พ.ศ. 2547 นับเป็นปีที่ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกลาม จนสื่อมวลชนทั้งหลายต่างขนานนามว่า “ไฟใต้” และหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้น คือ “เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ” การล้อมปราบกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบโดยเจ้าหน้าที่ทหาร จนมีผู้เสียชีวิตภายในศาสนสถานสำคัญอย่างมัสยิดกรือเซะถึง 32 คน ขณะเดียวกัน รัฐก็ได้สูญเสียเจ้าหน้าที่จากเหตุการณ์นี้เช่นกัน
ย้อนไปเมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบราว 40 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15 – 20 ปี บุกโจมตีจุดตรวจฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ จ.ปัตตานี, จ.ยะลา และ จ.สงขลา ส่งผลให้เกิดการปะทะกันและสังหารเจ้าหน้าที่ในหลายจุด หนึ่งในนั้นคือจุดตรวจกรือเซะ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี จากนั้น กองกำลังทหารจากหน่วยรบพิเศษได้เดินทางเข้ามาเสริม พร้อมอาวุธหนักและรถหุ้มเกราะ ผู้ก่อเหตุอย่างน้อย 30 คน จึงหนีเข้าไปหลบในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งห่างจากจุดตรวจราว 200 ม. และมีการยิงตอบโต้กัน ทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ และจากภายในมัสยิด รวมทั้งมีการยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปในมัสยิด ก่อนจะมีการยิงสวนออกมา
ราว 11.00 น. พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองกำลังความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในขณะนั้น สั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้าไปภายในมัสยิด ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น มีรายงานว่า มีเสียงประกาศจากลำโพงของมัสยิดเป็นภาษามลายูได้ความว่า ขอให้ทุกคนแบ่งอาวุธเท่าๆ กัน และพร้อมใจกันสู้ตาย จากนั้น เวลาประมาณ 14.15 น. เจ้าหน้าที่ใช้กองกำลังทหารจู่โจมเข้าไปในมัสยิด และใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้และสังหารผู้ก่อความไม่สงบที่เหลืออยู่ รวมระยะเวลาที่ปิดล้อมจนกระทั่งปฏิบัติการยุติเหตุการณ์ขั้นเด็ดขาด อยู่ที่ 9 ชั่วโมงเศษ
รายงานคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ระบุว่า จากปฏิบัติการดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิดกรือเซะ ประกอบด้วยผู้ก่อความไม่สงบจำนวน 32 ราย และเจ้าหน้าที่ 3 ราย และมีเจ้าหน้าที่รัฐบาดเจ็บ 8 คน ไม่มีผู้ใดถูกจับกุมในวันนั้น ไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้ลงมือ และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ
“ผู้ก่อความไม่สงบ” คือใครในมุมมองรัฐ ณ ขณะนั้น?
ช่วงต้นปี 2547 ที่เกิดเหตุปล้นปืนจำนวน 413 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ออกมาประณามผู้ก่อเหตุว่าเป็น “โจรกระจอก” เช่นเดียวกับกรณีกรือเซะ จากรายงานของบีบีซีไทย ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ผู้ก่อเหตุเป็นแก๊งวัยรุ่น เป็นโจรในจังหวัดภาคใต้ ที่กระทำการโดยไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ และในรายงานชิ้นเดียวกัน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้ความเห็นว่า ดูเหมือนกลุ่มผู้ก่อเหตุตกอยู่ใต้อิทธิพลของยาเสพติด ส่วนจักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า คนร้ายเป็นเพียงกลุ่มอาชญากร ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อก่อเหตุ
ในทางกลับกัน รายงานจากเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ระบุว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นว่า การโจมตีในครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมซึ่งได้รับการฝึกฝนในต่างประเทศ
ด้าน พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองกำลังความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้ลงมือใช้อาวุธหนักยิงเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ถึงลักษณะของผู้ก่อเหตุว่า
“การแต่งกายของเขานี่บ่งชัด เขาจะนุ่งกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อยืดไม่สีเขียวก็สีดำนะครับ และก็อาบน้ำมันมีผ้าโพกสีแดง มีกำไลห้อยคอนะครับ และหน้าอกจะเขียนว่าจีฮัจญ์นะครับ เหมือนกันหมด อันนี้เป็นการพิสูจน์ได้ว่า โจรก่อการร้ายทั้ง 32 คนนี่ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ประชาชนบริสุทธิ์ที่มา อย่างเขาว่าก็มาละหมาดอยู่ในมัสยิดไม่ใช่ครับ เพราะการแต่งกายชัดมากครับ”
ผลการสอบสวนโดยคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีมัสยิดกรือเซะ
4 พฤษภาคม 2547 ทักษิณ ชินวัตร ได้มีคำสั่งให้ตั้ง “คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมัสยิดกรือเซะ” เพื่อค้นหาความจริงจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น และในวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ได้มีการเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการอิสระฯ ซึ่งระบุถึงหลักฐานอาวุธที่พบในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย ปืนเอชเค 33 จำนวน 3 กระบอก เอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก เอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก มีดสปาตา 8 เล่ม มีดเดินป่า 3 เล่ม มีดพร้า 1 เล่ม สนับมือทองเหลือง 1 อัน หนังสติ๊ก 1 อัน หางอาร์พีจี 5 อัน และกระเดื่องระเบิดไม่ทราบจำนวน อีกทั้งยังมีเอกสารปลุกระดม เป็นภาษามลายู ซึ่งพบในย่ามของผู้ก่อความไม่สงบ
ด้านเจ้าหน้าที่รัฐ ปรากฏหลักฐานว่ามีการตอบโต้ด้วยอาวุธหลายประเภท ได้แก่ ปืนเอ็ม 16 อาวุธอาร์พีจี (แบบหัวเจาะ) ซึ่งมีหางนำทิศ กระสุนปืนอาร์พีจีนี้หล่นอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุจำนวน 5 หาง ระเบิดขว้างสังหาร 9 ลูก ซึ่งได้ทิ้งร่องรอยระเบิดไว้ในมัสยิดรวม 9 จุด แก๊สน้ำตาจำนวน 2 – 3 ลูก และปืนกลแม็ก 58
สำหรับผู้ก่อความไม่สงบที่เสียชีวิตนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ อายุเฉลี่ย 30 ปี แต่งกายในลักษณะคล้ายกัน คือเสื้อสีดำ กางเกงสีเขียว หรือชุดวอร์ม มีผ้าโพกศีรษะ สวมรองเท้าผ้าใบ และจากการตรวจปัสสาวะและเลือดจากศพทั้งหมด ไม่พบสารเสพติดหรือสารอื่นใด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกล่าวว่า มีความพยายามเจรจากับผู้ก่อเหตุแล้ว แต่ไม่เป็นผล ขณะที่ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ให้การว่า เจ้าหน้าที่สื่อสารผ่านเครื่องกระจายเสียง (โทรโข่ง) แจ้งให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยอมจำนนและมอบตัว ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการเจรจา และจากการวิเคราะห์ของคณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่า “การแจ้งให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบวางอาวุธและยอมจำนน ไม่ใช่การเจรจา เพราะการเจรจาควรมีลักษณะการพูดต่อรองซึ่งกันและกันในลักษณะของการแลกเปลี่ยน อาทิ เหตุผลของการดำเนินการ วัตถุประสงค์ของผู้ก่อความไม่สงบ แต่ว่าสถานการณ์ที่มัสยิดกรือเซะไม่เอื้ออำนวยต่อการเจรจา ไม่มีการเรียกร้องใดๆ จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ” และข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับทำให้เชื่อได้ว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการเจรจาและยุติเหตุการณ์โดยสันติวิธี
อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์ที่ผู้ก่อความไม่สงบมีอาวุธร้ายแรงในครอบครองจำนวนหนึ่ง มีผู้ร่วมก่อเหตุ มีการวางแผนล่วงหน้า มีความตั้งใจที่จะพลีชีพโดยไม่ยอมจำนน รวมทั้งไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้แน่ชัดว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวกระทำการไปเพื่อประสงค์จะเจรจาต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ ทำให้เชื่อได้ว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่ในฐานะที่สามารถคุกคามต่อชีวิตและร่างกายของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนได้ รวมทั้งการโจมตีจุดตรวจกรือเซะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ปล้นอาวุธปืน วางเพลิงเผาทรัพย์ แล้วเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในมัสยิดกรือเซะ เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมได้ และสามารถใช้วิธีหรืออาวุธที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ หากมีการขัดขวางจับกุม
“ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากมัสยิดกรือเซะโดยไม่ยอมมอบตัว และเจ้าหน้าที่ถูกกระสุนปืนที่ผู้ก่อความไม่สงบยิงออกมา การที่เจ้าหน้าที่ใช้วิธียิงตอบโต้เข้าไปยังกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่การใช้วิธีดังกล่าวจะต้องกระทำเท่าเที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ กล่าวคือ การใช้อาวุธจะต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น”
