สาระสำคัญของคำอุทธรณ์ต่อคำสั่งของศาลชั้นต้น กรณีให้ทำการไต่สวนเพื่อปลดพันธนาการที่กระทำต่อนายอานนท์ นำภา

ผู้ร้อง (ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล) ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ตามมาตรา ๒๖ (๖) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อให้มีคำสั่งยุติการพันธนาการนายอานนท์ ด้วยการใส่กุญแจข้อเท้าและโซ่ตรึงขาทั้งสองข้างระหว่างนำตัวมาพิจารณาคดีหรือว่าความในศาล เพราะเป็นการกระทำที่โหดร้าย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของนายอานนท์  ละเมิดกฎหมายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการกระทำที่เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็น  

ต่อมาวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ศาลไต่สวนพยานจำนวน ๔ ปาก และในวันเดียวกันศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง 

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๖ หรือไม่ และต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิจนเกินขอบเขตแห่งความจำเป็นหรือไม่ 

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลเห็นว่าพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑ (๔) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการใช้เครื่องพันธนาการเมื่อควบคุมตัวผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการหลบหนี ดังนั้นการกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

ด้วยความเคารพต่อคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จึงมีความประสงค์ขออุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและในปัญหาข้อกฎหมาย ดังเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้การใช้เครื่องพันธนาการจะเป็นการจำกัดเสรีภาพและอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เสียหายและบุคคลอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิจนเกินขอบเขตแห่งความจำเป็นหรือไม่ นั้น  

นายอานนท์ นำภา ยืนยันต่อศาลว่า ได้รับผลกระทบจากการใส่เครื่องพันธนาการดังกล่าวเนื่องจากเครื่องพันธนาการมีการเสียดสีก่อให้เกิดบาดแผลแก่ขา และทำให้ไม่สามารถก้าวขาเดินได้ตามปกติ ศาลให้พยานยกขาที่ถูกเครื่องพันธนาการ สามารถเห็นได้ชัดเจนถึงรอยแผลเก่า และจะมีแผลใหม่ขึ้นทุกครั้งในช่วงเย็นของแต่ละวัน การใส่เครื่องพันธนาการยังทำให้พยานได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ การที่ผู้ต้องขังที่ถูกพันธนาการปรากฏในห้องพิจารณาของศาล ย่อมเป็นการตีตราให้มีความผิดไปเสียแล้ว ส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจของอารยชนอย่างแน่นอน แล้วทำไมจึงจะต้องสืบทอดการปฏิบัติอันป่าเถื่อนเช่นนั้นต่อไป

ประการที่สอง ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑  บัญญัติอย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้หรือใส่เครื่องพันธนาการแก้ผู้ต้องขัง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ซึ่งผู้สั่งใช้เครื่องพันธนาการต้องบันทึกเหตุผลหรือความจําเป็นที่ต้องใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังนั้นไว้ด้วย การใส่เครื่องพันธนาการจึงเป็นข้อยกเว้นไม่ใช้ใส่เป็นการทั่วไป

แต่ทว่าทุกวันนี้แนวปฏิบัติปกติกลับตรงข้ามกับกฎหมาย คือใส่พันธนาการแทบทุกกรณีเมื่อออกจากเรือนจำ การปลดพันธนาการเป็นกรณียกเว้น ประจักษ์พยานที่ชัดเจนของการกลับหัวกลับหางเช่นนี้คือ แบบฟอร์มบันทึกการนำตัวออกไปศาลและนำกลับเข้าเรือนจำของทางราชทัณฑ์เอง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะลงบันทึกในแบบฟอร์มดังกล่าวว่า ผู้ต้องขังในแต่ละวันมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการเพื่อป้องกันการหลบหนีทุกคน ไม่มีการระบุเหตุผลและความจำเป็นรายกรณี ทั้ง ๆที่สิ่งนี้ควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ทำเป็นกิจวัตร แต่ในแบบฟอร์มเดียวกันกลับมีช่องให้บันทึกว่าผู้ต้องขังลำดับใดไม่ใส่เครื่องพันธนาการหรือให้ใส่กุญแจมือแทนโดยระบุเหตุผลเป็นรายกรณี  ทั้ง ๆที่สิ่งนี้ควรเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปที่เป็นกิจวัตร แบบฟอร์มดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานของการกระทำที่ขัดกับพรบ. ราชทัณฑ์มาตรา ๒๑ เสียเอง 

การเหมารวมว่าผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังทุกคนจะมีพฤติกรรมในการหลบหนีย่อมไม่ถูกต้อง เพราะการหลบหนีของผู้ต้องขังเป็นไปได้น้อยมาก มีเพียงไม่กี่คดี การบันทึกเหตุผลความจำเป็นในการใช้เครื่องพันธนาการเป็นรายกรณีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขังอย่างมาก  ในเมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทางตรงกันข้าม แต่ศาลชั้นต้นกลับเห็นไปว่าไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขังแต่อย่างใด 

เมื่อมีพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ผู้ร้องจึงเชื่อมั่นว่าระบบตุลาการหรือการไต่สวนของศาลจะนำพามาซึ่งการตรวจสอบการใช้อำนาจของกรมราชทัณฑ์ แต่กลับกลายเป็นว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายประเด็นนี้ว่าเป็นเพียงการบกพร่องในการปฏิบัติ ทั้งที่จริงแล้วการเหมารวมใส่เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังออกศาลทุกคนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ควรถึงเวลาแล้วที่การใส่เครื่องพันธนาการควรจะเป็นเพียงข้อยกเว้นตามเจตจำนงค์ของพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา ๒๑

ประการที่สาม นายอานนท์ไม่เคยมีพฤติการณ์ที่พึงสงสัยหรือมีประวัติพยายามหลบหนีแต่อย่างใด แต่เดิมที่เคยได้รับประกันตัวออกมา ก็ไปรายงานตัวตามกำหนดนัดของศาลมาโดยตลอดอีกด้วย เพราะมีความตั้งใจที่จะต่อสู้คดีทุกคดี มาศาลตามนัดทุกครั้งและไม่มีพฤติการณ์ขัดขืนการถูกควบคุมตัว 

ประการที่สี่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้เบิกความยืนยันว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙  วรรคสอง บัญญัติว่าในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะกระทำต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ 

ประการที่ห้า ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกติกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนพลเมืองหรือ ICCPR และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือ MANDELA RULES ซึ่งระบุว่าการใส่เครื่องพันธนาการเป็นข้อยกเว้น ใช้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการอื่นใดแล้ว นอกจากนี้ ประเทศฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมัน อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ก็มีหลักการใส่เครื่องพันธนาการในที่เป็นกรณีจำเป็นเท่านั้น ฝรั่งเศสและแคนาดาห้ามไม่ให้ใส่เครื่องพันธนาการในขณะที่อยู่ในห้องพิจารณาเด็ดขาด 

ประการที่หก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี  ได้เบิกความเป็นพยานว่า มาตรา ๒๖ ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นั้นไม่ได้ตรวจสอบว่าการควบคุมนั้นชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตรวจสอบว่าเป็นการกระทำโดยทรมานหรือทารุณโหดร้ายหรือไม่ ซึ่งวัตถุการตรวจสอบเป็นคนละแบบกัน 

ตามมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในลักษณะร้ายแรงจะมีเจตนาหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องพิจารณา โดยในท้ายของพรบ.มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามการปฏิบัติของนานาชาติในข้อ ๔๗ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า การใส่กุญแจเท้าเป็นการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม ห้ามมิให้กระทำโดยเด็ดขาด

ประการที่เจ็ด ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยและสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ปลดเครื่องพันธนาการออกจากจำเลยมาแล้ว ได้แก่ คดีหมายเลข  อ.๓๕๘/๒๕๕๖ และคดีหมายเลขดำที่ ๗๔๗/๒๕๕๐ หรือคดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๓๘/๒๕๕๒   ด้วยเห็นว่าการใส่ตรวนนักโทษเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีลักษณะเป็นการทรมาน ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๒  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่บังคับใช้ในขณะนั้น และทำให้เสียหายต่อร่างกายขัดต่อมาตรา ๔๒๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชนของสหประชาชาติ ข้อ ๑, ๕ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๗, ๑๐ (๑) ซึ่งมีผลใช้บังคับในประเทศไทย และขัดต่อกฎมาตรฐานขั้นต่ำของการปฏิบัติต่อนักโทษขององค์การสหประชาชาติ ข้อ ๓๓ ซึ่งเป็นการตีความอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ (ฉบับก่อน ซึ่งบัญญัติตรงกับฉบับปัจจุบันในเรื่องนี้)

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการใส่เครื่องพันธนาการโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นและได้สัดส่วนรายกรณี ก่อให้เกิดบาดแผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง เข้าข่ายเป็นการทรมานตามมาตรา ๕  และ การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมตามมาตรา ๖ ของของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักการสูงสุดของรัฐธรรมนูญและหลักการสากล 

ขอศาลอุทธรณ์โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป

Loader Loading…
EAD Logo Taking too long?

Reload Reload document
| Open Open in new tab

Author