กระบวนการยุติธรรม ในวันที่เธอไม่อยู่ 


ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล
ในงาน “บุ้ง เนติพร วันที่เธอหายไป Remembering Her, Remember Us”
วันที่ 14 พฤษภาคม 2568

ใช่ มีคนอึดอัดใจกับวิธีการประท้วงของบุ้งในหลายกรณี เพราะเห็นว่าเธอก้าวร้าว แม้แต่คนที่เห็นด้วยกับความมุ่งหมายของบุ้งก็ยังอาจเห็นว่า วิธีการของบุ้งทำให้คนถอยห่าง เสียแนวร่วม แทนที่จะเข้าใจและเข้าร่วมกับสิ่งที่เธอเรียกร้อง

เมื่อเช้านี้ทนายเมย์ได้พูดย้ำว่า ไม่ต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่บุ้งทำทั้งหมด แต่หากเรามองให้กว้างและมองให้รอบขึ้น เราจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของเธอ หรือในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Put into perspective หมายถึงถ้าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บุ้งทำ เราลองใส่สิ่งที่บุ้งทำไปเทียบเคียงกับสิ่งอื่นๆ จำนวนหนึ่ง เราอาจจะยังคงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บุ้งทำก็ได้ แต่เราจะเห็นว่ามันมีความสำคัญมากหรือน้อยสักแค่ไหนกัน

เช่น หากมองเทียบกับความรุนแรงในแง่อื่นๆ เราจะเห็นว่าความก้าวร้าวที่เราประหวั่นพรั่นพรึง แล้วคนหลายคนชอบตำหนิถึงขนาดที่บอกว่า “บุ้งสมควรแล้วที่จะโดนเล่นงาน สมควรแล้วที่จะตายเพราะตัวเองก้าวร้าวเอง”

Put into perspective อันดับแรกคือ ใส่ลงไปเปรียบเทียบกับความรุนแรงอื่นๆ ทางการเมือง คุณจะเห็นว่าสิ่งที่ก้าวร้าวของบุ้งนั้น กระจิดริดเดียวเอง

ความรุนแรงทางการเมืองอื่นๆ ได้แก่อะไร … รัฐประหาร นิติสงคราม สิ่งเหล่านั้นไม่รุนแรงเหรอ?

ถ้าเรา Put into perspective ในแง่นี้ แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับบุ้ง เราอาจจะยังเห็นค้านอยู่ว่าวิธีการของบุ้งอาจจะยังไม่ดีที่สุด แต่เราจะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอย่างที่เราควรตระหนก ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะด่าถึงขนาดว่า สมควรแล้ว … คุณใจไม้ไส้ระกำขนาดไหน

นั่นก็เพราะคุณไม่เข้าใจจึงตื่นตระหนกกับการประท้วงของบุ้ง ซึ่งใช้เพียงการพ่นสี ใช้แบบสอบถาม… สิ่งเหล่านั้นคือขี้เล็บเลยเมื่อเทียบกับการรัฐประหารและนิติสงคราม และต่อให้คุณไม่เห็นด้วยกับบุ้ง อย่างเลวที่สุดก็แค่ว่า เราเป็นห่วง เราอาจจะไม่ได้แนวร่วมแต่จะไม่ไปสู่ภาวะที่เรากลายเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ประณามคนที่ใช้วิธีการซึ่งแสนจะไม่รุนแรงเหล่านี้

ผมไม่เห็นด้วยนะที่มีผู้บอกว่า “การอดอาหารของบุ้ง นำไปสู่การเสียชีวิตของเธอ”

ผมมองว่าการประท้วงของบุ้งไม่ได้นำไปสู่การเสียชีวิตนะ ความละเลยของสังคมและของรัฐเป็นเหตุให้เธอเสียชีวิต ความเฮงซวยของระบบการรักษาพยาบาลของราชทัณฑ์เป็นเหตุให้เธอเสียชีวิต การอดอาหารไม่ได้ทำให้บุ้งเสียชีวิต

นี่ก็เหมือนกัน ผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการอดอาหาร แต่ Put into perspective คือเมื่อมองให้ครบแล้วเราจะพบว่า เหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตมันมีปัจจัยอื่นซึ่งน่ารังเกียจ น่าโกรธ และต้องจัดการแก้ไข แทนที่จะโทษการอดอาหารโดยตัวมันเอง

Put into perspective อันที่สอง คุณดูความรุนแรงทางกฎหมายให้ดี สิ่งที่เรียกว่านิติสงครามนั้น สิ่งที่บุ้งประท้วงคือการประท้วงต่อความรุนแรงทางกฎหมายด้วยการใช้สี ใช้แบบสอบถาม ความรุนแรงทางกฎหมายที่บุ้งประท้วงคือ หนึ่ง-ไม่ให้ประกันตัว สอง-ฟ้องมั่วซั่ว

อันที่สาม ผมขอยกตัวอย่างคือ ฝรั่งแคร์มากว่า ถ้าไม่จำเป็น การให้ติดคุกแม้แต่คืนเดียวมันคือความรุนแรงซึ่งรับไม่ได้ พวกเราพอเห็นเขาฟ้องกันบ่ายวันศุกร์ ถึงเราจะไม่พอใจแต่หลายคนก็หัวเราะ “เฮ้ย นี่เขาต้องติดคุกค้างคืนนะ” อย่างมากพวกเราก็ตำหนิผู้พิพากษาที่ไม่ยอมทำงานวันเสาร์อาทิตย์… แต่ผู้พิพากษาก็ยังไม่ยอมทำงานวันเสาร์อาทิตย์

เพราะอะไร เพราะเขาไม่แคร์การที่คนติดคุกหนึ่งคืน!

