โทชิ คาซามะ: ความกลัว ความตาย และความหมายของความจริงจากแดนประหารทั่วโลก
หากย้อนกลับไปในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สิ่งหนึ่งที่เราคุ้นชินคือป้ายหาเสียงหลากสีสัน เบอร์และชื่อผู้ลงรับสมัครรับเลือกตั้งกับหัวหน้าพรรคการเมือง ตลอดจนหลากหลายนโยบายที่แต่ละพรรคตั้งใจนำมาชูโรงเพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนที่เห็นด้วยหรือชอบใจ ข้อมูลบนป้ายหาเสียงเหล่านี้ล้วนปรากฏโดดเด่นแข่งกันดึงสายตาผู้คนที่สัญจรไปมา หนึ่งในนโยบายที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก คือ นโยบายการใช้โทษประหารชีวิตกับอาชญากรรมร้ายแรงต่างๆ ที่สั่นคลอนสังคม
ในทางกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันประเทศไทยแม้จะยังคงมีบทลงโทษประหารชีวิต แต่ไม่ได้มีการดำเนินการประหารชีวิตในทางปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2561 ในขณะที่ประเทศ 2 ใน 3 ของโลกได้ยกเลิกการประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้ว กล่าวคือเกือบทั้งโลกอาจไม่ได้มองว่าโทษประหารคือทางออกที่ดีที่สุดของสังคม แต่ทำไมกระแสสังคมในประเทศไทยจึงสวนทางกับกระแสโลก
“โทชิ คาซามะ” ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ผู้อุทิศชีวิตในการติดตามและพูดคุยถึงโทษประหารตั้งแต่ปี 1996 เขาเป็นช่างภาพมากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปสำรวจ “แดนประหาร” ในหลายมุมโลก สนทนากับผู้ถูกตัดสินให้ต้องตาย ผู้ที่พยายามกลับมามีชีวิต และเหล่ายมทูตจำเป็นที่ต้องดับดวงไฟชีวิตโดยหวังว่ามือตนเองจะไม่เปื้อนเลือด โทชิเชื่อว่าการทำความเข้าใจโทษประหารให้ลึกซึ้งจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างตรงไปตรงมา
กลิ่นความตาย น้ำตา การบอกลา ความโกรธแค้น บาดแผล และการเยียวยา เรื่องราวหลังกำแพงเรือนจำได้นำพาให้เขาสำรวจความเป็นมนุษย์ในหลากหลายแง่มุมและผลักดันให้เขาออกเดินทางไปถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายในหลายประเทศเพื่อให้โทษประหารถูกพูดถึง เพราะเขาเชื่อว่าในหลายๆ สังคม คำว่าโทษประหารอาจเป็นคำที่ถูกกล่าวถึงรายวันแต่กลับเป็นเรื่องที่สังคมนั้นอาจจะยังพูดคุยถึงมันไม่มากพอ

What is a humane way of killing a human? วิธีใดคือการฆ่าอย่างมีมนุษยธรรม?
“คุณคงเคยได้ยินคนจำนวนมากพูดถึงโทษประหารชีวิต ‘เขาสมควรถูกฆ่า’ ‘คนที่ข่มขืนเด็กผู้หญิงควรถูกประหาร’ คุณได้ยินแบบนี้ตลอดเวลา แต่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้ความจริงของความตาย”
โทชิกล่าวในช่วงต้นของการนำเสนอ ภายในงาน “Light up Night เมื่อโทษประหารชีวิตถูกใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง 69 ของพรรคการเมือง” ที่จัดขึ้นโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เขาเชื่อว่าการทำความเข้าใจและตัดสินใจที่จะเชื่อในเรื่องที่ยากควรจะต้องพาตนเองออกไปเผชิญกับโลกความจริงมากกว่าเพียงการตัดสินจากความคิดของตนเพียงอย่างเดียว นั่นรวมไปถึงการค้นหาความจริงเกี่ยวกับความตายของโทษประหารชีวิตด้วย