“การเลือกใช้อาวุธหนักของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ น่าจะไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ระบุถึงความจำเป็นและการได้สัดส่วนในการใช้กำลังระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ก่อความไม่สงบ” เนื้อหารายงานระบุ
นอกจากนี้ เนื้อหาตอนหนึ่งของรายงานยังระบุว่า “แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะอ้างว่า จำเป็นต้องใช้อาวุธเพื่อปกป้องชีวิตตนเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อคำนึงถึงที่ตั้งของมัสยิดกรือเซะซึ่งตั้งอยู่เป็นเอกเทศ ไม่ได้ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน และจำนวนประชาชนก็ไม่ได้มีจำนวนมากตามที่มีการกล่าวอ้าง การใช้วิธีปิดล้อมและตรึงกำลังไว้รอบมัสยิดควบคู่ไปกับการเจรจาและเกลี้ยกล่อมโดยสันติวิธี อาจทำให้ผู้ก่อความไม่สงบยอมจำนนได้ในที่สุด อันจะช่วยให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเรื่องวัตถุประสงค์ของการดำเนินการครั้งนี้ รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การประเมินสถานการณ์และป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การยุติเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะด้วยสันติวิธีจึงมีความเหมาะสมกว่าที่จะใช้วิธีรุนแรงและอาวุธหนักเพื่อยุติเหตุการณ์”
อย่างไรก็ตาม รายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการอิสระฯ ไม่ได้ชี้ชัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ และไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดของกองทัพ แต่ชี้เพียงว่าพื้นที่ภาคใต้ได้อยู่ภายใต้กฎอัยการศึกอยู่แล้วในขณะที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น
“จำไม่ค่อยได้” – “ไม่มีใครผิด”
28 พฤศจิกายน 2549 คำสั่งศาลในคดีชันสูตรพลิกศพ 32 รายในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ สรุปว่า “ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่กระทำให้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการเสียชีวิตภายใต้คำสั่งการของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยภายใน (กอ.รมน.) และ พ.อ.มนัส คงแป้น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พ.ต.นายทหารยุทธการกรมรบพิเศษที่ 3”
แม้ว่าญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กรือเซะจะรวมตัวกันเพื่อฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น แต่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานเพื่อความยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ชี้แจงกรณีที่คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพได้มีหนังสือขอให้ดำเนินการกรณีการเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามคำสั่งศาลจังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่จำนวน 6 นาย ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, มาตรา 83 และมาตรา 6
เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ จบลงที่ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ได้รับเงินเยียวยา รายละ 4 ล้านบาท
หลายปีต่อมา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ได้จัดรายการในแอปพลิเคชัน Clubhouse และมีผู้เข้าฟังจำนวนมาก มีผู้ตั้งคำถามถึงกรณีมัสยิดกรือเซะ ทักษิณได้ตอบว่า “รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ตอนนั้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ผมก็ได้รับรายงาน ก็เสียใจ จำไม่ค่อยได้ เสียใจ” ซึ่งคำพูดนี้สร้างความผิดหวังและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
ผ่านไปกว่า 20 ปี ปัจจุบันนี้ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวและทายาททางการเมืองของทักษิณ ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งในรูปแบบวินาศกรรมและการสังหารประชาชนและนักบวช นำไปสู่คำถามว่า ที่ผ่านมารัฐได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงเหล่านี้หรือไม่ ยิ่งกว่านั้น “บทเรียน” ในเหตุการณ์ความรุนแรง โศกนาฏกรรม และความสูญเสีย ได้ถูกจดจำโดยรัฐบ้างหรือเปล่า?
อินโฟกราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข














