พนักงานอัยการเรียกมารดาสยาม ธีรวุฒิ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม ชี้แจง กรณีมีคำสั่งยุติคดีและขอให้ชี้พยานหลักฐานเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ธีรวุฒิ ในฐานะผู้เสียหายได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ร้องขอให้สอบพยานเพิ่มเติมสองปาก ซึ่งเป็นพยานที่รับทราบว่านายสยามถูกจับกุมที่เวียดนามและพยานแวดล้อมเกี่ยวกับการกดปราบข้ามชาติที่มีเกี่ยวข้องกับประเทศไทยและเวียดนาม  อัยการเจ้าของสำนวนจึงรับดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 30 แม้จะยืนยันว่าตนไม่มีอำนาจสืบสวน

กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่ออัยการเจ้าของสำนวนคนเดิมสั่งยุติคดีและมารดาของสยามได้โต้แย้งคำสั่งยุติการสอบสวนของอัยการ โดยในครั้งนี้พนักงานอัยการได้แจ้งต่อผู้เสียหายว่า พนักงานอัยการไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนตามมาตรา 17 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และแจ้งว่าการทำงานของอัยการเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่การสืบสวนสอบสวน และเมื่อไม่ปรากฏข้อมูลยืนยันว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง เนื่องจากไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 7 ฐานกระทำความผิดให้บุคคลสูญหาย แม้ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะระบุไว้ว่า “…พนักงานอัยการ เป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และดำเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และความผิดอื่นที่เกี่ยวพันกัน”  

ทั้งนี้อัยการยังแจ้งต่ออีกว่าคำสั่งที่ยุติคดีนั้น ไม่ใช่การยุติ เป็นเพียงการหยุดการดำเนินการไว้ก่อน เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่หากพบพยานหลักฐานใหม่ ก็สามารถหยิบยกขึ้นมาดำเนินการต่อได้ทันที และผู้เสียหายได้ให้การเพิ่มเติมต่ออัยการถึงพยานบุคคลผู้รับทราบเหตุการณ์การบังคับสูญหายที่ประเทศเวียดนาม โดยทางอัยการรับปากกว่าจะดำเนินการเรียกพยานในส่วนที่เกี่ยวข้องการสอบสวนต่อไป

“การสืบสวนสอบสวนโดยพลันเป็นมาตรการสำคัญที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงให้อำนาจหน่วยงานไว้ถึง 4 หน่วยงาน คืออัยการ ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และฝ่ายปกครอง  ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย  หากอัยการจะเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติมและยังไม่สั่งยุติการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้นจะทำให้ญาติยังไม่สิ้นหวังกับหน่วยงานรัฐ” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าว 

ด้านกัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม กล่าวว่า  ตนติดตามหาตัวลูกชายมาตลอด 6 – 7 ปี ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงต้องหวังพึ่งทางการ (พนักงานอัยการ) ให้ใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองในการติดตามหาตัวลูกชายของตน เพื่อให้ทราบถึงชะตากรรม อีกทั้งเมื่อมารดาของสยามทราบว่ามีการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ด้วยการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลไทยอย่างรวดเร็ว (กรณีนายอี ควิน เบดั๊บ)  มารดาของสยามจึงยังคงมีความหวังว่าอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนี้จะประสานความร่วมมือให้ทราบชะตากรรมของสยามไม่ให้ล่าช้าไปกว่านี้

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อออนไลน์ว่า สยาม ธีรวุฒิ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ได้แก่ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และกฤษณะ ทัพไทย ผู้ลี้ภัยการเมืองจากการปราบปรามของคณะรัฐประหาร (คสช.) ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมที่สนามบินฮานอย ประเทศเวียดนาม ในฐานความผิดปลอมแปลงหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศเวียดนาม และบุคคลทั้งสามได้ถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อบุคคลทั้งสามได้ และไม่มีใครทราบชะตากรรมของนายสยามและเพื่อนอีกเลย 

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566  กัญญาได้ร้องทุกข์และกล่าวโทษต่ออัยการสูงสุดในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายสยาม ถูกบังคับให้สูญหาย ไม่ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในต่างประเทศหรือต่อเนื่องกัน ทว่าเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ได้แจ้งผลการพิจารณาว่า การหายตัวไปของนายสยามนั้นมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นายสยามกระทำความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวนและมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

ต่อมากัญญาได้ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างถึงรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่สรุปว่าการหายตัวไปของนายสยามและเพื่อนน่าเชื่อว่าเป็นการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากนายสยามเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการและการรัฐประหารของ คสช. จนถูกทางการไทยออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และในข้อหาอื่นๆ หลังจาก คสช. กระทำรัฐประหาร นายสยามและเพื่อนจึงได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ จนถูกบังคับให้สูญหายไป อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยจึงมีหน้าที่คุ้มครองคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวจนถึงที่สุด ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายให้ดำเนินการสืบสวน จนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหาย หรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่า บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” 

การหายตัวไปของนายสยามถือว่ายังไม่ทราบชะตากรรม และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรม โดยไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่มีโดยชัดแจ้งของตนเองได้ ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามการทำงานของพนักงานอัยการในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบครัวได้ทราบชะตากรรมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายสยามและเพื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บังคับให้บุคคลสูญหายอีกในอนาคต

Author