ศาลพลเรือนหรือศาลทหาร? 20 ต.ค. 68 นัดฟังคำสั่ง คกก. ชี้ขาดเขตอำนาจศาล กรณีพลทหารกิตติธรเสียชีวิตหลังฝึกทหารเกณฑ์เมื่อปี 66

วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 นัดฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ว่าคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 ที่เป็นศาลพลเรือนหรือศาลทหาร เป็นครั้งที่ 3 หลังเลื่อนฟังคำสั่งมาแล้ว 2 ครั้ง  จากกรณีที่ครูฝึกทหารใหม่ 2 นาย ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ซึ่งเสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2566 โดยเป็นความผิดตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และภายหลังครูฝึกทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอศาลวินิจฉัยเขตอำนาจศาลให้คดีพลทหารกิตติธร กลับเข้าไปพิจารณาในศาลทหาร

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568  ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 ได้แจ้งครอบครัวพลทหารกิตติธร ทนายความโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสอง และทนายจำเลย ว่า คำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยังไม่ส่งกลับมา จึงทำให้ต้องเลื่อนนัดฟังคำสั่ง  ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการเลื่อนฟังคำสั่งมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ในการเลื่อนแต่ละครั้ง ศาลไม่ได้มีการแจ้งแก่ครอบครัวพลทหารกิตติธร หรือทนายความล่วงหน้าแต่อย่างใด

พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เป็นทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย ซึ่งหลังจากการฝึกพบว่ามีอาการป่วยหนัก แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จนกระทั่งภรรยาของพลทหารกิตติธรยืนกรานขอให้ส่งตัวสามีไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ในระหว่างวันที่ 14 – 15 ก.ค. 2566 ทว่าสุดท้าย พลทหารกิตติธรได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2566 ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

แม้คดีนี้โจทก์และจำเลยจะสืบพยานในศาลพลเรือนเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำคดีดังกล่าวกลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร ศาลพลเรือนและศาลทหารจึงได้ทำความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาล แต่ผลปรากฏว่าทั้งสองศาลนั้นมีความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลไม่ตรงกัน โดยแต่ละศาลต่างเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาคดีของตน ดังนั้นการพิจารณาชี้ขาดว่าศาลใดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล โดยคำสั่งของคณะกรรมการจะถือเป็นที่สุด ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญและถูกบังคับใช้ในอนาคต ในทุกกรณีที่เกี่ยวกับทหารที่ถูกกระทำละเมิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯของทหาร จะต้องอยู่ในเขตศาลทหารหรือศาลพลเรือน

นอกจากการเลื่อนนัดถึง 2 ครั้ง จะทำให้ครอบครัวของพลทหารกิตติธร ที่ต้องสละเวลางานและเดินทางไกลมาเพื่อฟังคำสั่งศาล ต้องสูญเสียรายได้จากการทำงานแล้ว การพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อจากการที่จำเลยทั้งสองขอให้นำคดีดังกล่าวกลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร ทั้งที่ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้มีการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน ยังสร้างภาระมากมายให้กับผู้เสียหาย และส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างล่าช้า

บัดนี้เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ครอบครัวได้สูญเสียพลทหารกิตติธร และแม้ว่าครอบครัวของพลทหารกิตติธรจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 เป็นจำนวน 250,000 บาท แต่ในแง่การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษกลับยังล่าช้า เนื่องจากยังต้องรอการพิจารณาคำสั่งเรื่องเขตอำนาจศาลของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ซึ่งยิ่งสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวพลทหารกิตติธรอย่างไม่จบสิ้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล เรื่องเขตอำนาจศาลในวันและเวลาดังกล่าว  เพื่อให้มั่นใจว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงและได้รับการชดใช้เยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย  เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแท้จริง

Author