อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณียุติการสืบสวนเหตุชัชชาญ บุปผาวัลย์ ถูกอุ้มหาย – ฆาตกรรม ต่อมาพบเป็นศพริมแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รับมอบอำนาจจากนายก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ลูกชายของชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในลาวที่ถูกบังคับสูญหายและต่อมาถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายและทารุณ โดยพบศพที่ริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม ในปี 2561 ได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับกรณีที่ก่อการ ได้ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศป.ทส.) ที่มีคำสั่งให้ยุติการสืบสวนสอบสวนคดีการบังคับสูญหายและฆาตกรรมดังกล่าว  โดยอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่มีเหตุให้รับเรื่องขอความเป็นธรรมของก่อการไว้พิจารณา จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งเดิม และมีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้อง

หนังสือดังกล่าวมีใจความว่า พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีชัชชาญ ผู้ถูกกระทำให้สูญหายและถึงแก่ความตาย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งถือว่าได้มีการดำเนินการสืบสวนจนปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าชัชชาญได้ถึงแก่ความตายแล้ว ตามมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยมีหลักฐานอันน่าเชื่อว่าชัชชาญถึงแก่ความตายโดยผลจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธาตุพนมได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้แล้ว นอกจากนี้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) ซึ่งผู้ร้องได้กล่าวอ้าง ไม่ใช่บทบััญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจพนักงานอัยการทำการสอบสวนได้ ข้อโต้แย้งผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น และคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้องไม่ได้เป็นการขอให้พนักงานอัยการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในอำนาจหน้าที่ของตน 

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน กรกฎาคม 2568 ก่อการได้ส่งหนังสือโต้แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ศป.ทส. ที่สั่งยุติการสืบสวนสอบสวน และร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด โดยยืนยันว่า แม้การกระทำให้ชัชชาญสูญหายจะเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะมีผลใช้บังคับ แต่ตามเจตนารมณ์และหลักการของอนุสัญญา CED ที่ได้นำมากำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 43 ประกอบมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใจความว่า ในคดีความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งให้รวมถึงการกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับโดยอนุโลม จะต้องดำเนินการ 1) สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้น ถึงแก่ความตายและ 2) ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด อีกทั้งคำสั่งอัยการมีบางส่วนระบุว่า “อนุสัญญา CAT และอนุสัญญา CED ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจพนักงานอัยการทำการสอบสวนได้” สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของหน่วยงานรัฐที่มองข้ามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ได้ลงนามไว้ แม้จะมีการอนุวัติการอนุสัญญาทั้งสองฉบับมาเป็นกฎหมายภายในที่มีบทบัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่ของอัยการไว้ชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม แม้พบว่าชัชชาญเสียชีวิตแล้ว ก็ยังจะต้องสืบสวนสอบสวนต่อไปให้ทราบถึงรายละเอียดการอุ้มหายนั้นตลอดจนรู้ตัวผู้กระทำผิดให้ครบตามที่กฎหมายบัญญัติและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ทั้งพฤติการณ์เกี่ยวกับการบังคับสูญหาย ความคืบหน้าและผลการสืบสวน รวมถึงชะตากรรมของผู้ถูกสูญหายที่จะต้องทำให้กระจ่างชัด (Clarified)

ภายหลังได้รับหนังสือยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม ก่อการตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหาตอนหนึ่งของคำสั่่งที่ระบุว่า “มีหลักฐานน่าเชื่อว่าชัชชาญได้ถึงแก่ความตายโดยผลจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น” ทว่า 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีหน่วยงานรัฐใดชี้แจงกับครอบครัวได้ถึงรายละเอียดและพฤติการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายดังกล่าว เมื่อในหนังสือระบุว่ามีหลักฐานว่า “คนอื่นทำ” แต่ครอบครัวกลับไม่เคยได้รับแจ้งรายละเอียดหรือหลักฐานดังกล่าวแต่อย่างใดที่จะมาพิสูจน์และหักล้างได้ว่ากรณีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะที่ผ่านมาชัชชาญไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดมาก่อน มีเพียงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ (คสช.) ที่ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่รัฐมาติดตาม คุกคามชัชชาญ กับพวกตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“การปัดความรับผิดชอบว่า “รัฐไม่เกี่ยว” หรือ “คนอื่นทำ” โดยไม่มีกระบวนการสืบสวนที่โปร่งใส สะท้อนถึงความไร้ศักยภาพ ของการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้” 

“ขอให้วันเกิดปีนี้ของพ่อ (23 ธันวาคม) เป็นปีสุดท้ายที่ครอบครัวเราต้องมาผิดหวังกับเรื่องเดิมๆ ความยุติธรรมไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่มันคือ “หน้าที่” ที่พวกคุณต้องมีสำนึก และทำมันให้เป็นธรรมเพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่” ก่อการกล่าว

ทั้งนี้ ก่อการเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ครอบครัวต้องการคือการรู้ความจริงถึงการบังคับสูญหายของชัชชาญ เพราะสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับครอบครัวผู้ถูกอุ้มหาย ไม่ใช่เพียงการสูญเสีย แต่คือการต้องทนอยู่กับสภาวะที่ไม่ปรากฏความจริงใดๆ และต้องเผชิญกับคำลดทอนด้อยค่าจากสังคม แม้ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายเหล่านี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการเห็นสังคมดีขึ้น  แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงด้วยวิธีที่อำมหิต และถูกทอดทิ้งโดยระบบยุติธรรมที่ควรเป็นที่พึ่ง

ภายหลังจากได้รับหนังสือตอบกลับ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการ  CrCF เห็นว่าจะมุ่งดำเนินการใช้ทุกกลไกที่มีต่อไปเพื่อให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายได้รู้ความจริงและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ในที่สุด

 “คดีนี้ CrCF มีแผนที่จะส่งเรื่องร้องเรียนต่อกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และเราขอยืนยันว่าการทรมาน การกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม เป็นผลลัพธ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่องเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่อาชญากรรมแยกที่จะเป็นเหตุให้ยุติการสืบสวนสอบสวนได้”

“นอกจากนี้กรณีสหายภูชนะ (ชัชชาญ) และกาสะลอง (ไกรเดช ลือเลิศ) ควรเป็นคดีตัวอย่างให้สามารถสืบสวนสอบสวนต่อไปในกรณีอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ที่หายตัวไปพร้อมกัน การระบุรูปแบบของการอุ้มหายจนนำมาสู่การพบศพทั้งสองกรณีมีความสำคัญอย่างมากต่อกรณีอื่นๆ เช่นกัน เพราะเพียงการพบศพไม่ใช่การทราบความจริงหรือทราบชะตากรรมอย่างเที่ยงแท้ ผู้กระทำผิดเป็นใคร เขาเสียชีวิตอย่างไร เกิดอะไรขึ้นระหว่างบ้านที่เขาพำนักจนมาถึงจุดพบศพ รายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ญาติมีสิทธิที่จะได้รับรู้”

Author