มารดาของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนามเข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ธีรวุฒิ จะเข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด  หลังโต้แย้งคำสั่งยุติการสอบสวนของอัยการ 

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ปรากฎข้อเท็จจริงผ่านสื่อออนไลน์ว่า นายสยาม ธีรวุฒิ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ได้แก่นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และนายกฤษณะ ทัพไทย ผู้ลี้ภัยการเมืองจากการปราบปรามของคณะรัฐประหาร (คสช.) โดยทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่จับกุมที่สนามบินฮานอย ในฐานความผิดปลอมแปลงหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศเวียดนาม และบุคคลทั้งสามได้ถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อบุคคลทั้งสามได้ และไม่มีใครทราบชะตากรรมของนายสยามและเพื่อนอีกเลย 

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566  กัญญา ธีรวุฒิ ในฐานะมารดาของสยามได้ร้องทุกข์และกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายสยาม ถูกบังคับให้สูญหายไปอย่างไม่ทราบชะตากรรม จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในต่างประเทศหรือต่อเนื่องกัน  ต่ออัยการสูงสุดในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ตลิ่งชัน ได้แจ้งผลการพิจารณาว่า การหายตัวไปของนายสยามนั้นมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นายสยามกระทำความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวนและมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

ต่อมากัญญาได้ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว โดยระบุทำนองว่า จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) สรุปว่าการหายตัวไปของนายสยามและเพื่อนน่าเชื่อว่าเป็นการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากนายสยามเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการและการรัฐประหารของ คสช. จนถูกทางการไทยออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และในข้อหาอื่นๆ หลังจาก คสช. กระทำรัฐประหาร นายสยามและเพื่อนจึงได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ จนถูกบังคับให้สูญหายไป อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยจึงมีหน้าที่คุ้มครองคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งการสืบสวนสอบสวนกรณีที่นายสยามและเพื่อนถูกบังคับหรือถูกกระทำให้สูญหายจนถึงที่สุด ตาม ที่ระบุไว้ใน มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายให้ดำเนินการสืบสวน จนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหาย หรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่า บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” และการหายตัวไปของนายสยามจึงถือว่ายังไม่ทราบชะตากรรม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ดังกล่าว กำหนดให้สืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรม เจ้าหน้าที่รัฐจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่มีโดยชัดแจ้งของตนเองได้  

การปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) เป็นการที่รัฐใช้อำนาจติดตาม คุกคาม บังคับให้สูญหาย สังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้เห็นต่าง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ลี้ภัย ไปจนถึงสื่อมวลชนที่อยู่นอกรัฐของตน เป็นการกระทำโดยการขอความร่วมมือระหว่างรัฐ โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปราบปรามข้ามชาติเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าว จากการติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามข้ามชาติไทยและเวียดนาม เห็นว่ามีความสอดคล้องกันอย่างยิ่ง ว่าอาจมีการขอความร่วมมือโดยรัฐไทยและรัฐเวียดนามเกิดขึ้นจริง  ดังปรากฏกรณีของนายอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวเวียดนาม ที่ถูกรัฐไทยจับกุม ควบคุมตัว และถูกรัฐบาลเวียดนามขอให้มีการส่งนายเบดั๊บกลับไปยังรัฐเวียดนาม 

นอกจากนี้ยังมีผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามถูกส่งกลับจากประเทศไทยโดยมิชอบเช่นกัน เช่น นายดวง วาน ไถ (Duong Van Thai) ในปี 2567 และนายจวง ดุย ญัต (Truong Duy Nhat) ในปี 2562 ซึ่งชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามได้รายงานว่าพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐเวียดนามเข้ามาติดตาม สอดส่อง และคุกคาม และบังคับให้สูญหายผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง การกระทำดังกล่าวของทั้งสองรัฐจึงถือเป็นการละเมิดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับ ไม่ให้ต้องไปเผชิญกับภัยประหัตประหาร ซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ จึงมีผลผูกพันและเป็นแนวปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่รัฐไทยควรถือปฏิบัติอีกด้วย 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามการทำงานของพนักงานอัยการในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบครัวได้ทราบชะตากรรมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายสยามและเพื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บังคับให้บุคคลสูญหายอีกในอนาคต

Author