ขออภัยที่ผมเป็นฝรั่ง สำหรับผม การปล่อยให้คนติดคุกหนึ่งคืนเป็นความรุนแรงยิ่งกว่าการพ่นสีและการใช้แบบสอบถาม

นี่แหละครับ Put into perspective คือลองไปเทียบกับอื่นๆ แล้วเราจะเห็นว่า ต่อให้ผมไม่เห็นด้วยด้วย ผมก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่บุ้งทำนั้น ไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใด

ใช่ มีคนอึดอัดกับการประท้วงของบุ้งในหลายกรณี เช่น การทำให้เสียแนวร่วม เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย แต่ย้อนกลับไปยังจุดที่ทนายเมย์พูดเมื่อเช้า เราควรมองให้เห็นว่าเอาเข้าจริงมันไม่ได้รุนแรง แล้วจะได้มองประเด็นถัดไปคือ จุดมุ่งหมายของการประท้วงของบุ้งต่างหากล่ะ

ครั้นเรามองไปที่จุดมุ่งหมาย มองไปที่จุดประสงค์ เราจะเห็นทันทีว่าใครก็แล้วแต่ที่พูดว่า “สมน้ำหน้า สมควรแล้ว” ใครก็แล้วแต่ที่โทษว่า “การสูญเสียเป็นผลของการกระทำของเธอเอง” ใครก็แล้วแต่ที่พูดว่า “การสูญเสียเกิดขึ้นจากการอดอาหาร” … ผิดทั้งหมด

น่าเสียดายที่แม้แต่คนที่เคยเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หลายคนก็กลับเชื่อว่า เยาวชนที่ลุกขึ้นเรียกร้องปฏิรูปสังคมไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น ‘ถูกล้างสมอง ถูกชักใย’ ซึ่งเป็นวาทกรรมไม่ต่างกับพวกฝ่ายขวาจัดและฝ่ายความมั่นคงพยายามพูดตลอดเวลา

ผมจึงอยากจะกลับมาในประเด็นหัวใจของการต่อสู้ของบุ้ง ก็คือความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมเป็นเหตุผู้ก่อความอยุติธรรมเสียเอง

การประท้วงที่นำไปสู่การจับกุมคุมขังบุ้ง ส่วนมากเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่กระทำต่อผู้มีความคิดและค่านิยมต่างออกไปจากสิ่งที่สังคมไทยยึดถือ หรือที่เราเรียกกันว่า นักโทษการเมืองหรือนักโทษทางความคิด โดยเฉพาะประเด็นง่ายๆ คือการปฏิเสธสิทธิการประกันตัว

คงไม่จำเป็นต้องอธิบายกันยืดยาวอีกแล้วในประเด็นนี้ว่าการใช้กฎหมายหลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 112 เป็นปัญหาขนาดไหน ถ้าตัวบทและการบังคับใช้และการให้ใครฟ้องก็ได้ การตีความที่เกินเลย แถมยังไม่คงเส้นคงวาอีกด้วย

ความไม่คงเส้นคงวาและคาดการณ์ไม่ได้ เช่นในคดี พอล แชมเบอร์ หรือในคดีไอโอ ถ้าคุณไปฟังกรรมาธิการที่ สส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นประธาน เขาก็จะบอกว่าต้องทำการสอบสวนพวกนี้เพื่อให้มีการแก้ไขคุณฟังคำแก้ตัวของ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก คุณรู้สึกอย่างไร? คุณคิดว่าเขาโง่เหรอ คุณคิดว่าเขารู้ไหมว่ามันทุเรศ รู้แล้วทำไมเขาทำ

ผมคิดว่าเขารู้ว่า ความไม่คงเส้นคงวาและคาดการณ์ไม่ได้ ทำให้อาวุธของเขาทรงพลัง ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาทำให้คาดการณ์ได้ ทำให้คงเส้นคงวา การสอดส่องโดยไอโอและการใช้กฎหมายโหดเหี้ยมทั้งหลายจะหมดพลังทันที เพราะเราจะรู้จักหลบหลีก แต่ตราบใดที่ทำให้มันไม่คงเส้นคงวา คาดการณ์ไม่ได้ จะก่อให้เกิดความกลัวกันทั่วไป

สิ่งที่ สส.วิโรจน์ ด่าว่า โง่แต่ขยัน ลุแก่อำนาจนั้น … ผมอยากจะบอกว่าเขารู้ตัวเองและเขาตั้งใจ เพราะความโง่แต่ขยัน ลุแก่อำนาจ เป็น Methodology ของรัฐพันลึก

ผมคิดว่าการใช้กฎหมายไม่คงเส้นคงวา การดำเนินผิดปกติบ่อยครั้งแล้วใช้ Methodology ดังที่ผมกล่าว ก่อให้เกิดความกลัวทั้งในหมู่ประชาชน เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ ทั้งตำรวจ อัยการและผู้พิพากษาด้วย จนมีผลทำให้การพิจารณาและตัดสินคดีจำนวนมากเคลือบแคลงน่าสงสัย เป็นรอยด่างดำของประเทศไทยในสายตานานาชาติ

เหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่า ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรม ความอยุติธรรมจึงเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น หลังๆ นี้สังเกตไหม ทนายอานนท์นอกจากติดคุก ถูกพิพากษาหลายคดี ด้วยสาระของการประท้วงเช่นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หลายๆ เดือนที่ผ่านมา ทนายอานนท์ก็ติดคุกเพิ่มด้วยนะ จากการประท้วง ‘วิธีการดำเนินคดีในศาล’ หรือการประท้วง ป.วิ.อาญาฯ  (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) นั่นแหละ ว่าท่านไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญาฯ ประท้วงสิ่งที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Due process