“เมื่อพูดถึงโทษประหาร มันไม่ใช่เหตุผลเชิงตรรกะที่ทำงาน แต่มันคืออารมณ์ ผู้คนตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกว่า ‘อาชญากรคนนี้ต้องตาย’ เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริงของโทษประหาร และไม่รู้ความจริงของครอบครัวผู้เสียหาย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของอารมณ์อย่างมาก”
แน่นอนว่าหากพูดถึงโทษประหาร สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องความตาย แต่ในทันทีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต หรือขณะที่กระบวนการประหารกำลังดำเนินไป จินตนาการของคนทั่วไปจะสามารถไปถึงจุดใดได้บ้าง อย่างมากอาจจะเป็นคำพิพากษาในศาล การรายงานข่าวในสื่อต่างๆ มากกว่า “การฆ่า” ที่จะเกิดขึ้นจริง และนั่นอาจทำให้ความจริงของความตายและโทษประหารบางประการขาดหายไป
หนึ่งในบทบาทสำคัญที่ภาพถ่ายขาวดำของโทชิทำงาน คือการถ่ายทอดภาพและเรื่องราวการประหารที่เกิดขึ้นจริงๆ ให้ผู้คนได้รับรู้ภาคต่อจากหน้าข่าวและคำพิพากษา
ภาพแรกที่เขานำเสนอคือภาพแดนประหารในไต้หวัน ซึ่งเขาได้รับอนุญาตจากทางการให้เข้าไปถ่ายภาพในแดนประหารที่ไม่มีใครเคยได้เข้าไปถ่ายภาพมาก่อน โทชิเปิดรูปมุมต่างๆ ของแดนประหารขึ้นหน้าจอนำเสนอ เริ่มจากจุดแรกของแดนประหารที่นักโทษจะต้องมาดำเนินการเป็นขั้นตอนแรก นั่นคือการมายืนหน้าหิ้งพระผู้คุมจะให้นักโทษจุดธูปต่อหน้าพระพุทธรูป การจุดธูปเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่จุดธูปเมื่อถูกประหารแล้ววิญญาณจะไม่เหลงเหลืออยู่บนโลกนี้ วิธีนี้เป็นการคุ้มครองเพชฌฆาตทางจิตใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกวิญญาณที่พวกเขาประหารกลับมาหลอกหลอน ตามด้วยภาพห้องสี่เหลี่ยมที่อยู่ไม่ไกลจากหิ้งพระ ภายในห้องสี่เหลี่ยมมีบัลลังก์เล็กๆ ที่นักโทษประหารจะพบกับเจ้าหน้าที่อัยการเพื่อตรวจสอบชื่อและเวลาประหารตามขั้นตอนของทางการ ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องประหารหรือ ‘ห้องทรายสีดำ’

“บนพื้นที่เป็นทรายสีดำ นักโทษต้องนำผ้าปูมาเอง ปูนอนคว่ำหน้าแล้วเพชฌฆาตจะยิง ถ้านักโทษบริจาคอวัยวะ เพชรฆาตจะยิงที่ต้นคอ แต่ถ้าไม่บริจาคก็จะยิงที่หัวใจจนเสียชีวิต การประหารจะใช้กระสุนปืนประมาณ 5–7 นัด ที่ต้องใช้ทรายสีดำเพราะเลือดจะไม่เห็นชัด และทรายช่วยไม่ให้กระสุนสะท้อนกลับไปโดนเพชฌฆาต”
วิญญาณอาฆาต เลือดสีแดงสด และการสะท้อนกลับของกระสุน นอกจากจะทำให้เห็นความกลัวของเพชฌฆาต ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่หวาดกลัวและขยาดกับการฆ่าคน ในทางหนึ่งพวกเขาคือตัวแทนของสังคมที่ต้องมือเปื้อนเลือดในนามความยุติธรรมแต่กลับต้องแบกรับความหวาดกลัวไว้กับตนเอง อีกวิธีหนึ่งของการประหารที่โทชิได้เข้าไปถ่ายภาพคือการใช้เก้าอี้ไฟฟ้า ภาพขาวดำของเขาฉายให้เห็นเก้าอี้สีขาวตัวใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเก้าอี้ที่ผู้กำลังจะเข้าสู่โลกความตายต้องนั่งรอฟังคำพิพากษาจากพญายมกับสายรัดขนาดใหญ่ที่จะทำหน้าที่รัดทั้งตัวและแขนขาของผู้นั่ง โทชิได้เข้าไปถ่ายภาพดังกล่าวหลังจากที่มีการใช้เก้าอี้ประหารนักโทษไปได้ไม่นาน
“เมื่อผมเข้าไปในห้องนั้น ผมขนลุก เพราะมีกลิ่นเนื้อมนุษย์ที่ถูกเผาสดๆ”
“นี่คือวิธีฆ่ามนุษย์ด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า คุณเห็นรอยดำนี้ไหม นั่นคือกระดูกก้นกบที่ไหม้ติดอยู่กับที่นั่ง พวกเขาทำความสะอาดทุกครั้งหลังการประหารแต่ละครั้ง แต่รอยนั้นก็ยังคงอยู่ ผู้ถูกประหารจะถูกสวมอุปกรณ์ครอบศีรษะที่มีสายไฟฟ้า และข้อเท้าทั้งสองข้างจะถูกต่อเข้ากับสายไฟเช่นกัน เมื่อเปิดสวิตช์ ดวงตาจะปูดโปนออกมา และร่างกายทั้งร่างจะไหม้เกรียมเหมือนถ่าน จากนั้นของเหลวในร่างกายจะไหลออกมาทางทวารหนัก”
อีกหนึ่งความจริงที่มากกกว่าความสยดสยองคือวิธีการในการประหารนี้ดำเนินการโดยการ ‘กดสวิตช์’ ที่ติดตั้งอยู่หลังผนังห้องประหาร ที่น่าสนใจคือสวิตช์มีถึงสองอัน จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อเพิ่มกำลังกระแสไฟสองเท่า แต่เพื่อเป็น “ที่พึ่งทางใจ” ให้ผู้ที่กดสวิตช์รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนที่กำลังทำให้มนุษย์อีกคนหนึ่งตาย
“ด้านหลังผนังอิฐนี้มีสวิตช์สองตัว ไม่ใช่ตัวเดียว แต่เป็นสองตัว เป็นสวิตช์กลไกแบบเก่า เจ้าหน้าที่สองคนจะเปิดสวิตช์พร้อมกัน แต่พวกเขาไม่รู้ว่าสายไฟเส้นไหนที่เชื่อมต่อกับกระแสไฟจริง วิธีนี้ทำให้พวกเขารู้สึกผิดน้อยลง ต่างคนต่างหวังว่าสวิตช์ของตัวเองจะไม่ใช่ผู้ที่ทำให้เกิดการประหาร”

โทชิเล่าว่ากลสองสวิตช์นี้ไม่ได้มีแต่กับวิธีการใช้เก้าอี้ไฟฟ้า แต่กับวิธีอื่นๆ เช่นการกดปุ่มที่มีมากกว่าหนึ่งปุ่มในการแขวนคอนักโทษในประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่มีเพียงสวิตช์เดียวที่ทำให้พื้นเปิดออกและทำให้นักโทษตกลงไปจริงๆ
“ในญี่ปุ่น การประหารชีวิตใช้วิธีแขวนคอโดยพื้นจะเปิดให้ร่างตกลงไปประมาณ 5–10 เมตร ขึ้นอยู่กับแต่ละเรือนจำ ร่างกายจะถูกปล่อยให้ตกลงไป ตอนแรกผมคิดว่าการแขวนคอคือการทำให้ขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ใช่ เขาจะคล้องเชือกไว้ตรงคอ แล้วปล่อยร่างให้ตกลงมาประมาณหนึ่งถึงสองชั้นของอาคาร เพื่อให้คอหักทันที ภาพที่ผมเห็นหลังการประหารทันทีคือ แนวไหล่อยู่ตำแหน่งหนึ่งแต่ศีรษะไปอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง แต่เพื่อให้พื้นเปิดลงได้ จะมีปุ่มหลายปุ่ม บางแห่งมีเจ้าหน้าที่ 5 คน บางแห่งมี 7 คน ต้องกดปุ่มพร้อมกันทั้งหมดพื้นจึงจะเปิดออกได้”
เช่นเดียวกับวิธีการยิงเป้าที่ต้องใช้ปืนหลายกระบอกและมือปืนมากกว่าหนึ่งคนในการยิง โดยในหมู่ปืนหลายกระบอกที่จะถูกใช้ยิงพร้อมๆ กันนั้นมีเพียงกระบอกเดียวที่มีกระสุนจริง จำนวนที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความรุนแรงในการฆ่าให้ตาย หรือเพื่อให้ร่างผู้ถูกประหารพรุนด้วยกระสุนปืน แต่ ‘การสุ่ม’ มีขึ้นเพื่อให้เหล่าเพชฌฆาตได้หวังว่าวันนั้นเขาจะไม่ใช่คนที่ฆ่าคน ไม่ใช่คนที่กดสวิตช์นั้น ไม่ใช่คนที่ปืนของตนมีกระสุนจริง
“หลักการเดียวกันนี้มีอยู่ทุกที่ เช่น การยิงเป้า ในอดีตประเทศไทยก็เคยใช้วิธียิงเป้า กระสุนบางนัดมีแค่ดินปืนแต่ไม่มีหัวกระสุน ดังนั้นเมื่อคุณเหนี่ยวไก คุณจะหวังว่าปืนของคุณจะไม่ใช่นัดที่มีกระสุนจริง หลักการก็เหมือนกัน”
อีกหนึ่งวิธีการประหารที่โทชิได้ไปสำรวจคือการประหารโดยการฉีดสารพิษอันเป็นวิธีที่เชื่อกันว่าเป็นการประหารที่สร้างความเจ็บปวดน้อยที่สุด
ภายในห้องประหารโดยวิธีการฉีดสารพิษ จะมีเตียงคล้ายเตียงตามโรงพยาบาลพร้อมกับสายรัดตัวผู้นอนไว้ให้นอนราบไปกับเตียง ผู้นอนจะถูกเสียบสายสำหรับฉีดยาพิษเข้าไป

