แถลงการณ์ ตั้งคำถามต่องานสื่อสารอินโฟกราฟิก เปรียบเทียบบริบทกัมพูชากับจังหวัดชายแดนใต้ ของกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังมุ่งสร้างความเกลียดชังและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามมากขึ้นหรือไม่
จากที่ปรากฏเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” ได้เผยแพร่ชิ้นงานสื่อสารรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) หัวข้อ “ความเหมือนที่ลงตัวระหว่างเขมร และ BRN”1https://www.facebook.com/photo/?fbid=1350489137077648&set=a.471269881666249 โดยเนื้อหาของชิ้นงานดังกล่าวเป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างประเทศกัมพูชาและขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือกลุ่ม BRN ซึ่งกล่าวหาว่าทั้งสองมีความเลวร้ายเหมือนกันอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม มูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งคำถามต่อชิ้นงานดังกล่าวถึงความเหมาะสมว่าหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าในการจัดการปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีมากว่า 20 ปี กำลังมุ่งสร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้ามกับตน และด้อยค่าชีวิตและเสียงของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธ รวมถึงเชื่อมโยงไปยังความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างผิดฝาผิดตัวหรือไม่
อินโฟกราฟิกของ กอ.รมน. ภาค 4 ชิ้นนี้ นำเสนอแง่มุมจากหน่วยงานของตนเองโดยมีลักษณะไปในทางกล่าวถึงกลุ่มขบวนการ BRN และประเทศกัมพูชา ทว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่มีการนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ มีเพียงข้อกล่าวอ้าง ที่อาจทำให้เกิดคำถามว่าเนื้อหาดังกล่าวเกิดจากการให้ข้อมูลที่บิดเบือน (Disinformation) หรือไม่ และเป็นการจงใจกล่าวหาเพื่อมุ่งให้เกิดผลทางความรู้สึกในลักษณะสร้างความเกลียดชัง
ในตอนหนึ่งของเนื้อหาที่กล่าวว่า ขบวนการ BRN “เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาความมั่นคงโดยไม่มีเงื่อนไข” โดยเปรียบเทียบกับฝ่ายกัมพูชาที่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเชลยศึกโดยไม่มีเงื่อนไข ข้อความดังกล่าวนำ คำว่า “ผู้ต้องหา” กับ “เชลยศึก” มาเปรียบเทียบกันอย่างผิดฝาผิดตัว เพราะผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นผู้ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เสมอจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด นำมาเปรียบเทียบกับ “เชลยศึก” ในสงครามรูปแบบเดิมซึ่งมีความคิดว่าเป็นศัตรูที่เลวร้าย การกล่าวว่าสิทธิในการได้รับการประกันตัวและสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีความชอบธรรมนั้นขัดกับหลักนิติธรรมในประเทศและหลักสากลระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลและตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญไทย
นอกจากนี้ ยังมีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่เหมารวมผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่านอกระบบกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ (extra-judicial killing) ว่าทุกกรณีเป็นกลุ่มขบวนการและมีการต่อสู้เจ้าหน้าที่ ตามข้อความที่ระบุทำนองว่ากลุ่ม BRN “ต้องการให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิตจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อขยายภาพแสวงผลประโยชน์จากการแห่ศพ จากนั้นเข้าพูดคุย ยุยงกับครอบครัวผู้ก่อเหตุรุนแรงว่าการเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ” การกล่าวเช่นนี้เป็นการเหมารวมประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง เพราะต้องคำนึงว่าการฆ่านอกระบบเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการตรวจสอบ และยังเคยมีกรณีที่ศาลสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐว่าฆาตกรรมประชาชน รวมถึงไม่เคยมีการพิสูจน์ว่าบุคคลที่ถูกทำให้เสียชีวิตเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงที่แท้จริงหรือไม่ และหากเป็นผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุความรุนแรงจริงก็ต้องนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไปตามหลักนิติธรรมของรัฐ การกล่าวในลักษณะนี้ยังเป็นการด้อยค่าบุคคลที่เสียชีวิตรวมถึงครอบครัว และด้อยค่าพิธีกรรมการฝังศพตามศาสนาของประชาชนว่าเป็นไปเพื่อเหตุผลทางการเมืองเท่านั้นอีกด้วย
ในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เพื่อสันติภาพอย่างยั่งยืน กอ.รมน. ภาค 4 ควรทบทวนการจัดทำเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวที่นอกจากจะไม่นำไปสู่ทางออกในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้อย่างสันติวิธีที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง ยังอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะแก้ไข
ผู้ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันไม่ใช่คนกลุ่มใดแต่เป็นประชาชนในพื้นที่ และหากในอนาคตหากรัฐยังไม่สามารถทำงานอย่างมืออาชีพและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีนี้ได้ ผู้ที่ต้องแบกรับความเสียหายและผลกระทบก็ยังคงเป็นประชาชน เพราะรัฐไทยไม่เคยถูกด้อยค่าด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนหรือองค์กรใดได้ แต่ศักดิ์ศรีของรัฐไทยอาจถูกลดทอนลงหากหน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงไม่มีความเป็นมืออาชีพในการนำนโยบายสันติภาพให้เป็นจริงในทางรูปธรรม
แถลง ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2568
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
- 1




![[PR]อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณียุติการสืบสวนเหตุชัชชาญ บุปผาวัลย์ ถูกอุ้มหาย – ฆาตกรรม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/24-12-68-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลกัมพูชาสั่งยุติการสอบสวนกรณีการบังคับสูญหาย “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/23-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)