เพราะความยุติธรรมไม่ได้ขยับจากตัวบทและการบังคับใช้กฎหมายมาสู่วิธีการพิจารณาความ นั่นก็เกิดความอยุติธรรมแล้ว เช่น พิจารณาคดีเป็นความลับ ไม่ให้เอกสารจำเลยมาใช้ประกอบการต่อสู้คดีด้วยการอ้างความมั่นคง คำตัดสินที่ไม่ลงชื่อผู้พิพากษา หรือกรณีที่เราอาจเคยได้ยินแต่คนที่ไม่รู้เทคนิคกฎหมายอาจจะมองข้าม คือการยอมให้อธิบดีศาลแทรกแซง สิ่งนี้เกิดขึ้นสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา

ระบบศาลทั่วโลกประกันความยุติธรรมด้วยหลักง่ายๆ ซึ่งฟังดูแล้วปัญญาอ่อนแต่มันเวิร์กกันทั้งโลกก็คือหลักที่เรียกว่า Random (สุ่ม) ซึ่งเป็นหลักที่ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าคดีไหนจะไปตกที่ผู้พิพากษาคนไหน และให้ผู้พิพากษาคนนั้นมีอำนาจเต็มที่ในการตัดสิน

สิ่งที่คนเป็นจำเลยต้องตระหนักคือ สมมุติผู้พิพากษามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกับคดีนั้น เรามีสิทธิ์ให้ผู้พิพากษานั้นเปลี่ยนคณะ แล้วพอเปลี่ยนออกปุ๊บแล้วสุ่มผู้พิพากษาคณะใหม่ ก็จะไม่มีใครรู้เลยว่าคดีนั้นจะไปตกกับผู้พิพากษาคนไหน นี่คือวิธีประกันความยุติธรรม โดยอธิบดีหรือเจ้านายของผู้พิพากษาก็กำหนดไม่ได้ และไม่รู้ว่าคดีจะไปอยู่ที่ใคร

การกำหนดให้ผู้พิพากษาทั้งหลายต้องปรึกษาอธิบดี จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติงานในทฤษฎีไม่ได้บอกว่าให้อธิบดีมาแทรกแซงนะ บอกแค่ว่าปรึกษาอธิบดีได้จากข้างล่างขึ้นไปข้างบน แต่ในทางปฏิบัติคือ ยอมให้ข้างบนลงมาแทรกแซงได้

ผลของมันคือ คณากร เพียรชนะ

ผลของมันคือ การแทรกแซงจนผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่ยึดหลักการทนไม่ไหว ปลิดชีวิตตัวเอง เพราะการแทรกแซงจากเจ้านาย

คดี 112 ทุกวันนี้ ผู้พิพากษาเริ่มจะไม่ลงชื่อในคดีแล้ว ในแง่หนึ่งเราด่าท่านก็สมควรแล้ว แต่อีกแง่หนึ่งก็เพราะว่า ท่านไม่ใช่คนตัดสินคดี เพราะ ‘บอส’ ต่างหากล่ะ ลงมารับผิดชอบสิ!

เหล่านี้เป็นความผิดเพี้ยนอยุติธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งทนายอานนท์ประท้วงแล้วประท้วงอีก ฟังดูอาจเป็นเรื่องเทคนิค แต่ตามดูให้ดีจะพบว่า เพราะทนายอานนท์ตระหนักว่า ความอยุติธรรมได้เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม… ตัวมันเองนั่นแหละ

คดีพอล แชมเบอร์ สิ่งที่ผมอยากสรุปมีนิดเดียวคือ มันได้เกิดขึ้นจนเป็นปกติ คนฟ้องทั้งหลายจึงลงมือกระทำอย่างมั่วๆ ไม่ต้องระมัดระวัง ดีที่ว่าคดีนี้กลายเป็นกรณีนานาชาติลงมากดดัน ถ้าเป็นคนไทยเหรอ… ถ้าเขาไม่ได้ชื่อพอล แค่ชื่อพร เขาเสร็จไปละ

20 ปีที่ผ่านมาภายใต้ตุลาการภิวัฒน์ มีคดีทำนองเดียวกันอีกจำนวนมาก ความอยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรม เป็นที่รับรู้กันทั่วในสังคมไทย ถึงขนาดที่ผมเห็นว่าขณะนี้ได้เกิดวิกฤติความน่าเชื่อถือของวงการยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าตุลาการ อัยการ จะยอมรับหรือไม่ มันได้เกิดวิกฤติเรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะที่มีคนประท้วงเพียงไม่กี่คน พวกเราทำอยู่ราวโดดเดี่ยวเหลือเกิน คุณคิดหรือว่าคนที่ไม่เชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม จำเป็นจะต้องหมายถึงคนที่ออกมาประท้วง ผมคิดว่าคนที่ไม่ออกมาประท้วง ไม่พูดอะไรเลยเพราะกลัว มีจำนวนมหาศาล

วิกฤติความน่าเชื่อถือจะดำรงอยู่ตลอดไป ตราบที่ไม่มีความพยายามแก้ไข ภาวะเช่นนี้ทำให้สาธารณชนกลัวนิติสงคราม กลัวการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉลเพื่อทำร้ายประชาชนที่ประท้วงและไม่เห็นด้วย เหล่านี้บุ้งอาจจะไม่เคยพูดตรงๆ คุณอาจจะบอกว่าผมขี้โกงตีความบุ้ง ผมคิดว่าผมตีความบุ้ง แต่ผมไม่ได้ขี้โกง ผมคิดว่าสิ่งที่บุ้งและอีกหลายๆ คนประท้วงเรื่องปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของไทย มันได้กระเถิบมาถึงจุดนี้แล้ว ถึงจุดที่กระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ก่อความอยุติธรรม ไม่ใช่เพียงตัวบทหรือการบังคับใช้กฎหมาย แม้กระทั่งในการพิจารณาคดีและ Due process ทั้งหลายก็มีปัญหาหมดแล้ว ทนายอานนท์จึงต้องประท้วงเพราะเขาเจอกับตัวเอง

ผมเห็นว่าเหล่านี้คือเป้าหมายของบุ้งและของเราท่านทั้งหลายที่ควรต้องตระหนักและแก้ไข

คำถามคือ สังคมไทยยังไม่ได้เริ่มถกเถียงกันเลยว่า ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ก่อความอยุติธรรมเสียเองเช่นนี้แล้ว เราจะมีวิธีจัดการอย่างไรนอกเหนือไปจากการเรียกร้องวิงวอน ขอร้องให้กระบวนการยุติธรรมทำตัวดีๆ หน่อยเถอะ สารภาพว่าผมก็จนปัญญา แต่ผมขอเน้นจุดที่ว่า เรายังไม่ได้เริ่มถกเถียงกันเลย

เราท่านต้องเริ่มถกเถียงกันแล้วว่า เฮ้ย ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ก่อความอยุติธรรมเอง ใครควรจะต้องเป็นผู้เข้ามาสะสาง เหตุที่เขาไม่สะสางเพราะมันกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วไงครับ ใครจะสะสางผลประโยชน์ของตัวเอง ใครจะสะสางและยอมรับว่า ข้าพเจ้ากระทำความอยุติธรรมเสียเอง

ไม่มีหรอก

ผมขอบอกแค่ว่า เราต้องคิดถึงกลไกทางสังคม ต้องคิดถึงกลไกที่เป็นสถาบันทางสังคมที่เขาจัดการสะสาง ซึ่งผมไม่ทราบว่า ประเทศไทยเหลือสถาบันอะไรที่จะให้เข้าไปใช้

ตอนครบร้อยวันการเสียชีวิตของบุ้ง จัดขึ้นที่ KINJAI CONTEMPORARY ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานรำลึกถึงบุ้ง ครั้งนั้นผมเสนอว่า ควรอาศัยโอกาสกรณีของบุ้งรณรงค์จัดการสะสางสิ่งที่เรียกว่า ‘การราชทัณฑ์’ ผมทราบครับ ผมตามดูอยู่ ผมไม่น้อยใจด้วยที่ไม่มีใครสนใจเลย เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ผมเข้าใจด้วยว่าทำไมมองข้าม

สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียงว่า ผมจะพูดอีก ถ้าพูดครั้งแรกไม่พอก็พูดครั้งที่สอง ถ้าคุณไม่เบื่อแล้วเชิญผมอีก ผมก็จะพูดครั้งที่สาม สี่ ห้า ไปเรื่อยๆ

ผมทราบดีครับว่าผู้จัดงานและเพื่อนๆ ของบุ้งอยากสืบทอดเจตนารมณ์ของเธอในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่คำคำนี้ชวนให้เรานึกถึงตำรวจ อัยการและศาล เรามักจะมองข้ามว่า การราชทัณฑ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมด้วย

การราชทัณฑ์ หลุดรอดจากการจับตาของสังคมนานเกินไปแล้ว ใช่ เรารู้ว่าคุกมันมีปัญหา แต่เรามีกลุ่มที่ขึ้นมารณรงค์จัดการสะสางปัญหาคุก… ไม่มี

เรามีไอลอว์ เรามีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรามีรัฐสภา มีคณะนิติศาสตร์ มีคนเต็มไปหมดที่จะให้ความเห็นเรื่องกฎหมาย มีสักกี่คน มีสักกี่ครั้ง ที่เกิดกรณีเนื่องจากราชทัณฑ์แล้วมีกลุ่มที่รณรงค์เกาะติดจัดการปัญหาของเรือนจำ บอกชื่อกลุ่มนั้นให้ผมฟังหน่อยครับ ผมไม่ได้เรียกร้องกับรัฐบาลและสังคมไทยอย่างเดียวนะ ผมเรียกร้องกับพวกเราด้วยว่า เฮ้ย! เราลืมไปได้อย่างไร

ผมเห็นว่าการเสียชีวิตของบุ้งมีความหมายเป็นพิเศษ เพราะมันได้เปิดเผยธาตุแท้ของราชทัณฑ์ไทยว่ามีคุณสมบัติโหดร้ายไร้มนุษยธรรมขนาดไหน และเปิดเผยปัญหาระดับวิกฤติของการราชทัณฑ์ไทย ใช่นะ เหตุมาจากเธอไม่ได้รับการประกันตัว เห็นด้วย แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าเราต้องเลิกพูดเรื่องสิทธิการประกันตัว แต่ขณะที่เราพูดเรื่องสิทธิการประกันตัวมาประมาณสิบล้านครั้งแล้วนั้น เราได้ยินการพูดถึงเรื่องการเสียชีวิตของบุ้ง ปัจจัยที่ต้องรับผิดไปเต็มๆ คือเรือนจำ คือการราชทัณฑ์

ตรงไปตรงมาเลย ใครหรือปัจจัยที่ทำให้บุ้งเสียชีวิต ไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการราชทัณฑ์ที่ไม่เพียงพอ ไม่ทันการณ์ ไม่เหมาะสม ไม่มีมนุษยธรรม ถ้ามีสิ่งเหล่านี้ การอดอาหารประท้วงไม่เคยทำให้ใครตาย

กรณีของบุ้ง (เนติพร เสน่ห์สังคม) และกรณีของอากง (อำพล ตั้งนพกุล) ฟ้องถึงความล่าช้าไม่แยแส ไม่พร้อม ไม่ปฏิบัติต่อนักโทษที่เจ็บป่วยเป็นเหมือนมนุษย์ บวกกับความพยายามรักษาหน้า ปกปิดความผิด บ่ายเบี่ยงหน่วงเหนี่ยวกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงของการเสียชีวิตของเธอ กรณีของบุ้งและอากงจึงเป็นหลักฐาน เป็นประจักษ์พยานที่มีลักษณะพิเศษที่มันก่อให้เกิดผลร้ายที่เหลือเชื่อ นั่นคือมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น จึงน่าจะใช้โอกาสนี้รณรงค์ สะสางการราชทัณฑ์ อย่างที่ไม่แยกขาดจากการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ แต่ขณะเดียวกัน ต้องเน้นว่ามีความสำคัญ แทนที่จะพูดถึงแค่ ‘การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม’ อย่างเป็นนามธรรม แล้วปล่อยให้การปฏิรูปการราชทัณฑ์ ถูกมองข้ามละเลยไป

พวกเราเคยรู้ไหมว่า สภาพของเรือนจำเป็นปัจจัยที่มีผลกับการสารภาพของผู้ต้องคดี 112 หลายคนที่ถูกฟ้องกรณี 112 บางคนก่อนเริ่มดำเนินคดีหรือดำเนินคดีไปแล้ว เขาจะปรึกษาทนาย แล้วคิดคำนวณให้ดีว่า ดูรูปคดีแล้วจะหนักหนาแค่ไหน ถ้าไม่หนักหนา การสารภาพจะช่วยตัดตอนการพิจารณาคดี แล้วช่วยลดโทษลงไปครึ่งหนึ่งด้วย ถ้าหนักหนา ดูแล้วมีหลายกระทงหลายกรรม ถ้าเกินเกณฑ์บางอย่าง สารภาพไปก็ไม่ช่วยลดโทษเท่าไหร่ … ไม่ต้องสารภาพ

เท่ากับว่า สภาพคุกเป็นปัจจัยหนึ่งของการสารภาพ และเท่ากับว่ากรณีเช่นนี้ คำสารภาพเหล่านี้เกิดจากการถูกคุกคาม เพียงแต่ไม่ได้ถูกคุกคามเป็นวาจาจากเจ้าหน้าที่ แต่คุกคามโดยสภาพของเรือนจำ เท่ากับว่า คำสารภาพเหล่านี้ถือว่าเป็นการสารภาพซึ่งรับฟังไม่ได้ (Forced confession) และในความเป็นจริง หลายคนที่สารภาพเขาก็ยืนยันว่าเขาไม่คิดว่าเขากระทำผิด แต่จำเป็นต้องสารภาพเพื่อให้ระยะเวลาในการติดคุกสั้นที่สุด

ทำไมเรือนจำถึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกมองข้าม หากเราเผอิญพูดถึงชะตากรรมของนักโทษการเมือง เพราะมันทำให้เขาต้องคิดหนักว่าจะสู้หรือไม่สู้ หลายคนจึงเลือกไม่สู้คดี เพื่อจะได้กลับมาสู้ต่อในเวลาสั้นที่สุด เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงของคดีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการสารภาพ เท่ากับสภาพคุก

ถ้าหากการต่อสู้ช่วยให้เกิดการปรับปรุงและปฏิรูปจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ยังจะเป็นประโยชน์ต่อนักโทษนับหมื่นนับแสนคนในเรือนจำทั่วประเทศไทยอีกด้วย

ผมอยากเสนอว่า การต่อสู้เรื่องคุกเท่ากับสืบทอดเจตนารมณ์ของบุ้งด้วยนะในแง่นี้ เพราะสิ่งที่คุณจะเรียกร้องให้ปรับปรุงกระบวนการราชทัณฑ์ มีคนที่จะได้รับประโยชน์มากมายเกินกว่านักโทษการเมืองมากนัก ได้แก่นักโทษทั้งหมดในเรือนจำประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น

หนึ่ง – ยกเลิกกุญแจเท้าได้ไหมครับ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังใส่ตรวนที่ข้อเท้า ในอเมริกาก็ยังมีนะ แต่ใช้เฉพาะกรณีพิเศษอย่างนักโทษอุกฉกรรจ์หรือมีประวัติการหลบหนี แต่ประเทศไทยใส่หมด

สอง – เวลานักโทษมาขึ้นศาล ให้เขาใส่รองเท้าได้ไหมครับ

สองกรณีนี้ คุณคิดว่าผู้รับประโยชน์ คุณคิดว่านักโทษในเรือนจำทั่วประเทศไทยจะมีกี่คนที่คัดค้าน? มีกี่คนที่ได้ประโยชน์จากการยกเลิกสองประการนี้ ผมเชื่อว่าทั้งเรือนจำจะโห่ร้องไชโย เพราะทั้งสองประการนี้มีไว้เพื่อลดทอนความเป็นคน จุดประสงค์ใหญ่ไม่ได้ต้องการป้องกันการวิ่งหนี นั่นเป็นข้ออ้าง แต่จุดประสงค์ใหญ่ของการตีตรวนและไม่ให้ใส่รองเท้า เพื่อลดทอนความเป็นคน

ผมท้าเลย ผู้คุม การราชทัณฑ์ ราชการ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคงออกมาปฏิเสธหมด เขาคงบอกว่าเพื่อป้องกันการหลบหนี แต่เอาเข้าจริง สองอย่างนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากจารีตนครบาล หมายถึงระบบการสอบสวนและการลงโทษแบบโบราณ ซึ่งยกเลิกไปเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2439 ร้อยกว่าปีแล้ว

มันเป็นมรดกตกทอดจากระบบราชทัณฑ์ ซึ่งถือว่านักโทษถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้ว นั่นเป็นคติโบราณซึ่งยังมีอยู่ แล้วแม้กระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังให้ยกเลิกเลย เพราะ… คำของท่านเองนะ ‘ป่าเถื่อน’

ขอเสนออีกอย่างหนึ่ง คือการยกเลิกการตีตรวนที่เท้าและไม่ให้ใส่รองเท้านั้น ไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หมายถึงการยกเลิกสามารถทำได้โดยไม่ต้องเอาเข้าสภาด้วยซ้ำไป สามารถทำได้โดยรัฐมนตรี และหากไม่ผิด มันอยู่ที่อำนาจระดับอธิบดีแค่นั้นเอง ถือว่าเป็นกฎหมายศักดิ์ต่ำมาก ต่ำกว่า สว. เยอะ ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนสภาหรือผ่านสามวาระด้วยซ้ำไป รัฐบาลอะไรก็ได้ เช่นรัฐบาลเพื่อไทย หรือจะรอจนภูมิใจไทยมาทำก็แล้วแต่ ก็สามารถทำได้ ถ้าหากเห็นว่าสิ่งที่กระทำอยู่ทุกวันนี้มันป่าเถื่อน

ผมยกตัวอย่างแค่ 2 ประการนี้ คุณเห็นไหมว่าถ้าสามารถช่วยให้มันเกิดขึ้นได้ จะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในวงการราชทัณฑ์ ยกเลิกตรวนกับยอมให้ใส่รองเท้าเนี่ย เพราะทำให้เขาเป็น ‘คน’

การราชทัณฑ์ของไทย เป็นมรดกของการสอบสวนและลงโทษแบบจารีตนครบาล ซึ่งผู้ต้องขังมีความผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ และยอมให้ใช้การทรมานเพื่อรีดคำสารภาพได้

การราชทัณฑ์ของไทย ยังไม่เปลี่ยนผ่านไปสู่การลงโทษแบบอารยะสมัยใหม่ ซึ่งถือว่านักโทษเป็นมนุษย์เหมือนกัน แล้วการลงโทษ จึงเป็นการบำบัด ปรับปรุงตัว ด้วยเหตุนี้กรมราชทัณฑ์จึงใช้ภาษาอังกฤษว่า Department of Corrections เพราะคำว่า Corrections มันอยู่บนพื้นฐานของการเห็นว่า ระบบการลงโทษสมัยใหม่ของนักโทษเป็นมนุษย์ คุณต้องบำบัดปรับปรุงเขา แต่การราชทัณฑ์เป็นศัพท์ที่มากับระบบการสอบสวนลงโทษแบบสมัยเก่า ซึ่งเห็นว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ เพราะฉะนั้นของไทยเขียนครึ่งบนว่า กรมราชทัณฑ์ เขียนครึ่งล่างว่า Department of Corrections เป็นการแปลที่ขี้ตู่ เพราะเอาคำสองคำซึ่งอยู่คนละระบบ เข้ามาไว้ในชิ้นเดียวกัน ราวกับว่าสองอย่างเหมือนกัน ทั้งๆ ที่สองอย่างนี้ ไม่เหมือนกัน

ในความเห็นของผม เลิกเถอะครับ ถ้าต้องการแก้ความอยุติธรรม ต้องยกเลิกระบบคุกแบบไทยๆ

ผมอยากจะบอกเพียงว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่างทักษิณกับนักโทษทางการเมืองทั้งหลาย คือถูกกลั่นแกล้งจากความอยุติธรรมที่เกิดในกระบวนการยุติธรรม แต่การใช้อภิสิทธิ์ ใช้ดีลเพื่อแก้ปัญหาว่าตัวเองจะติดหรือไม่ติดคุก ทั้งหมดนี้ ไม่เหมือนกันเลย

ไม่เหมือนกันอย่างไร

ฝ่ายหนึ่ง ชะตากรรมของผู้ต้องขังปกติซึ่งได้รับการรักษาพยาบาลอย่างจำกัด ล่าช้าอย่างน่ารังเกียจ ไม่เหมาะสมและไม่เพียงพออย่างน่าอนาถ ไร้มนุษยธรรมอย่างเหลือเชื่อ เปรียบเทียบกับอีกฝ่ายหนึ่ง อภิสิทธิ์พิเศษในระบบการรักษาพยาบาลของราชทัณฑ์เหมือนกันตรงไหน? ต่างกันราวฟ้ากับดิน

ฝ่ายหนึ่งเจ้าหน้าที่ปกปิดความจริงต่อสาธารณะ ได้รับการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่อย่าง ‘แย่เป็นพิเศษ’ เพราะคนทุกคนมีค่าน้อยกว่าคนปกติไปแล้ว กับอีกฝ่ายหนึ่ง ตบตาประชาชน เพราะได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างดีเป็นพิเศษ เพราะดีลที่ทำให้เขาเป็นฝ่ายอภิสิทธิ์ชน สูงกว่าคนธรรมดาไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น เทียบกันไม่ได้เลย

อภิสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลสุดพิเศษ ช่างแตกต่างลิบลับราวสวรรค์กับนรกในกรณีอากงและบุ้ง ที่เสียชีวิตเพราะถูกปฏิเสธการรักษาที่เพียงพอและทันการณ์ ต่างลิบลับกับกรณีเอกชัย หงส์กังวาน และนักโทษอื่นๆ ที่ตามปกติแล้วจะถูกสงสัยไว้ก่อนว่าป่วยจริงหรือเปล่า นักโทษปกติน่าเชื่อถือน้อยกว่ามนุษย์ปกติ มีแต่อภิสิทธิ์ชนเท่านั้นแหละ ป่วยจริงหรือป่วยไม่จริง เขาก็เชื่อและสนองตอบทุกอย่าง

ในกรณีของบุ้ง อากง และนักโทษปกติอีกหลายคนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทางราชทัณฑ์ไม่แคร์ ไม่เห็นหัวนักโทษถึงขั้นไม่อธิบายตามความจริง ไม่สนใจที่จะพยายามพูดให้มีเหตุผล พูดราวกับพวกเรากินหญ้า บ่อยครั้งเขาไม่ใช่คนโง่ เขาฉลาดพอๆ กับพวกเรานี่แหละ ถ้าเขาโง่เราก็โง่พอกัน แต่เพราะเขาไม่โง่ เขาแค่ไม่แคร์ ซึ่งความไม่แคร์ไม่เกิดเมื่อคนที่เขาพูดถึง คือ ‘คนไม่เต็มคน’ เช่นนักโทษ

