“ใครๆ ก็ป้องกันการทรมานได้” สรุปบทเรียนการใช้ ม. 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในปี 68

มาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นมาตราสุดท้ายในหมวด 3 ของพระราชบัญญัติฯ ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วยเรื่อง “การป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย” เนื่องจากมาตราดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการป้องกันเหตุของอาชญากรรมอย่างการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย รวมถึงการบังคับให้บุคคลสูญหาย ความพิเศษประการหนึ่งของมาตรานี้คือ การเปิดให้ผู้ใดก็ตามที่พบเห็นหรือทราบถึงเหตุอาชญากรรมข้างต้นสามารถแจ้งเหตุกับหน่วยงานรัฐที่กฎหมายได้มอบอำนาจไว้ได้โดยตรง ได้แก่  พนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงพนักงานสอบสวน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (คณะกรรมการชาติฯ)    

ก่อนหน้าที่จะมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้เฉพาะตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายทางนิตินัย คือผู้ที่มีอำนาจจัดการแทน และพนักงานอัยการเท่านั้น ที่จะมีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ แต่ก็ฎหมายฉบับใหม่นี้ ได้เปิดช่องทางการร้องเรียนที่ขยายกว้างกว่า นอกจากนี้ วรรคสองของมาตรา 29 ยังปกป้องผู้แจ้งเหตุว่า หากกระทำโดยสุจริตก็ไม่ต้องมีความรับผิดใด แม้ภายหลังตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการกระทำผิดตามที่แจ้ง

จากเนื้อความมาตรา 29 สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ต้องการให้มาตรา 29 สามารถใช้ได้จริงที่สุดและให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพื่อเน้นการรับแจ้งเหตุอันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการป้องกันและระงับเหตุอย่างการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย หรืออุ้มหายซี่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตใดชีวิตหนึ่งได้โดยทันทีหรือสามารถสืบสวนสอบสวนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายในอาชญากรรมเหล่านี้ได้รับความยุติธรรม

นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566  ที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  มีการบังคับใช้ CrCF ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายและครอบครัวในกรณีการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย และบังคับสูญหาย ได้ใช้กลไกตามมาตรา 29 มาโดยตลอดง โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มีการใช้กลไกนี้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบมากขึ้น ทำให้ CrCF เริ่มมีประสบการณ์จากการใช้กลไกดังกล่าวในทางปฏิบัติ เมื่อถอดบทเรียนจากการดำเนินการในปีที่ผ่านมาจะทำให้เห็นภาพของการปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ขั้นตอนการร้องเรียนว่าสามารถร้องเรียนด้วยวิธีใดหรือกับใครได้บ้าง รวมถึงขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการรับแจ้งเหตุไว้แล้ว ตลอดจนผลของการร้องเรียน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปผู้ที่เห็นหรือทราบเหตุ รวมถึงผู้เสียหายและครอบครัว เห็นช่องทางในการยื่นเรื่องร้องเรียนด้วยตนเองได้ สำหรับหน่วยงานรัฐ บทเรียนเหล่านี้จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติจากมุมของประชาชน เพื่อนำไปพัฒนาในเชิงโครงสร้างต่อไปเพื่อให้เจตนารมณ์ของกฎหมายสามารถเป็นจริง

ปี 2568 CrCF แจ้งเหตุตาม ม.29 ทั้งหมด 11 เรื่อง 

การแจ้งเหตุตามมาตรา 29  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลที่เห็นหรือทราบเหตุสามารถร้องไปยัง หน่วยงานใดก็ได้ใน 4 หน่วยงานหลักตาม พ.ร.บ. ได้แก่  พนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงพนักงานสอบสวน นอกจากนี้ ยังสามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการชาติฯ หรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการชาติฯ โดยคณะกรรมการชาติฯ จะส่งเรื่องให้หน่วยงานรัฐ 4 หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ รับเรื่องต่อไป โดยวิธีการสามารถทำได้ทั้งร้องเรียนผ่านการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) การส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ หรือเดินทางไปแจ้งเหตุที่หน่วยงานนั้นๆ ด้วยตนเอง 

  สำหรับข้อมูลสำคัญที่ควรระบุในเนื้อหาของหนังสือร้องเรียน ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กระทำโดยใคร สถานที่เกิดเหตุ และละเมิดหรือเข้าเงื่อนไข พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างไร นอกจากนี้ หากไม่ได้เขียนหนังสือร้องเรียนเอง ในบางหน่วยงานก็มีการทำแบบฟอร์มแจ้งเหตุตามมาตรา 29 ให้ประชาชนสามารถกรอกได้ เช่น ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำนักงานอัยการ จะมีแบบฟอร์มให้ผู้แจ้งเหตุกรอก ดังนั้น หากเดินทางไปแจ้งเหตุที่สำนักงานของศูนย์ฯ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำในการกรอกแบบฟอร์ม โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ จะทำหน้าที่รับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถแจ้งเหตุได้ตลอดเวลา  

ในปี 2568 CrCF ได้แจ้งเหตุและยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 ไปทั้งหมดประมาณ 11 เรื่อง เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใน 11 เรื่องนั้นยังแบ่งออกเป็นหนังสือร้องเรียนจำนวนทั้งสิ้น 30 ฉบับ กล่าวคือ ในหนึ่งเหตุ CrCF อาจทำหนังสือร้องเรียนไปถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ มากกว่าหนึ่งหน่วยงาน 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากบันทึกการร้องเรียนตามมาตรา 29 จะพบว่าในปี 2568 CrCF แจ้งเหตุไปยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) สำนักงานอัยการในจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมากที่สุด คือ 15 ฉบับ รองลงมาเป็นกรมการปกครอง 4 ฉบับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ฉบับ สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) 1 ฉบับ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม หรือคณะกรรมการป้องการและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (คณะกรรมการชาติฯ) 9 ฉบับ 

อย่างไรก็ตามเมื่อส่งเรื่องไปถึงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จะมีการสำเนาเอกสารถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่มีอำนาจหน้าที่สอบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ.ฯ ครบทุกหน่วยงานในเกือบทุกกรณี รวมถึงคณะกรรมการชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวคือ ในภาพรวม CrCF ร้องเรียนทุกหน่วยงานตาม พ.ร.บ.ฯ  ในเกือบทุกกรณีโดยหน่วยงานเหล่านั้นสามารถหยิบยกไปดำเนินการพิจารณาต่อได้เช่นกัน  แต่สำหรับในบางกรณีที่พบว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานตำรวจก็อาจจะไม่ร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชา แต่จะเลือกร้องเรียนไปยังหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจตรวจสอบถ่วงดุล เช่น พนักงานอัยการ เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำความผิดดังกล่าว แทนการร้องไปยังหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดให้ตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง 

เหตุผลหนึ่งที่มีการร้องเรียนไปยังพนักงานอัยการโดยตรงมากที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมา CrCF ประสบความสำเร็จในคดีที่มีการกระทำละเมิดปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหาร อย่างกรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่หลังจากพาครอบครัวพลทหารกิตติธรไปแจ้งเหตุกับพนักงานอัยการในท้องที่เกิดเหตุ พนักงานอัยการก็ได้มีการลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนในพื้นที่ค่ายทหาร ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ ด้วยตนเอง และต่อมามีการสั่งฟ้อง ในความผิดตามมาตรา  6 ข้อหาปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม  เป็นคดีแรกของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ให้ลงโทษจำคุกครูฝึกทหาร 2 นาย ซึ่งเป็นจำเลยในคดี 1 ปี และลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน กรณีดังกล่าวแสดงถึงศักยภาพของพนักงานอัยการที่มีความพยายามในการเรียนรู้และทำความเข้าใจต่อความผิดที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่อย่างในความผิดตามมาตรา  6 ข้อหาปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม  และมีความพยายามในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพจนนำไปสู่การสั่งฟ้องเป็นคดีในที่สุด ซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐ ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บัญญัติ 

หลายกรณียังรอความคืบหน้า กับคำสั่งยุติเพิ่ม 1 เรื่อง และ 0 คดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

หลังจากที่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 แล้ว 4 หน่วยงานรัฐ หรือคณะกรรมการชาติฯ ที่รับแจ้งเหตุก็จะดำเนินการพิจารณา โดยจะมีการคัดกรองเรื่องว่ากรณีนั้นๆ เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือไม่ จากประสบการณ์ที่ CrCF เคยยื่นเรื่องให้ครอบครัวผู้เสียหาย  พบว่า ภายหลังจากรับแจ้งเหตุตามาตรา 29 แล้ว ขั้นตอนที่อาจเกิดขึ้นได้คือ หน่วยงานนั้นๆ อาจมีการส่งหนังสือยืนยันว่าได้รับแจ้งเหตุแล้วในเบื้องต้น ในบางกรณีหลังจากนั้นยังคงไม่ได้รับทราบความคืบหน้าใด หรืออาจมีการสั่งยุติเรื่องในเวลาต่อมา บางกรณีอาจมีการส่งหนังสือรายงานความคืบหน้าถึงสถานะว่าปัจจุบันยังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งในหลายครั้งอาจมีสาเหตุมาจากว่าทาง CrCF ได้ทำหนังสือติดตามเพื่อสอบถามความคืบหน้าของการดำเนินการก่อน  หรือในบางกรณีอาจมีการเรียกให้ผู้ร้องหรือเรียกพยานที่เกี่ยวข้องมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งนี้ แต่ละกรณีอาจมีความคืบหน้าแตกต่างกันและมีระยะเวลาการดำเนินการที่ต่างกัน แต่สามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า ตลอดการยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 2 คดีที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันในชั้นศาลเพียงเท่านั้น   

ในปี 2568 ภายหลังการร้องเรียนแจ้งเหตุ CrCF ได้รับหนังสือตอบกลับจากหน่วยงานที่ส่งถึงประมาณ 16 ฉบับ  จาก 11 เรื่อง มีประมาณ 3 เรื่อง ที่มีความคืบหน้า โดยได้เข้าพบหน่วยงานที่รับเรื่องเพื่อให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้แก่ 

กรณีครูสั่งลงโทษเด็กนักเรียนให้ลุกนั่ง 200 ครั้ง จนเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ภายหลังการยื่นเรื่อง พนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศป.ทส.) กรุงเทพฯ ได้ส่งหนังสือขอให้ตัวแทนของ CrCF มาพบพนักงานอัยการเพื่อสอบข้อเท็จจริง และทีม CrCF ได้เดินทางไปพบเพื่อให้ข้อเท็จจริงแล้ว

กรณีการบังคับสูญหายและฆาตกรรมนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาอัยการ ศป.ทส. อำเภอฮอด ได้ส่งหนังสือเชิญ CrCF และครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยครอบครัวได้เดินทางไปให้ข้อเท็จจริงกับอัยการแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน 

กรณีการบังคับสูญหายและผลักดันกลับนายดวง วาน ไถ (Dương Văn Thái) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในประเทศไทย ซึ่งเครือข่ายผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทยและ CrCF ได้มีการยื่นร้องเรียนต่อพนักงานอัยการ ศป.ทส. เพื่อขอให้ตรวจสอบ และต่อมาได้เดินทางไปให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกับพนักงานอัยการ ศป.ทส. ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีแล้ว 

นอกจากกรณีข้างต้นที่พอจะมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินการ กรณีอื่นๆ ส่วนมากยังคงอยู่ระหว่างการแจ้งว่ารับแจ้งเหตุแล้ว หรือแจ้งว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนใดที่ CrCF ได้ร้องไปตั้งแต่ 2566 จนถึง 2568 ที่พนักงานอัยการสั่งรับเป็นคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  เพิ่มเติม 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังไม่มีคดีตาม  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพิ่ม ในปีนี้ยังมีการสั่งยุติเรื่องเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง คือ กรณีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี ที่เสียชีวิตในขณะเข้ารับการฝึกระหว่างการเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2567 โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ครอบครัวของพลทหารศิริวัฒน์ ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)  ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 แจ้งยุติการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากปรากฏในชั้นนี้ว่ายังไม่ใช่ความผิดทางอาญาที่อยู่ในอำนาจของ DSI ที่จะรับไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2557 กล่าวคือ DSI เห็นว่ากรณีของพลทหารศิริวัฒน์ไม่เข้าความผิดที่จะเป็นการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่อยู่ในอำนาจของ DSI ในการทำการสืบสวน

CrCF ได้ทำหนังสือโต้แย้งความเห็นยุติการสืบสวนสอบสวนและขอร้องทุกข์ ส่งถึง DSI คณะกรรมการชาติฯ และเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ขณะที่ในส่วนของพนักงานอัยการที่ครอบครัวพลทหารศิริวัฒน์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไปเช่นกัน ก็ยังคงไม่มีคำสั่งใด โดยก่อนหน้านี้เมื่อมิถุนายน 2568 ได้มีการเรียกผู้อำนวยการ CrCF ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงยังต้องติดตามผลคำสั่งต่อไป 

บทเรียนจากการปฏิบัติต้องนำไปสู่การพัฒนา

มาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นมาตราที่ทำให้เกิดช่องทางการร้องเรียนและแจ้งเหตุการกระทำทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย หรือบังคับสูญหาย โดยผู้ใดก็ได้และไม่จำกัดท้องที่ในการร้อง ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่เสริมมาจากการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันสอดส่องและป้องกันไม่ให้เกิดการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย หรือบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงและมีความท้าทายในการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 

จากการที่ CrCF ทดลองใช้กลไกตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้จะสามารถถอดบทเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรา 29 ได้พอสังเขป แต่เมื่อพิจารณาในรายกรณีแล้ว พบว่าการใช้กลไกตามมาตรานี้ยังคงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่ รวมทั้งยังมีความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับเรื่อง ซึ่งไม่มีความแน่ชัด อีกทั้งเกณฑ์การสั่งรับเรื่องร้องเรียนให้เป็นคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเช่นกัน ดังนั้น การที่จะทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยกำลังของประชาชนทั่วไป ในการใช้กลไกตามมาตรา 29 นี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำไปสู่การสะท้อนปัญหาในการใช้งาน การประเมินประสิทธิภาพ เพื่อให้ช่องทางการสอดส่องป้องกันการทรมาน-อุ้มหายนี้สามารถใช้ได้จริง และทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะช่วยป้องกันเหตุและคุ้มครองประชาชนได้อย่างทันท่วงที ได้เกิดขึ้นได้จริงในที่สุด

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts