไม่เคยยอมรับความจริงและรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง จนนำไปสู่การปฏิรูปทั้งโครงสร้างองค์กร ก็อาจจะต้องมีคนหนุ่มอีกมากมายที่ต้องสังเวยชีวิตในค่าย มีอีกหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากการเสียชีวิตที่ไม่ควรเกิดขึ้น และสิ่งที่เราทำได้คงมีแต่การนับศพทหาร แม้พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ร่วมในสงครามก็ตาม