“ด้านหลังผนังนี้มีสารเคมีชนิดของเหลวอยู่สามชนิด และจากผนังนี้จะมีท่อส่งไปยังแขนของผู้ถูกประหาร แต่ละสารเคมีใช้เวลาทำงานประมาณ 5 นาที สารตัวแรกทำให้คุณผ่อนคลายเป็นเวลา 5 นาที ตัวที่สองไม่ได้ฆ่า แต่ทำให้หลับเป็นเวลา 5 นาที และสารตัวสุดท้ายคือสารที่ทำให้เสียชีวิตจริงๆ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกายหดตัวและแข็งค้าง กล้ามเนื้อรอบหัวใจจะหดตัวและแข็งจนหยุดทำงาน”
เพราะฉะนั้น หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจใช้เวลานานกว่านั้นเป็นสองเท่าหรือมากกว่า และบ่อยครั้งมักเกิดกรณีสารเคมีรั่วออกจากสายต่อ ทำให้ต้องฉีดสารเข้าไปซ้ำ จึงกลายเป็นเหมือนการฆ่ามนุษย์แบบครึ่งเป็นครึ่งตายเป็นเวลานาน
“สารตัวที่สามซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เสียชีวิตนั้น เดิมทีใช้สารเคมีจากฝรั่งเศส แต่เมื่อฝรั่งเศสเริ่มตระหนักว่าสารเคมีของพวกเขาถูกนำไปใช้ในการประหารชีวิต พวกเขาจึงหยุดการส่งออก ปัจจุบันโรงงานผลิตยาในจีนและอินเดียพยายามผลิตแทน แต่คุณภาพไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้นบ่อยครั้งผู้ถูกประหารจึงไม่ได้เสียชีวิตทันที พวกเขาต้องดิ้นรนภายใต้ฤทธิ์ของสารเคมีทั้งหมด แทนที่จะใช้เวลา 5-5-5 นาที บางครั้งกลับใช้เวลา 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เพราะคุณภาพของสารเคมีด้อยกว่า”
จากประสบการณ์ที่โทชิได้พบเจอ เขาสรุปความจริงของความตายและการประหารในส่วนนี้ได้ว่า ไม่มีเพชฌฆาตคนใดอยากฆ่าคน ในทางตรงกันข้ามพวกเขาทุกข์ทรมานกับการที่จะต้องมือเปื้อนเลือดจากคำสั่งของสังคม และแม้แต่วิธีการที่ถูกมองว่ามีมนุษยธรรมที่สุดในทางปฏิบัติกลับยากที่จะเป็นเช่นนั้น ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นการฆ่าคนแบบครึ่งเป็นครึ่งตายอย่างสยดสยอง
“เพชฌฆาตคนหนึ่งพูดกับผมว่า ‘โทชิ ช่วยบอกเรื่องนี้กับคนทั้งโลกที เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ต้องฆ่ามนุษย์กันอีก ไม่มีมนุษย์คนไหนมีความสุขกับการฆ่ามนุษย์อีกคนหนึ่งหรอก’”

ครั้งหนึ่ง โทชิเข้าไปถ่ายภาพห้องประหารภายในเรือนจำรัฐหนึ่งในอเมริกาที่ใช้วิธีการประหารแบบฉีดสารพิษ ภายในห้องนอกจากเตียงประหารยังมีโทรศัพท์สายด่วนติดตั้งอยู่บนผนังเครื่องหนึ่งที่ต่อสายไปยังสองปลายทาง ปลายสายด้านหนึ่งต่อถึงผู้บัญชาการเรือนจำ ปลายอีกด้านหนึ่งต่อถึงผู้ว่าการรัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่ลงนามในคำสั่งประหารชีวิต ผู้ว่าการรัฐมีอำนาจสั่งระงับและเลื่อนการประหาร พวกเขาจึงมีโทรศัพท์สายด่วนนี้ไว้ เพื่อต่อถึงผู้มีอำนาจโดยตรง
เพชฌฆาตเล่าให้โทชิฟังว่า เที่ยงคืนวันหนึ่งก่อนที่พวกเขาจะต้องทำการฉีดสารพิษให้กับนักโทษประหารคนหนึ่ง โทรศัพท์สายด่วนนั้นดังขึ้นเพียง 5 นาที ก่อนการประหาร เสียงโทรศัพท์นั้นทำให้เหล่าเพชฌฆาตต่างตื่นเต้นดีใจราวกับว่าได้เกิดปาฏิหาริย์บางอย่างขึ้น เพราะพวกเขาคิดว่าสายโทรศัพท์นี้โทรมาเพื่อสั่งเลื่อนหรือระงับการประหารในคืนนั้นออกไป
“เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้นเจ้าหน้าที่ทุกคนพูดว่า ‘เยี่ยมเลย คืนนี้เราไม่ต้องฆ่าคนแล้ว’ พวกเขารับโทรศัพท์ด้วยความดีใจ แต่เสียงของผู้ว่าการรัฐที่ปลายสายฟังดูเหมือนคนเมา ตอนนั้นก็เที่ยงคืนแล้ว เขาอาจจะเมาก็ได้ แล้วเขาก็พูดว่า ‘ให้ดำเนินการประหารต่อไป’ จากนั้นก็วางสาย”
“เจ้าหน้าที่บอกผมว่าผู้ว่าการรัฐเป็นคนที่เลวร้าย เขาไม่รู้เลยว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เขาไม่เคยเห็นการประหารชีวิตด้วยตาตัวเอง สำหรับเขาโทษประหารเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเซ็นคำสั่งเท่านั้น”
โทชิเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของเพชฌฆาต แต่มือของเพชฌฆาตก็คือมือของคนทั้งสังคมที่ร่วมกันกดสวิตช์เหล่านั้นในทุกการประหารเช่นกัน
“เมื่อรัฐทำการประหารชีวิตใครคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าพวกเราทุกคนกำลังฆ่ามนุษย์คนหนึ่งในนามของความยุติธรรม คุณสามารถฆ่าคนด้วยมือของคุณเองได้ไหม? สำหรับผม ผมทำไม่ได้”

ในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สมบูรณ์แบบ ใครกันบ้างคือเหยื่อ?
อีกหนึ่งความจริงที่ทำให้โทษประหารซับซ้อนและเป็นปัจจัยสำคัญที่สังคมไม่ควรมองข้ามคือกระบวนการยุติธรรมสามารถข้อผิดพลาดได้เสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า ‘แพะรับบาป’ ที่หลายคนคุ้นหู นักโทษหลายคนที่โทชิได้ไปพูดคุยก็เป็นกรณีที่พวกเขาถูกจับเป็นแพะ และได้รับคำตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในบางกรณีต่อสู้จนสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตนเองได้ในท้ายที่สุด เพราะความเข้มแข็งของเจ้าตัวและผู้คนแวดล้อมที่ห่วงใยและร่วมสู้ แต่นั่นก็นำไปสู่คำถามว่ากี่คนแล้วที่กลายเป็นแพะรับบาปและต้องถูกประหารชีวิตทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริง กล่าวคือสังคมฆ่าคนบริสุทธิ์ไปบ้างหรือไม่ เพราะการฆ่าผู้บริสุทธิ์หากเกิดขึ้นจะถือเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่มีหนทางแก้ไขและไม่มีโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมได้แก้ตัว
โทชิแสดงภาพชายคนหนึ่งที่เขาเคยได้ไปถ่ายรูปเขาขณะอยู่ในเรือนจำ
“ผมถ่ายภาพเขาตอนที่เขาเป็นนักโทษประหาร สองปีต่อมาเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และตอนนี้เขากลับมาใช้ชีวิตข้างนอกและกำลังเรียนกฎหมายเพื่อจะเป็นทนายความเพื่อช่วยเหลือนักโทษประหารคนอื่นๆ ผู้คนมักคิดว่าระบบยุติธรรมของเราสมบูรณ์แบบ เราไม่จับคนผิด แต่ความจริงคือเราจับคนผิดและเราตัดสินประหารชีวิตคนผิดได้เสมอ”
โทชิเล่าต่อไปถึงอีกกรณีหนึ่งในอเมริกาที่เขามีโอกาสได้พูดคุย กรณีนี้ผู้ที่ตกเป็นนักโทษประหารถูกใส่ความจากเจ้าหน้าที่เพียงเพื่อต้องการปิดคดี แต่เนื่องเขาได้พบทนายที่ดีและมีพี่สาวที่รักและห่วงใย ผนวกกับใจที่สู้ทำให้ชายคนนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุด
“ตำรวจและอัยการร่วมมือกันไปขอให้อาชญากรอีกคนให้การเท็จกล่าวหาเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้รางวัลนำจับและแบ่งเงินกัน สุดท้ายอัยการ ตำรวจ และคนเหล่านั้นติดคุกเพียง 3 เดือนเท่านั้น”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นได้เพราะเขามีพี่สาวที่รักเขาอย่างแท้จริง เธอต่อสู้ผ่านทนายหลายคน จนในที่สุดพบทนายอาสาที่ยอดเยี่ยม ความรักของพี่สาวช่วยชีวิตเขาไว้ มิฉะนั้นเขาคงถูกประหารทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์”

ความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการยุติธรรมยังทำให้โทชินึกถึงอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า เจอร์รี่ ซึ่งยินยอมเป็นแพะรับบาปเสียเอง เพื่อปกป้องน้องสาวของเขาซึ่งลักลอบเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง และสังหารชายชราเจ้าของบ้านด้วยกระทะเหล็ก
“เจอร์รีบอกว่า ‘ผมจะรับสารภาพ ผมจะยอมรับโทษประหาร ตราบใดที่น้องสาวของผมเป็นอิสระจากคดีนี้’ สำหรับอัยการ นี่เป็นคดีที่ง่ายมาก แน่นอน เขาจะถูกตัดสินประหารชีวิตและน้องสาวของเขาก็จะเป็นอิสระ”
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร นี่คือความจริงที่น่าเศร้าที่โทชิได้เรียนรู้ว่า ในหลายครั้งการชนะคดีหรือการปิดคดีกับคำว่าความยุติธรรมนั้นเป็นคนละคำกัน
หลังจากได้พบกับเจอร์รีในเรือนจำ โทชิยังได้ติดตามเพื่อไปพบกับน้องสาวของเจอร์รีที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระนอกเรือนจำ แต่เขากลับพบว่าชีวิตของเธอก็ไม่ได้อิสระเสียทีเดียวในสังคมที่ไม่สามารถโอบอุ้มชีวิตที่เปราะบางของวัยรุ่นเหล่านี้ไว้ได้ เขาพบว่าน้องสาวเจอร์รีต้องทำงานขายบริการเพื่อความอยู่รอด ส่วนเจอรร์รีนั้นโทชิทราบข่าวภายหลังว่าเขาเสียชีวิตในเรือนจำ ไม่ใช่เพราะการประหารแต่เพราะเขาถูกฆ่าในเรือนจำ และนั่นคือชะตากรรมของทั้งสองชีวิตที่นำไปสู่คำถามว่านี่คือทางที่ถูกต้องที่ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นจริงหรือไม่
ผู้เสียหายต้องการแก้แค้นจริงหรือ?
แน่นอนว่าความโกรธแค้นของผู้เสียหายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้และต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะไม่มีใครสมควรที่จะต้องเผชิญกับความโหดร้ายไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โทชิต้องการสื่อไม่ใช่ว่าจะต้องการให้ญาติได้รับความเป็นธรรมน้อยลงหรือผู้ทำผิดจะไม่ต้องชดใช้การกระทำผิด ในทางกลับกันเขาเน้นย้ำว่าการเยียวยาและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่โทชิตั้งคำถามคือ การประหารชีวิตเป็นการทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นและทำให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาแล้วจริงหรือ
“คนส่วนใหญ่พูดถึงเพียงปฏิกิริยาเฉพาะหน้าของครอบครัวผู้เสียหายเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่านั่นคือความรู้สึกของครอบครัวผู้เสียหายเสมอไป แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ครอบครัวของผู้เสียหายผ่านไป 1 ปี 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ผู้คนย่อมเปลี่ยนแปลง ความคิดของครอบครัวผู้เสียหายก็เปลี่ยนไป เพราะไม่มีมนุษย์คนใดสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยเต็มไปด้วยความโกรธ ความเกลียดชัง และความต้องการแก้แค้นตลอดเวลา”
ความจริงอีกหนึ่งประการที่โทชิกำลังชี้ให้เห็นและตั้งคำถามคือ หากกล่าวถึงในมุมผู้เสียหายกับโทษประหารแล้ว สังคมกำลังมุ่งเยียวยาผู้เสียหายหรือกำลังมุ่งลงโทษผู้กระทำผิดเพียงเท่านั้น สังคมอาจกำลังมองว่าโทษประหารคือการจบเรื่องราวทุกอย่างและจะรักษาบาดแผลของผู้เสียหายได้เหมือนยาวิเศษ ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว กระบวนการเยียวยาฟื้นฟูให้กลับมาสภาพเดิมได้มากที่สุดนั้นต้องผ่านกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ครอบคลุมในหลายมิติ และใช้เวลานาน
“เมื่อคดีจบ ตำรวจกับอัยการก็บอกว่า ‘ยินดีด้วย คดีปิดแล้ว’ แต่สำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ก่อนการประหารกับหลังการประหารไม่ได้ทำให้สมาชิกในครอบครัวกลับมามีชีวิตอีก และสังคมไม่ได้สนใจจะติดตามว่าต่อจากนี้ผู้เสียหายจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร ครอบครัวของผู้เสียหายต้องการการสนับสนุนทางการเงิน ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตต่อ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้รับความสำคัญ ผู้คนมุ่งความสนใจอยู่เพียงเรื่องการลงโทษ การลงโทษที่หมายถึงการฆ่ามนุษย์อีกคนหนึ่งเท่านั้น”

โทชิหยิบยกเรื่องของหญิงชาวเวียดนามซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ จากการสูญเสียสมาชิกครอบครัวของเธอทั้งหมด ด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบ ที่ครอบครัวของเธอว่าจ้างมาช่วยดูแลความปลอดภัยที่ร้านอาหารของครอบครัวนอกเมืองนิวออร์ลีนส์ ทว่าการตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อคนที่ครอบครัวของเธอจ้างมาดูแลความปลอดภัยนั้นได้เข้าไปในร้านอาหารและยิงเพื่อนตำรวจที่นั่งกินข้าวอยู่ในร้านจากด้านหลังเนื่องจากปัญหาส่วนตัว ก่อนจะลงมือยิงสมาชิกในครอบครัวของเธอทุกคนที่อยู่ในร้านอาหารเพื่อปิดปากไม่ให้มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ สุดท้ายเธอกลายเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวจากการสังหารหมู่ด้วยการไปซ่อนอยู่ในตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ในห้องครัว
อย่างไรก็ตาม หนึ่งปีต่อมา เธอผ่านกระบวนการเยียวยาตนเองจนเข้มแข็งและกลับมาเปิดร้านอาหารอีกครั้งด้วยตัวคนเดียว พร้อมกับทำงานอาสาให้กับชุมชนเพื่อทำให้ชุมชนที่เธออยู่นั้นปลอดภัยสำหรับทุกคน
“เธอบอกผมว่า แผลในหัวใจของฉันจะคงอยู่ในหัวใจตลอดไป แต่ฉันสามารถเปลี่ยนวิธีที่ฉันมองแผลของตัวเองได้”
หลังจากที่โทชิได้เรียนรู้บทเรียนการเยียวยาจากหญิงชาวเวียดนามคนนี้ไม่นาน ตัวเขาเองก็เกือบกลายเป็นเหยื่อของการฆาตกรรม
“ผมไปรับลูกสาวที่โรงเรียนในนครนิวยอร์กช่วงบ่ายวันศุกร์ มีชายคนหนึ่งเข้ามาทำร้ายผมจากด้านหลังอย่างกะทันหัน และจับศีรษะของผมกระแทกลงกับพื้นถนน ผมอยู่ในอาการโคม่า 5 วัน ที่โรงพยาบาล หมอบอกกับภรรยาผมว่าให้เตรียมใจว่าผมอาจต้องใช้ชีวิตที่เหลือบนรถเข็น แต่โชคดีที่ผมฟื้นขึ้นมาในวันที่ 5 ผมสูญเสียความสามารถในการได้ยิน และสมองบางส่วนเสียหาย การทรงตัวก็เสียหายไปแต่ผมฝึกฝน ฟื้นฟูตัวเอง และตอนนี้ผมยังคงยืนอยู่ได้”
บ่ายวันศุกร์นั้นทำให้โทชิเองก็ตกเป็นผู้เสียหายเสียเอง และนั่นทำให้เขาได้ทดสอบประสบการณ์ที่เขาได้เรียนรู้จากผู้เสียหายคนอื่นๆ ด้วยตนเองจริงๆ ว่าเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายเกิดกับตนเองแล้ว เขาจะยังเลือกที่จะเชื่อว่าการประหารชีวิตไม่ใช่คำตอบอยู่หรือไม่
“เมื่ออาชญากรรมเกิดขึ้น หากครอบครัวเหยื่อหรือสังคมเลือกการแก้แค้นในนามของการลงโทษรวมถึงโทษประหารชีวิต วงจรแห่งความรุนแรงก็จะดำเนินต่อไป มนุษย์คนหนึ่งฆ่ามนุษย์คนหนึ่ง แล้วโทษประหารก็ฆ่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง ดังนั้น ‘ตาต่อตา’ ทำให้คนทั้งโลกตาบอด ‘ชีวิตต่อชีวิต’ ทำให้เราตายกันหมด”

เหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดกับคนรัก ความเศร้าโศก และความเกลียดชัง ย่อมอยู่ในใจของครอบครัวผู้เสียหายตลอดเวลา แน่นอนว่าไม่มีใครจะเจ็บปวดได้เท่าพวกเขาอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม โทชิเสนอว่าในมุมของเขาและผู้เสียหายหลายคนที่เขาได้รู้จักจำนวนมากเชื่อว่า หากอยู่ท่ามกลางความเกลียดชังและความโกรธ ก็รังแต่จะทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานต่อไปไม่สิ้นสุด
“ผมทำงานร่วมกับผู้เสียหายหลายคน พวกเขาต้องคอยพูดถึงความรัก ความห่วงใย และความเมตตาอยู่เสมอ มิฉะนั้นความเกลียดชังและการแก้แค้นจะกลับเข้ามา แม้แต่ตัวผมเองก็เช่นกัน”
“ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ทางออกที่ยั่งยืนของสังคม
แทนที่จะมุ่งเน้นไปยังความโกรธและความกลัว โทชิมองว่าทางออกระยะยาวของสังคมคือการมุ่งไปยังการป้องกันเหตุอย่างแนวทางของ “ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) แทนระบบยุติธรรมเชิงลงโทษ (Punitive Justice)
“ในเอเชีย พวกเรามักเน้นระบบยุติธรรมเชิงลงโทษ เมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้น พวกเขาจะสนใจเพียงว่าโทษที่เหมาะสมคืออะไร จำคุก 10 ปี 20 ปี แล้วออกมาพร้อมกับการเป็นอาชญากรที่เลวร้ายกว่าเดิม หรือไม่ก็ถูกประหารด้วยการฉีดยาพิษ”
การมุ่งลงโทษอาจทำให้อาชญากรโหดร้ายกว่าเดิมและไม่สามารถได้รับการฟื้นฟูเพื่อกลับเข้ามาอยู่ร่วมกับสังคมได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้นำไปสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัย โทชิชี้ให้เห็นกรณีประเทศอย่างนอร์เวย์ ฟินแลนด์ หรือประเทศในโซนยุโรปเหนือ ที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อย่างมาก แม้แต่เหตุกราดยิงหมู่ที่ค่ายฤดูร้อนบนเกาะแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ที่ทำให้มีเด็กนักเรียนจำนวนมากถูกสังหาร แต่ครอบครัวของผู้เสียหายไม่ได้เรียกร้องโทษประหารแต่อย่างใด พวกเขามุ่งไปยังประเด็นที่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและจะป้องกันมันอย่างไรเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในสังคม
“ระบบยุติธรรมเชิงลงโทษมุ่งเน้นเฉพาะหลังจากอาชญากรรมเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่สำหรับระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มุ่งเน้นการป้องกัน และเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นพวกเขาจะศึกษาจากทุกมุมมองว่าเหตุใดอาชญากรรมจึงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก แล้วสร้างมาตรการป้องกัน ทำให้อาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยลง และพวกเขายังเชื่อมั่นว่าผู้กระทำผิดได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงก่อนจะกลับเข้าสู่สังคม”
เรื่องราวของโทชิและกลุ่มคนที่เขาได้พบเจอในแดนประหารทั่วทุกมุมโลกอาจไม่ใช่ความจริงที่เป็นคำตอบของทุกคำถาม แต่สิ่งที่แน่นอนคือภาพถ่ายและประสบการณ์ของเขาเผยให้เห็นความจริงบางประการเกี่ยวกับโทษประหารและความเป็นมนุษย์อย่างแจ่มชัด เรื่องเล่าของโทชิทิ้งคำถามให้กับเราว่าสังคมไทยจำเป็นต้องมีการพูดคุยถกเถียงเรื่องโทษประหารกันมากกว่านี้หรือไม่ เพื่อที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมและปลอดภัยร่วมกันให้ได้จริง






