กรณีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ในค่ายทหารที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทว่าความน่าสนใจคือคดีนี้เป็นคดีแรกหลังจากที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นความหวังว่าจะเอื้ออำนวยให้เกิดความเป็นธรรม แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอุปสรรคมากมายในระหว่างทางสู่ความยุติธรรม

ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 พ่อและภรรยาของพลทหารกิตติธรเดินทางไปรับพลทหารกิตติธรที่ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย และพบว่าพลทหารกิตติธรมีอาการป่วยหนัก อิดโรย ตัวซีด และมีไข้ อีกทั้งก่อนหน้านี้ พลทหารกิตติธรมีบาดแผลที่บริเวณหัวเข่าซึ่งเกิดจากการฝึกและมีอาการป่วยมาหลายวัน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปโรงพยาบาล จนกระทั่งในวันที่ 14 กรกฎาคม พลทหารกิตติธรถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช โดยแพทย์แจ้งว่าเป็นโรคเกี่ยวกับกรวยไต แต่ไม่ได้รับการรักษาให้พ้นวิกฤต

ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม กิตติธรมีอาการท้องเสียอย่างหนัก มีไข้สูง ปอดมีฝ้าสีขาว และมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์จึงเสนอให้ย้ายไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทว่าในวันต่อมา พลทหารกิตติธรเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด

เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

จากข้อสงสัยต่อการเสียชีวิตของกิตติธร ทำให้พ่อและภรรยาของเขาเข้าร้องเรียนต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ก่อนที่ทางมูลนิธิจะร้องเรียนไปยังศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย กรุงเทพมหานคร จากนั้น ญาติได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จ.เชียงราย โดยพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จ.เชียงราย ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย สืบสวนสอบสวน และสั่งฟ้องด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 นับเป็นคดีแรกที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย 

นอกจากนี้ ยังได้เข้ายื่นหนังสือต่อ สส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานของทหาร ขอให้เรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของกิตติธร ที่เกิดจากการฝึกทหาร การลงโทษโดยครูฝึก และการปล่อยปละละเลยของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลในเวลาอันควร

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ในระเบียบวาระพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีพลทหารกิตติธร ซึ่งประกอบด้วยนายสุวิทย์ เวียงบรรพต บิดาของกิตติธร และนายเอกชัย ร่มพนาธรรม น้าของกิตติธร ตลอดจนทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม รวมทั้งมีการเชิญผู้บัญชาการทหารบก หรือผู้แทน เข้าให้ข้อเท็จจริงด้วย แต่นายทหารผู้ฝึกทหารใหม่ ผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร กลับไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมชี้แจงในฐานะผู้แทน ผบ.ทบ. ได้ เนื่องจากติดภารกิจต้องพบอัยการ ด้วยตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องครูฝึก 2 นาย ยศร้อยโทและจ่าสิบโท ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร ในข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้ายฯ ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย โดยเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

กำแพงแห่งการลอยนวลพ้นผิด
อุปสรรคสำคัญเริ่มขึ้นเมื่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ นัดสอบคำให้การครูฝึก 2 นาย จำเลยทั้งสองปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อีกทั้งยังยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ที่กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ ที่กำหนดให้ศาลทหารมีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว พร้อมทั้งอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการทหาร และขณะที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองยังคงรับราชการทหาร อีกทั้งการฝึกวินัยทหารนั้นมีหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมในการรบหากมีสงคราม ซึ่งหากการกระทำของข้าราชการทหารถูกตรวจสอบโดยศาลอื่นอันมิใช่ศาลทหารนั้น ย่อมมีผลกระทบต่อการปฏิบัติ ธำรงวินัยทหาร และกระทบต่อความรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในส่วนคดีชันสูตรพลิกศพ พนักงานอัยการได้แจ้งให้ทนายทราบว่า สำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งมาไม่เข้าเกณฑ์ที่จะยื่นไต่สวนที่ศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรค 3 คือ ไม่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้ใด โดยทางพนักงานอัยการได้ส่งสำนวนกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อทำการแก้ไข แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วเป็นเวลากว่า 9 เดือน

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ทนายของครอบครัวพลทหารกิตติธรได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยแย้งว่า การอ้างการฝึกวินัยทหารหรืออยู่ในภาวะสงคราม จะเป็นข้ออ้างหรือข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ กระทำการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงต่อประชาชน อาทิ การกระทำทรมาน การะทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกระทำให้บุคคลสูญหายย่อมกระทำมิได้ นอกจากนี้ เมื่อกฎหมายสองฉบับลำดับศักดิ์เท่ากัน ย่อมบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับใหม่กว่า ดังนั้น กรณีนี้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ มีลำดับศักดิ์เท่ากันกับ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2598  เรื่องอำนาจศาลจึงต้องบังคับตาม มาตรา 34 ของ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

วันที่ 27 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เนื่องจากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 

จากนั้นในวันที่ 9 กันยายน 2567 จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอวินิจฉัยเขตอำนาจ และคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดหรือแย้งตามมาตรา 121 อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องทั้งสอง เนื่องจาก ก่อนการกำหนดนัดสืบพยานคดีนี้ จำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวมาเพื่อขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลแล้ว โดยระบุว่า “จำเลยทั้งสองใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องเดียวกัน อยู่ระหว่างการวินิจฉัย  จึงให้รอการสั่งคดีเกี่ยวกับคำร้องไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ก่อนสืบพยานโจทก์เพียงหนึ่งวัน พฤติการณ์นี้มีลักษณะประวิงคดีให้ชักช้า จึงให้ยกคำร้อง”

ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสอง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจิฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ไว้พิจารณา เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กรณีที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งนั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 ได้โดยตรง

ดังนั้น ทนายจำเลยทั้งสองจึงแถลงว่า จำเลยทั้งสองเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร จึงประสงค์ขอให้ศาลอาญาทุจริตฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลอีกครั้ง

นอกจากนี้ หลังอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลได้เริ่มการสืบพยานจำเลยต่อ ในนัดนี้มีการสืบพยานจำเลยจำนวนทั้งสิ้น 3 ปาก ได้แก่ เพื่อนพลทหารร่วมกองร้อยที่ 4 และสิบเวรในวันเกิดเหตุ โดยมีการเบิกความในประเด็นเรื่องการออกกำลังกายในช่วงเวลาก่อนช่วงเวลานอน ส่งผลให้เสื้อผ้าเลอะเหงื่อไคล ทางครูฝึกจึงให้พลทหารไปอาบน้ำล้างตัว พร้อมทั้งแจ้งเรื่องการนอนเต็นท์ว่าเป็นการฝึกตามตารางฝึกอยู่แล้ว ไม่ใช่การลงโทษแต่อย่างใดและได้มีการแจ้งพลทหารล่วงหน้าให้เตรียมอุปกรณ์เครื่องนอนให้เรียบร้อย

24 มกราคม 2568 นอกจากการนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย ศาลได้แจ้งให้คู่ความฟังว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจ ส่งไปที่ศาลทหาร เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบัน จึงอยู่ระหว่าง รอความเห็นจากศาลทหารว่า จะเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในการดูแลของศาลทหารหรือไม่ หากทั้งสองศาลเห็นตรงกัน การพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลจะยุติ ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป 

อย่างไรก็ตาม หากความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาล จะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา ซึ่งมีประธานศาลฎีกา เป็นประธานการพิจารณา โดยถือว่าคำสั่งดังกล่าวของ คณะกรรมการถือเป็นที่สุด

ชี้ชะตา พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่หลายฝ่ายกังวล คือประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาล หากผลออกมาว่า เขตอำนาจเป็นของศาลทหาร คดีนี้จะเข้าสู่ศาลทหาร แทนที่จะเป็นศาลพลเรือน นอกจากนี้ มาตรา 34 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ว่า “ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย” ก็อาจจะได้รับผลกระทบและเป็นปัญหาในอนาคต

นอกจากนี้ มาตรา 6 ของคดีนี้ ที่ระบุว่า “ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ 1. โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ 2. ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  จนมีผลทำให้ผู้ถูกกระทำถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ แต่ไม่ถึงขั้นร้ายแรงหรือ ไม่มี “วัตถุประสงค์พิเศษ” ตามมาตรา 5 เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีความผิดฐานกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับเส้นแบ่งของการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งอาจต้องพิจารณากันต่อไป

กรณีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร แม้จะเป็นอีกหนึ่งกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและจางหายไปกับกระแสข่าว แต่ขณะเดียวกัน การที่กรณีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ก็อาจกล่าวได้ว่า คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานแรกๆ ของกฎหมายฉบับใหม่นี้

Author

  • เราคือ นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

    ที่แสวงหา ความเป็นธรรม

    และศักดิ์ศรี ให้กับทุกคน

    ภายใต้รัฐธรรมนูญ

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีประสบการณ์ในการต่อสู้
    กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาหลายทศวรรษ

    View all posts