ทนายความ CrCF รับมอบอำนาจจาก “ลุงเปี๊ยก” ผู้เสียหายในคดีอุ้มหายและปฏิบัติที่โหดร้าย ให้ติดตามความคืบหน้าคดี หลังผ่านมา 2 ปี ยังไม่ทราบว่ามีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่หรือไม่

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ทนายความ CrCF ผู้รับมอบอำนาจจากนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก”  ส่งหนังสือถึงพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดี สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอติดตามความคืบหน้าคดีและขอคัดคำสั่งฟ้องหรือคำสั่งไม่ฟ้อง พร้อมทั้งเหตุและผลโดยละเอียด ในคดีที่นายปัญญาตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกบังคับให้สูญหายและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม จากการกระทำละเมิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นผู้ต้องหา แม้คดีดังกล่าวจะมีการตั้งคณะทำงานและสอบสวนร่วมโดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการร่วมด้วย แต่ปัจจุบันเวลาได้ผ่านมากว่า 2 ปีแล้วยังไม่มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด และนายปัญญาซึ่งเป็นผู้เสียหาย ยังไม่ทราบถึงความคืบหน้าใดๆ ต่อการดำเนินคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งหนังสือลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง CrCF แจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกองอำนวยความยุติธรรมพิจารณาดำเนินการแล้ว และให้ติดตามความคืบหน้ากับกองกิจการอำนวยความยุติธรรมต่อไป

ขณะที่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 สำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานข่าวว่า พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ ได้ออกมายืนยันว่าในคดีที่นายปัญญาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นาย กระทำการละเมิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 นั้น ขณะนี้อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นพ้องกับอัยการคดีทุจริตฯ สั่งไม่ฟ้อง ผกก. สภ. อรัญประเทศ แม้แต่เดิมในสำนวนของพนักงานสอบสวนดีเอสไอจะมีความเห็นสั่งฟ้องก็ตาม1https://www.naewna.com/local/950468#google_vignette

 คดีนี้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสื่อออนไลน์ กรณีการพบศพของนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ในสระน้ำข้างโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567  นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” สามีของนางบัวผัน เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ และให้การรับสารภาพว่า ตนเองผู้เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยา อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับปรากฏข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ รวมไปถึงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุตัวจริง นั่นคือเยาวชนจำนวน 5 คน ซึ่งลงมือทำร้ายร่างกายนางบัวผันด้วยความคึกคะนอง จนกระทั่งเสียชีวิต

ต่อมาสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งได้เผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่างชาย 2 คน ที่อ้างว่าเป็นนายปัญญากับอีกบุคคลหนึ่ง  โดยบทสนทนามีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ถุงดำคลุมศีรษะ ซ้อม ล่ามโซ่ บังคับให้ถอดเสื้อภายในห้องที่มีอากาศเย็น เพื่อบังคับให้นายปัญญารับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่านางบัวผัน ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานกระทำทรมานเพื่อให้รับสารภาพ  โดยผลจากการตรวจสอบพบว่ามีตำรวจ 8 นาย เกี่ยวข้องกับการกระทำในครั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงรับกรณีของนายปัญญาเป็นคดีพิเศษที่ 9/2567 เนื่องจากเข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และยังมีการตั้งคณะทำงานและสอบสวนร่วมกับอัยการ  

 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผ่านมา 2 ปี แล้ว และแม้จะปรากฏการรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่โฆษกดีเอสไอเผยความคืบหน้าว่าอธิบดีดีเอสไอมีความเห็นพ้องกับพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องผู้กำกับ สภ. อรัญประเทศ  แต่ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนายปัญญาก็ยังไม่ทราบว่าตกลงแล้วจะมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดหรือไม่ และหากมีการฟ้องคดี มีเจ้าหน้าที่คนใดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาใดหรือไม่และฟ้องศาลใด เพราะคดีความผิดฐานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องถูกฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบ  

ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา นายปัญญายังคงอยู่ภายใต้กระบวนการคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ตามปกติ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจทราบข้อเท็จจริงและความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความ การคืนความเป็นธรรมโดยนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี รวมทั้งเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีให้นายปัญญา ในฐานะผู้เสียหาย ได้รับทราบ จึงเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด 

CrCF เห็นว่า กรณีของนายปัญญานั้นเป็นกรณีที่สังคมและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ ผู้เสียหายและสังคมต่างติดตามและคาดหวัง ว่าการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะมีประสิทธิภาพ ลดภาระแก่ผู้เสียหายและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาล่วงเลยมาสองปีแล้ว และยังไม่ปรากฏความคืบหน้าของคดีอย่างเป็นที่ประจักษ์ กล่าวคือยังไม่ปรากฏว่ามีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดหรือไม่ สั่งฟ้องผู้ใดในข้อหาใดบ้างและต่อศาลใด แม้ใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานมากว่าสองปี ทำให้เกิดคำถามได้ว่าการดำเนินการและการพิจารณาที่ล่าช้านี้กำลังขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่มุ่งปกป้องคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหาย โดยกำหนดอำนาจหน้าที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริงและยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ได้จริง จากรณีของนายปัญญาที่แม้จะได้รับความสนใจจากสังคมอย่างสูงก็ยังคงต้องเผชิญกับความล่าช้า ไม่ได้รับความเป็นธรรม

 เมื่อความล่าช้าคือความอยุติธรรม CrCF ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างเคร่งครัด คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เสียหายเป็นสำคัญ  เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ได้บังคับใช้ได้จริง นอกจากนี้ CrCF ยังขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจติดตามความคืบหน้าคดีนี้ต่อไป เพื่อให้นายปัญญาและครอบครัวได้ทราบข้อเท็จจริง และให้มั่นใจว่าการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อนายปัญญาเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

Author