เขาจึงไม่แคร์ ไม่ให้หลักฐาน ไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน ความเพิกเฉยต่อนักโทษเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยอย่างน้อย 50 ปีแล้ว

ผมรู้ได้อย่างไร หลายคนอาจจะเกิดไม่ทัน กรณีโอริสสาผู้ต้องหาคนหนึ่งใน 18 คน ถูกยิงกรอกปากที่ธรรมศาสตร์ แผลในปากเขาเน่าเฟะอยู่เป็นเดือน นักโทษทั้งหลายช่วยกันเรียกร้องขอให้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ยังไม่ได้รับการส่งตัวเลย เหตุที่บอกว่าในคุกห้ามป่วย เพราะเรารู้ว่าเราจะได้แต่พาราเซตามอล แม้แต่ยาปฏิชีวนะยังได้ยากแสนยาก 50 ปีแล้วไม่ต่างกัน มันไม่เปลี่ยนเลย

โอริสสา สามารถได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์และต่อจากนั้นก็ส่งไปโรงพยาบาลตำรวจ ก็ต่อเมื่อได้รับแรงกดดันนานาชาติ พวกเราต้องลอบส่งจดหมายออกไปเพื่อตีพิมพ์ในวารสารรายสัปดาห์จนเป็นข่าวในต่างประเทศ เป็นแรงกดดันให้เอาโอริสสาไปรักษาพยาบาล ราชทัณฑ์จึงยอมทำ

มันต่างอะไรกับการปล่อยทิ้งอากงและนักโทษจำนวนมากจนเสียชีวิต ต่างอะไรกับการปฏิบัติกับบุ้งอย่างผิดๆ จนเธอเสียชีวิต กรณีนี้ โอริสสาโชคดีที่ไม่ถึงกับเสียชีวิต เพราะนักโทษพูดอย่างไรก็ไม่มีคนฟัง โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับบุ้งและอากงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของทั้งระบบเรือนจำในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ แม้แต่พวกเราก็ไม่เคยสนใจ เพราะความทุกข์ร้อนของนักโทษปกติทั้งหลาย มันต่ำเกินกว่าที่คนไทยทั่วๆ ไปจะสนใจ

ผมอยากให้ช่วยกันคิดว่า อย่าลืมเรื่องการราชทัณฑ์ มันเป็นปัญหาสำคัญและผลที่เรารณรงค์จะช่วยได้ไม่เพียงนักโทษทางการเมือง แต่จะมีผลต่อนักโทษเป็นหมื่นเป็นแสนในเรือนจำทั้งระบบทั่วประเทศไทย

กรณีของบุ้งยังเกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง คือการที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บ่ายเบี่ยง หน่วงเหนี่ยวการหาความจริง พยายามหลีกเลี่ยงการรับผิด (Accountability) หรือต้องการให้เกิด ‘การลอยนวลพ้นผิด’ นั่นเอง

การลอยนวลพ้นผิดเป็นโรคร้ายที่เรื้อรังในระบบในเมืองไทยและระบบยุติธรรมไทย ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Tyrell Haberkorn) นักวิชาการได้เขียนหนังสือมาเล่มหนึ่ง ประเด็นใหญ่ใจความคือ ‘การลอยนวลพ้นผิดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างชาติไทยสมัยใหม่มาแต่ต้น’ เพราะฉะนั้น ไม่ง่ายที่จะแก้

พูดง่ายๆ ประเทศไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ นอกจากบุญคุณที่เรามีต่อบรรพบุรุษทั้งหลายแหล่แล้ว ซึ่งผมไม่ปฏิเสธ บวกเข้าไปอีกหนึ่งอย่างคือ การลอยนวลพ้นผิด

ผมเคยเสนอว่า ประเทศไทยเป็นนิติรัฐอภิสิทธิ์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Prerogative State หมายถึงรัฐที่ปกครองโดยระบบกฎหมายที่ให้อภิสิทธิ์อย่างมากแก่รัฐ ให้อภิสิทธิ์แก่รัฐเป็นพิเศษโดยอ้างว่าเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ อภิสิทธิ์ทางกฎหมายที่สำคัญ คือให้งดเว้นใช้กฎหมายปกติ หรือพูดให้ชัดไปกว่านั้นคือ ให้งดเว้น ป.วิอาญาฯ เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติการในสภาวะยกเว้น กรณีภาวะฉุกเฉิน หรือกรณีที่มีภัยต่อความมั่นคงของชาติ ให้งดเว้น ป.วิอาญาฯ ตามปกติ ไม่ต้องบังคับใช้ ซึ่งเท่ากับว่า ให้อำนาจเกินเลยแก่เจ้าหน้าที่ เช่น จับกุมง่ายๆ รีดคำสารภาพ ยึดทรัพย์ ใช้ความรุนแรง

อยากรู้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมไหมครับ ตามข่าวสารในจังหวัดภาคใต้สิครับ นั่นแหละอยู่ในสภาวะยกเว้นบนฐานของกฎหมายพิเศษที่ให้อภิสิทธิ์แก่รัฐโดยการงดใช้ ป.วิอาญาฯ หลายมาตรา เกือบจะ 20 ปีแล้ว นั่นแหละคือวิธีรัฐอภิสิทธิ์

ทั้งประเทศอยู่ในพื้นฐานของระบบนิติศาสตร์แบบนี้ ซึ่งอ้างข้อยกเว้นเป็นประจำ เอะอะก็อ้างลักษณะพิเศษ ศาลรัฐธรรมนูญก็อ้างลักษณะพิเศษ ใครต่อใครก็อ้างลักษณะพิเศษ จนถึงเพจลือก็อ้างลักษณะพิเศษ เพราะการอ้างลักษณะพิเศษ เรียกอีกอย่างคือการอ้างว่านี่เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ควรใช้กฎหมายตามปกติ

นี่คือรัฐอภิสิทธิ์ หมายถึงการอ้างสารพัด ต่างกรรมต่างวาระ และอ้างเป็นประจำจนกระทั่งมันกลายเป็นปกติแล้ว เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่รัฐ

ตัวอย่างในแง่กฎหมายคืออะไร… พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 สาระสำคัญโดยสรุปคือ การทำให้สภาวะยกเว้นการเป็นสภาวะปกติ ทำให้อภิสิทธิ์งดใช้กฎหมายตามปกติ เป็นเรื่องปกติ

ใช่ สภาวะยกเว้นให้อำนาจพิเศษแก่รัฐ เป็นกฎหมายในทุกประเทศในโลก ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนมีหมด แต่เขาให้เฉพาะภาวะยกเว้น เช่น เกิดพายุ สงคราม ฯลฯ ตัวอย่างภาวะยกเว้นที่เป็นภาวะปกติไปเรียบร้อยแล้วได้แก่สามจังหวัดภาคใต้ไงครับ

แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งซึ่งทุกประเทศในโลก ถึงแม้จะเขียนว่าให้อำนาจพิเศษแก่รัฐในสภาวะยกเว้น เช่น เกิดกรณีภัยพิบัติธรรมชาติหรือสงคราม กระนั้นก็ตาม ในโลกนี้เท่าที่ผมทราบ ไม่มีที่ไหนเลยให้อภิสิทธิ์แก่รัฐ ถึงขนาดให้อภิสิทธิ์ลอยนวลพ้นผิด เนื่องจากรัฐได้อภิสิทธิ์ มีอำนาจพิเศษในภาวะผิดปกติ การใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลในภาวะอย่างนั้น ‘รับโทษสองเท่า’ แต่ของเราไม่ต้องรับโทษเลย ตรงนี้แหละที่ต่าง

ขอย้ำนะ การลอยนวลพ้นผิดเรามักจะใช้ภาษาไทยว่า ‘เป็นวัฒนธรรม’ มันถูกแค่ครึ่งเดียว มันไม่ใช่วัฒนธรรม มันเป็นอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย ซึ่งไม่สมควรให้มีอยู่ เหตุที่มันเป็นวัฒนธรรมในสังคมไทย เพราะเราอยู่กับมันจนเคย ไม่ใช่เพราะตัวมันเองเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ เพราะว่าการแก้ไขวัฒนธรรมมักต้องอาศัยการถกเถียงยาวนาน ออกคำสั่งบังคับพฤติกรรมยาก แต่อภิสิทธิ์ทางกฎหมายที่เรียกว่า อภิสิทธิ์ลอยนวลพ้นผิดนั้น สามารถระงับให้ยุติลงได้ฉับพลันเพียงแค่ออกกฎหมายบัญญัติให้ ‘ห้ามให้มีการลอยนวลพ้นผิด’ กฎหมายทั้งหลายที่ให้ภาวะยกเว้นเหล่านั้น เป็นอันยกเลิกให้หมด

การแก้ไขปัญหาการลอยนวลพ้นผิดทำได้ยาก แต่ทำได้ฉับพลันด้วยการออกกฎหมาย ‘ห้ามทำ’ ไม่ต้องอาศัยการเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย มันจึงไม่ใช่วัฒนธรรม

นักวิชาการยังมีภารกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับเรื่องการลอยนวลพ้นผิดก็คือ ในเมื่ออภิสิทธิ์การลอยนวลพ้นผิดเป็นคุณสมบัติพิเศษในสังคมไทย จนถึงวันนี้ นักวิชาการไม่ว่าจะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรืออะไรศาสตร์ก็แล้วแต่ เรายังเข้าใจมันไม่มากพอว่ามีแบบแผนอะไร มีเงื่อนไขอะไร

แม้แต่ผมเองก็ยังไม่สามารถทำได้หมด หรือลงไปดูแม้กระทั่งศัพท์ภาษากฎหมาย การใช้ศัพท์และภาษากับการให้อภิสิทธิ์เหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ มีคำและวาทกรรมอะไรบ้างที่เปิดโอกาส แล้วเราจะปิดช่องเหล่านั้นอย่างไร ยังไม่มีคนศึกษา เพราะเรามองข้ามเรื่องลอยนวลพ้นผิดมาเป็นเวลานาน เพราะเราอยู่กับมันจนคิดว่ามันเป็นธรรมชาติ

มันเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยนะ อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่มีการสร้างชาติไทยนี่แหละ เพราะฉะนั้น เราถูกทำให้ชินจนลืมไปว่า มันเป็นสิ่งแปลกปลอมทางกฎหมาย ซึ่งไม่สมควรให้ดำรงอยู่

เราสามารถทำให้การเสียชีวิตของบุ้งมีความหมายได้ โดยทำกรณีของบุ้งมีผลต่อกระบวนการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม โดยทำให้มันไปจุดประกาย เป็นแรงบันดาลใจให้มีการปฏิรูป

ในความเห็นของผม ผมอยากเสริมว่างานของเราไม่ง่ายเลย เพราะเรามองข้ามการราชทัณฑ์มาตลอด และกรณีของบุ้ง เป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกันกรณีอากง คือเป็นประจักษ์พยานที่ฟ้องความโหดร้าย ฟ้องถึงปัญหา อย่างกรณีของบุ้ง หากลงไปดูในรายละเอียด เราสามารถสืบหาสิ่งที่มันผิดปกติและควรจะแก้ได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ผมอยากให้กรณีบุ้งจุดเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ ‘การราชทัณฑ์’เรียบเรียงจากปาฐกถาในงาน บุ้ง เนติพร วันที่เธอหายไป Remembering Her, Remember Us เมื่อวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เรียบเรียง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts