ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ที่เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในเดือนพฤษภาคม และเดือนตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาคม 2535,, 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 หรือเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อเดือนตุลาคม 2547

ไม่เพียงแค่เกิดเหตุการณ์ในเดือนเดียวกัน แต่เหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ยังมีลักษณะร่วมบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน การใช้ความรุนแรงโดย “เจ้าหน้าที่รัฐ” เพื่อสลายการชุมนุม จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก และที่สำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้ “ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี” ลงท้ายที่ทุกเหตุการณ์จบลงอย่างเงียบงัน เป็นความทรงจำของผู้คนที่ทำได้เพียงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและระลึกถึงตามวาระต่างๆ ขณะที่รากของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เคยถูกค้นหาและสะสาง แต่ยังคงรอคอยวันที่ประวัติศาสตร์จะเวียนมาซ้ำรอยอีกครั้ง อาจจะเป็นเดือนพฤษภาคม หรือตุลาคมของสักปี หรืออาจจะเป็นเดือนอื่นๆ ต่อไปก็สุดที่จะรู้

ในเดือนที่เต็มไปด้วยการนองเลือดและแผลกลัดหนองเช่นนี้ CrCF พูดคุยกับ “สมชาย หอมลออ” ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมย้อนอดีตไปในสมัยที่เขายังเยาว์วัย และเป็นหนึ่งในพลังประชาชนที่เคลื่อนไหวบนท้องถนนในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 รวมทั้งเป็นผู้หนึ่งที่จับตาดูความเป็นไปในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ตากใบ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับความยุติธรรมที่จะมาเยียวยาบาดแผลของเดือนตุลาคม

14 ตุลาคม 2516: ชัยชนะของประชาชนเหนือรัฐบาลทรราช

ในช่วงวัยแห่งการค้นหาตัวตน สมชายเติบโตในยุคที่มีการต่อสู้ทางความคิดระหว่างนักศึกษากลุ่ม “สายลมแสงแดด” ที่ใช้ชีวิตสนุกสนานไปกับกิจกรรมนันทนาการต่างๆ กับกลุ่มนักศึกษาที่สนใจประเด็นทางสังคมและการเมือง นักศึกษาหลายคนนิยมออกค่ายอาสาไปช่วยเหลือผู้คนในชนบท รวมทั้งชาวนา กรรมกร และชุมชนเมือง ขณะที่อีกหลายคนเริ่มตั้งคำถามและถกเถียงเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา การเป็นนักศึกษา และประเด็นทางการเมือง เพราะไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่มีแนวคิดแบบใด ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และประภาส จารุเสถียร

สมชายในยุคนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม “สภาหน้าโดม” และทำกิจกรรมค่ายอาสาไปด้วย รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นกระแสนิยมในขณะนั้น ดังนั้น หลังจากเรียนจบ สมชายจึงเดินทางไปเป็นครูในต่างจังหวัด ทำงานปลุกระดมชาวนาตามยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

กระแสความไม่พอใจรัฐบาลเผด็จการปะทุขึ้นก่อนจะเป็นไฟลามทุ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกในพื้นที่ จ.นครปฐม เมื่อเดือนเมษายน 2516 พร้อมกับซากสัตว์จำนวนมากที่ถูกล่ามาจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีอื้อฉาวเพราะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุนั้นเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักธุรกิจที่ลักลอบล่าสัตว์ในเขตป่าสงวน ซึ่งเชื่อมโยงกับถนอมและประภาส 

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2516 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยมาเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกัน จึงได้จัดการประชุมและมีการออกหนังสือ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน ชมรมคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ได้ออกหนังสือที่มีเนื้อหาเสียดสีประเด็นนี้ จนทำให้อธิการบดีในขณะนั้นสั่งลบชื่อนักศึกษา 9 คน ที่เป็นผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ ออกจากมหาวิทยาลัย การกระทำดังกล่าวจุดประกายให้นักศึกษาและประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ถนอมและประภาสลงจากตำแหน่ง

เมื่อสถานการณ์ร้อนแรงขึ้น สมชายเดินทางมาเข้าร่วมกับองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุม โดยรับหน้าที่เป็นหน่วยข่าวกรอง คอยรับข่าวสารจากวิทยุ หนังสือพิมพ์ วิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสายข่าว จากนั้นจึงส่งข้อมูลไปยังเวทีปราศรัย และเคลื่อนขบวนไปพร้อมกับแกนนำและผู้ชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516

สมชายยอมรับว่าขณะนั้นกระแสความโกรธของประชาชนพุ่งสูงขึ้นจนแกนนำผู้ชุมนุมแทบจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านสนามหลวง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนจะประกาศสลายการชุมนุม

“รูปแบบการเคลื่อนขบวนที่พวกเราเรียนรู้จากต่างประเทศ อย่างเช่น การปราบม็อบจากต่างประเทศมักจะใช้แก๊สน้ำตา ทุกคนจะถูกสอนว่าให้มีผ้าชุบน้ำไว้ ถ้าโดนแก๊สน้ำตาก็เอาผ้าเปียกเช็ดหน้า ก็จะมีสองอย่างหลักๆ ไม้ไผ่ยาวๆ เหลาแหลม เยอะเลย เป็นรถสิบล้อเลย คนที่อยู่แนวหน้าก็จะถือไม้ไผ่ยาวๆ อันนี้เรียนรู้จากขบวนการนักศึกษาประชาชนของญี่ปุ่น ที่เขาต่อต้านสนามบินนาริตะ มีกระสอบ คือถ้าเขาเอาหมามาไล่ฝูงชน ก็เอาไว้พันตัว กันหมากัด” สมชายเล่า

ทว่าท่ามกลางความสับสนของสถานการณ์ เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทำร้ายนักศึกษาที่แยกย้ายออกจากที่ชุมนุม ทำให้สถานการณ์เริ่มบานปลาย มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุมเผาอาคารในบริเวณนั้น จนกระทั่งถนอมและประภาสยอมลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกนอกประเทศไทย

“[เหตุการณ์ 14 ตุลา] มีคนตาย 40 กว่าคน บาดเจ็บก็เยอะ แต่ทุกคนก็มีการบันทึกหมด เพราะว่ามีการจัดรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพที่สนามหลวง มีการเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ให้กับผู้บาดเจ็บ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่” สมชายเล่า

6 ตุลาคม 2519: จากการสังหารหมู่สู่บาดแผลที่ไร้การเยียวยา

หลังจากขับไล่ “สามทรราช” อันได้แก่ ถนอม กิตติขจร, ณรงค์ กิตติขจร และประภาส จารุเสถียร ออกจากประเทศได้สำเร็จ ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชั่วคราว นำโดยสัญญา ธรรมศักดิ์ มีการร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” ซึ่งนักศึกษามีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น กรรมกรและชาวนา ทำให้ขบวนการแรงงานเติบโตขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกรรมกร และสมาคมกรรมกร  เช่นเดียวกับขบวนการชาวนา ที่มีการจัดตั้ง “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นขบวนการที่เข้มแข็งอย่างมาก

“หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา บริบทในแง่ของเนื้อหามันก็เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องการช่วยเหลือ สังคมสงเคราะห์ หรือปฏิรูปอย่างเดียว แต่ว่ามันอยู่ในทางที่ต้องการให้มีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่ค่อนไปทางฝ่ายซ้าย ถึงขั้นที่ว่าปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หรือเรียกว่าปฏิวัติก็ได้”

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในภูมิภาคอินโดจีนก็มีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย เนื่องจากฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยจีน ได้รุกคืบเข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ประกอบกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในประเทศไทยก็เติบโต ทั้งในทางการเมืองและในด้านกองกำลัง สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ชนชั้นนำไทยที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตย หวั่นเกรงว่าไทยจะกลายเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไปที่จะถูกยึดครองโดยฝ่ายคอมมิวนิสต์ จึงเริ่มตอบโต้ “ฝ่ายซ้าย” ด้วยวิธีการรุนแรง นับตั้งแต่การสังหาร ดร. บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2518 ตามมาด้วยการลอบสังหารผู้นำชาวนาและผู้นำกรรมกรหลายคน ซึ่งทุกกรณีไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้

“ตอนนั้นมีการเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ บ่อยมาก ดังนั้น ฝ่ายที่เรียกว่า นายทุน ขุนศึก ศักดินา แล้วก็สหรัฐฯ จึงเริ่มตั้งตัวและตอบโต้ โดยการจัดตั้งกลุ่มศาลเตี้ย (vigilante) อย่างกระทิงแดง แล้วก็โฆษณาว่าขบวนการนักศึกษา ประชาชน เป็นพวกทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รับใช้ต่างชาติ โดยเฉพาะจีน โซเวียต เวียดนาม แล้วก็มีการจัดตั้งขบวนการฝ่ายขวา โดยเชื่อว่ากองทัพเป็นแกนหลัก โดยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทั้งในด้านประสบการณ์ เช่น ขบวนการลูกเสือชาวบ้าน ขบวนการนวพล แล้วก็ชูเรื่องขวาพิฆาตซ้าย” สมชายกล่าว

เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา ไม่ใช่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 เพียงวันเดียวเท่านั้น แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่รัฐมีความพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อกดปราบประชาชนผู้เห็นต่างอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีการใช้สื่อมวลชน ทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ ในการป้ายสีนักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และมีความพยายามล้มล้างราชวงศ์ ขณะที่รัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของ มรว. เสนีย์ ปราโมช กลับไม่มีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ใดๆ ด้วยอำนาจของกองทัพที่แข็งแกร่งกว่า รวมทั้งอำนาจจากต่างประเทศ และอำนาจนอกระบบในประเทศไทย

ในปีนั้น สมชายยังคงเป็นนักกิจกรรมด้านประชาธิปไตย และในช่วงก่อนการสังหารหมู่ เขาก็ยังไปร่วมการชุมนุม แต่ไม่ได้มีบทบาทที่โดดเด่น จนกระทั่งในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เขาไปสังเกตการณ์ที่สนามหลวงด้วยความเป็นห่วงน้องๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน และเดินตามฝูงชนที่กรูเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“คนที่กรูเข้าไป เข้าใจว่าเป็นพวกกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน นอกเครื่องแบบบ้าง ผมก็ตามเข้าไปที่ประตูใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านหน้าหอประชุมใหญ่ เข้าไปก็มีการยิงกัน คือข้างในมีหน่วยการ์ดที่มีอาวุธ ผมก็คิดว่าเข้าไปไม่ได้แล้ว ก็เลยย้อนกลับออกมา ผมถูกรุมทำร้ายตรงลานหญ้าหน้าหอประชุมหลายครั้ง โดนตีจนแขนหัก ผมถูกตีล้มไปสองครั้ง สักพักก็มีกลุ่มลูกเสือชาวบ้านเอามือกันผม ล้อมไว้ แล้วเอาผมขึ้นรถพยาบาลมาที่โรงพยาบาลตำรวจ”

สมชายเล่าว่า ในอีกหลายปีให้หลัง เขาได้ทราบว่ามีแกนนำแรงงานคนหนึ่งมาเห็นเหตุการณ์ที่เขาถูกรุมทำร้าย จึงบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสมชายเป็นนักข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้กลุ่มลูกเสือชาวบ้านพาตัวสมชายออกมา มิเช่นนั้นเขาอาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกแขวนคอ เผาทั้งเป็น เสียชีวิตด้วยคมกระสุน หรือถูกบังคับถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง และหมอบอยู่กับพื้นระดับเดียวกับรองเท้าคอมแบต

สมชายถูกอายัดตัวและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจนานราว 7 วัน แผลที่ถูกตีที่ศีรษะนั้นต้องเย็บกว่า 20 เข็ม จากนั้นเขาถูกส่งตัวมาที่ สน. ชนะสงคราม ก่อนจะถูกพาตัวไปค้นบ้านพัก และถูกส่งตัวไปคุมขังที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน โดยถูกตั้งข้อหาสารพัด ทั้งข้อหาคอมมิวนิสต์ และข้อหากบฏ

“ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนนี่ ไปใหม่ๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจ ซึ่งทัศนคติแย่มาก กลางคืน ตีสองตีสาม ก็มาค้น อ้างว่ามีของผิดกฎหมาย คือเป็นการก่อกวน เรียกประชุม ด่าว่าเป็นพวกขายชาติ แต่พอรัฐบาลประกาศให้พื้นที่นี้เป็นเรือนจำพิเศษ เขาก็ส่งพัศดีมาคุม สิ่งที่เขาพูดกับเราครั้งแรกก็คือ ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นปัญญาชน พูดกันรู้เรื่อง ไม่ใช่โจรผู้ร้าย แต่ขออย่างเดียว อย่าหนี นอกนั้นคุณทำอะไรได้หมด”

ตลอดระยะเวลา 10 เดือน ที่สมชายถูกจองจำ จึงไม่ถึงกับเลวร้ายไปทั้งหมด กลุ่มนักโทษการเมืองยังสามารถอ่านหนังสือ ฟังวิทยุ มีคนมาเยี่ยม และยังมีกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมคอยทำหน้าที่สื่อสารระหว่างพวกเขากับครอบครัว เพื่อนที่อยู่ภายนอก และเพื่อนที่อยู่ในป่า ซึ่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั่นเอง

จาก 6 ตุลาถึงตากใบ: 31 ปีผ่านไป เหตุการณ์ไม่เคยเปลี่ยน

ตลอดชีวิตของสมชาย เขาพานพบเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐมาแทบนับครั้งไม่ถ้วน เพราะหลังจาก 6 ตุลาคม 2516 ก็ตามด้วยการชุมนุมประท้วงรัฐบาลทหารในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และการสังหารประชาชนเกือบร้อยศพกลางใจเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 และอีกหนึ่งเหตุการณ์น่าสลดใจในเดือนตุลาคม คือการสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547

เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนกว่าพันคนชุมนุมหน้า สภ. ตากใบ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จำนวน 6 คน ซึ่งเป็นอาสาสมัครประชาชน ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ชรบ. ทั้งหกคนนี้ถูกกล่าวหาว่ามอบปืนให้กับผู้ก่อความไม่สงบ ขณะที่ทั้งหมดยืนยันว่าปืนนั้นถูกปล้นไป

การชุมนุมยืดเยื้อถึงช่วงบ่าย จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เจ้าหน้าที่ตัดสินใจสลายการณ์ชุมนุมด้วยการฉีดน้ำ ยิงแก๊สน้ำตา และใช้อาวุธปืน จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกแยกตัวออกมา ส่วนผู้ชุมนุมที่เป็นผู้ชายทั้งหมดถูกบังคับให้ถอดเสื้อและนำเสื้อมามัดมือไพล่หลัง ก่อนที่จะถูกสั่งให้หมอบอยู่กับพื้น หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่บังคับให้ผู้ชุมนุมผู้ชายขึ้นไปนอนทับกันบนรถบรรทุก และนำตัวพวกเขาไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ที่ห่างออกไปกว่า 140 กม. จากเหตุการณ์นี้ มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 85 คน

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ วันที่มีการชุมนุมนั้น เป็นช่วงเวลาก่อนวันฮารีรายอ ที่ชาวบ้านจากหลายพื้นที่ใน จ.นราธิวาส จะมาจับจ่ายใช้สอย ซื้ออาหารและเสื้อผ้าเพื่อต้อนรับเทศกาลที่ตลาดตากใบ หลายคนยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจมาร่วมชุมนุม เพียงแต่เข้ามาสังเกตการณ์ แต่กลับออกไปจากพื้นที่ชุมนุมไม่ได้ และที่สำคัญ การเดินทางจาก อ.ตากใบ ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ใช้เวลา 2 ชม. แต่กลับมีข้อมูลว่า ขบวนรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่นอนทับกันนั้นใช้เวลาเดินทางนานถึง 4 – 5 ชม.

สมชายให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ 6 ตุลา และเหตุการณ์ตากใบว่า

“ในภาพที่ออกมา การควบคุมผู้ชุมนุม การปราบผู้ชุมนุมเหมือนกัน เป็นยุทธวิธีทางการทหาร เข้าใจว่าทหารจะใช้วิธีนี้ คือกดหัว เอาเสื้อมัดมือไพล่หลัง คือนอกจากให้ทุกคนที่เป็นเป้าต้องถอดเสื้อเพื่อไม่ให้หลบหนี ยังใช้มัดมือไพล่หลังตัวเองได้ด้วย แล้วก็ให้คลานหรือกระเสือกกระสนไป พอเห็นภาพ 6 ตุลา กับภาพตากใบ เหมือนกันเลย 30 – 40 ปี ไม่เปลี่ยน เหตุที่ไม่เปลี่ยนเพราะว่านี่เป็นยุทธวิธีทางทหาร”

นอกจากนี้ ยุทธวิธีในการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ตากใบ ยังสะท้อนให้เห็นทัศนคติของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่มองประชาชนเป็นศัตรู หากในเหตุการณ์ 6 ตุลา ศัตรูคือคอมมิวนิสต์ ในเหตุการณ์ตากใบ ศัตรูของรัฐก็คือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

“ฝ่ายที่นำกำลังเข้าไปสลายการชุมนุมก็อ้างว่า ถ้าไม่ทำให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปก่อนค่ำ ก็จะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น อาจจะมีการฉวยโอกาสบุกเข้ามายึดสถานที่ราชการหรือสถานีตำรวจภูธรตากใบ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างคือมองจากสายตาของทหารทั้งสิ้น” 

“วิธีการที่ใช้มันเป็นวิธีการที่ปฏิบัติต่อคนเหมือนศัตรู ผู้ชุมนุมเป็นศัตรู ทั้งที่ในนั้นอาจจะมีผู้ก่อความไม่สงบปะปนอยู่ไม่กี่คน แต่ถึงมีผู้ก่อความไม่สงบ เขาก็ไม่ใช่ศัตรู เขาเป็นพลเมือง ยังไงคุณก็ต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนพลเมือง อาจจะเป็นพลเมืองที่กระทำความผิด คุณก็ต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นผู้ต้องหา แต่คุณใช้การทหารเข้าไป ซึ่งทหารมันใช้สำหรับศัตรู ซึ่งมันก็ต้องใช้ในกฎหมายอีกชุดหนึ่ง คือกฎหมายสงคราม คุณก็ต้องปฏิบัติต่อเขาแบบเชลยศึก”

“แต่ถ้าคุณมองว่าจริงๆ แล้วเขาก็เป็นพลเมือง คุณก็ต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นผู้ต้องหา นี่คุณไม่เอาสักอย่าง โดยที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์ทั้งกฎหมายในประเทศและระหว่างประเทศ”

“ผมคิดว่าปัญหาหลักคือการมองการต่อสู้หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน ไม่ว่าประชาชนเหล่านั้นจะเป็นเชื้อสายมลายู เป็นพุทธ เป็นมุสลิม หรืออะไรก็แล้วแต่ ในสายตาของกองทัพ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการมองแบบศัตรู ซึ่งมันไม่ได้ มันผิดหลัก ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 พฤษภา 53 เหมือนกันหมด” สมชายกล่าว

ย้อนมองบาดแผลเดือนตุลา ความยุติธรรมจะมาถึงได้จริงหรือไม่

ในมุมมองของสมชาย ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐกับประชาชนล้วนมีที่มาทางประวัติศาสตร์ อาจจะแตกต่างกันที่เนื้อหา แต่ธรรมชาติของความขัดแย้งนั้นไม่ต่างกัน โดยเฉพาะวิธีการที่กลุ่มผู้มีอำนาจใช้กับฝ่ายประชาชนที่เห็นต่าง นั่นคือการใช้ความรุนแรง

“สำหรับภาคใต้ ฝ่ายที่เห็นต่างคือกลุ่มที่ต้องการอิสรภาพ ต้องการปกครองตนเอง หรือแบ่งแยกดินแดน ผู้มีอำนาจจะใช้ความรุนแรง คือมือหนึ่งถือแส้ แต่อีกมือหนึ่งคือให้ยาที่จะทำให้คุณเป็นคนไทย สำหรับพวกเรียกร้องประชาธิปไตยก็คือ มือหนึ่งถือแส้ มือหนึ่งให้ยาที่คุณกินเข้าไปแล้วจะเชื่อในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แล้วมันก็จะย่ำเท้าอยู่กับที่ เป็นวงจรอุบาทว์ วงจรแห่งความรุนแรง”

เมื่อใช้แนวคิด “ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ซึ่งประกอบด้วย การค้นหาความจริง การดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิด การชดเชยเยียวยา และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในการอำนวยความยุติธรรมมาสู่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงโดยรัฐในเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เรากลับพบว่าแนวคิดนี้เกิดขึ้นได้ยากในสังคมไทย

“6 ตุลานี่ไม่ได้เยียวยาเลย ค้นหาความจริงก็ไม่มี ตากใบค้นหาความจริง แต่ก็ไม่รู้ว่าไปซุกไว้ตรงไหน เยียวยาก็คือจ่ายเงินไป จ่ายเงินมากหน่อยก็คือยุคของยิ่งลักษณ์ 7 ล้าน 5 ล้าน แต่ก็คือแค่นี้ แต่การเยียวยามันไม่ใช่แค่นี้ อดีตนายกฯ สุรยุทธ์ออกมาขอโทษ แต่แกพูดเหมือนเป็นส่วนตัว กองทัพไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องเลย และไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการกระทำของกองทัพเลย”

“ข้อสำคัญอีกประการคือ ไม่มีใครถูกลงโทษเลยสักเหตุการณ์เดียว ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของผู้นำหรือรัฐบาลอย่างเดียวนะ แต่เป็นความล้มเหลวของกลไกยุติธรรม 6 ตุลาไม่มีนิรโทษกรรม แต่พนักงานสอบสวนทำอะไร อัยการทำอะไร คนสังหารคนกลางเมือง สังหารหมู่เลย ทำอะไร”

กรณีนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีตากใบ ที่เมื่อปี 2567 ครอบครัวผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบได้ตัดสินใจฟ้องศาลด้วยตัวเอง ทว่ากว่าพนักงานสอบสวนและอัยการจะสั่งฟ้อง เวลาก็ล่วงเลยไปจนใกล้จะหมดอายุความ ผู้กระทำความผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยังคงลอยนวล เพราะฉะนั้น สมชายจึงเสนอว่า คดีเช่นนี้ไม่ควรมีอายุความ

“การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมีอะไรบ้าง รัฐประหารทุก 10 ปี ทางโครงสร้าง ทหารยิ่งมีอำนาจมากขึ้นในการควบคุมดูแล แม้แต่การเจรจา ไม่เรียกสันติภาพ เรียกสันติสุข ก็มีทหารเป็นผู้นำในการเจรจาตลอดมา หลัง 14 ตุลา โครงสร้างก็ไม่ได้เปลี่ยน มีรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ไปแตะโครงสร้างของรัฐพันลึก (Deep State) ที่ไปคุมอำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่เลย และรัฐธรรมนูญก็เปราะบางมาก ในที่สุดก็ต้องยกเลิกไป แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง”

แม้ว่าจะไม่อาจคาดหวังการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบได้มากนัก แต่สิ่งที่สมชายเชื่อก็คือ ขณะที่โลกเปลี่ยนไป โครงสร้างในสังคมไทยเช่นนี้ก็ไม่อาจคงอยู่ได้อย่างถาวร อยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแบบแตกหัก หรือแบบนุ่มนวล ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยไทยอย่าง 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภา 35, พฤษภา 53 จนกระทั่งยุค คสช. หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ในภาคใต้ สมชายมองว่าทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นบาดแผลที่ยังคงกลัดหนอง อยู่ที่ว่าในที่สุดจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งจากการที่รัฐเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด หรือจะลงมือปฏิรูปทั้งระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสังคมตามพลวัตของโลกเป็นไปอย่างนุ่มนวลและส่งผลกระทบกระเทือนต่อผู้คนอย่างเบาบางที่สุด

ภาพ: ก่อการ บุปผาวัฏฏ์, ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts