เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือภรรยาของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ลี้ภัย คสช. ที่ถูกบังคับให้สูญหาย ณ สปป.ลาว ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา จากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งให้ยุติคดีและไม่รับทำการสอบสวน อ้างเหตุหลักฐานไม่พอให้เชื่อได้ว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ

เนื้อหาในหนังสือแจ้งผลการพิจารณา และเหตุผลในการสั่งยุติคดี
ส่วนหนึ่งของหนังสือระบุว่า ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า “พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า การหายตัวไปของนานสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และยังไม่มีความแน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ จึงมีคำสั่งยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวน ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสุญหาย พ.ศ. 2566”
ก่อนหน้านี้วันที่ 15 มีนาคม 2566 นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ยื่นหนังสือเข้าร้องทุกข์ ณ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวน สอบสวนคดีความผิดตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสุญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อขอให้อัยการสืบสวน สอบสวน กรณีการสูญหายของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ตามกฎหมายดังกล่าว ต่อมานางปราณี ได้ไปให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานอัยการ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 และให้การเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ในวันที่ 13 มีนาคม 2567
คดีนี้สืบเนื่องจากสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองจากการคุกคามของ คสช. ไปประเทศลาวหลังรัฐประหาร คสช. ปี 2557 ก่อนสูญหายไปพร้อมผู้ติดตามอีก 2 คนคือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) และไกรเดช ลือเลิศ (สหายกาสะลอง) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 โดยไม่มีใครสามารถติดต่อทั้งสามคนได้อีกเลย จนกระทั่งวันที่ 27 ธันวาคม 2561 เวลาเช้า มีผู้พบศพสหายภูชนะ และ พบสหายกาสะลอง ในวันที่ 29 ธันวาคม 2561 ถูกฆ่าและกระทำอย่างทารุณ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ลอยแม่น้ำโขงมาติดฝั่งที่จังหวัดนครพนม และมีร่างที่สงสัยว่าจะเป็นศพของสุรชัยฯ ซึ่งพบในแม่น้ำโขงบริเวณบ้านท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แต่ต่อมาหายไปและปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม
เกือบ 2 ปีหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ยังไม่มีกรณีอุ้มหายใดได้ไปต่อ แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามพ.ร.บ. ฯ นั้น ล้มเหลว !
นับแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ มีผลบังคับใช้ จาก 9 กรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งถูกบังคับให้สูญหายและบางกรณีถูกพบเป็นศพในภายหลัง มีอย่างน้อย 5 ครอบครัวของผู้เสียหาย อาทิ ครอบครัวสยาม ธีรวุฒิ ครอบครัววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ ครอบครัวสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ครอบครัวไกรเดช ลือเลิศ และครอบครัวชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ได้ลี้ภัยหลังการรัฐประหารของรัฐบาล คสช ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับศูนย์ป้องกันการทรมานฯ สำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่ปีแรกที่กฎหมายบังคับใช้
หลังการแจ้งความร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 66 ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ จึงได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณากรณีสยาม ธีรวุฒิ วันที่ 27 มิถุนายน 2567 โดยมีคำสั่งไม่รับทำการสอบสวนและยุติเรื่องเช่นเดียวกับกรณีสุรชัย ด้วยเหตุว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีการอุ้มหายสยาม และมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
ในกรณีของกรณี ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ ได้มีลูกชายของชัชชาญ บุปผาวัลย์แจ้งความร้องทุกข์วันที่ 1 มิถุนายน 2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณากรณีชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ มีคำสั่งยุติเรื่องด้วยเหตุผลทำนองว่า “เมื่อพบศพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 การกระทำให้บุคคลสูญหายจึงสำเร็จตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ มีผลใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจในการสอบสวนและรับผิดชอบตาม ป.อาญา และ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ”
เป็นเวลาเกือบ 2 ปีเต็มที่ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ใช้เวลาในการพิจารณากรณีของสุรชัย ในประเด็นว่าจะรับเรื่องและดำเนินการสืบสวนสอบสวนหรือไม่ และแม้กรณีสุรชัย จะพบว่าสูญหายและไม่ทราบชะตากรรมดังเช่นกรณีของนายชัชชาญ ผลคำสั่งของกรณีสุรชัยยังคงระบุว่า หลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ อยู่นั่นเอง
จุดตัดสินประสิทธิภาพประเทศไทยในการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ครั้งสำคัญ
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดแถลงข่าวรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการบังคับสูญหายบุคคลที่พำนักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยผลของรายงาน กสม. เชื่อว่าผู้ลี้ภัยทั้ง 9 คน ได้แก่ อิทธิพล สุขแป้น, วุฒิพงศ์ คชธรรมกุล, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์, ไกรเดช ลือเลิศ, ชูชีพ ชีวสุทธิ์, กฤษณะ ทับไทย, สยาม ธีรวุฒิ และวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าข้ามชาติ1https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/11979
นอกจากนี้ ในเอกสารข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observations) ที่คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (CAT) เผยแพร่ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เพื่อนำเสนอมายังประเทศไทยภายหลังจากการทบทวนรายงานสถานการณ์การทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ครั้งที่ 2 ของประเทศไทยเสร็จสิ้น
ในตอนหนึ่งของเอกสารภายใต้หัวข้อ การบังคับบุคคลให้สูญหาย คณะกรรมการ CAT ได้เสนอให้ประเทศไทย สนใจต่อการหายตัวไปของผู้ลี้ภัยทั้ง 9 คน ซึ่งผู้ถืออำนาจตามกลไกพิเศษเห็นว่า เป็นกรณีที่ยังไม่ได้รับการสอบสวนและดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ไทยมากเพียงพอ และยังเสนอให้ ต้องมีการดำเนินการสอบสวนโดยพลัน ไม่ลำเอียง รอบด้าน เป็นผล และเป็นอิสระ ต่อข้อกล่าวหาทั้งปวงเกี่ยวกับการบังคับให้สูญหาย ตลอดจนให้ผู้เสียหาย ตัวแทนด้านกฎหมายของผู้เสียหาย บุคคลที่ได้รับมอบอำนาจ หรือบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในการค้นหา เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และให้ทราบถึงความคืบหน้าและผลการค้นหาและการสอบสวน
แม้จะมีความเห็นจากคณะกรรมการ CAT ผู้ถืออำนาจตามกลไกพิเศษของสหประชาชาติอื่นๆ และกสม. รวมถึงข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ปรากฏและทำให้เชื่อได้ว่ากรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมืองเหล่านี้อาจเป็นการบังคับให้สูญหาย แต่เมื่อศูนย์ป้องกันการทรมานฯ สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งยุติเรื่อง สำหรับสังคมและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายคงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะตั้งคำถามได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเหล่านี้ยังไม่เพียงพอให้รัฐรับเรื่องไปเริ่มการสืบสวนสอบสวนต่อใช่หรือไม่ สำนักงานอัยการสูงสุดจึงปฏิเสธหน้าที่ในการสืบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด หรือปฏิเสธ “สิทธิที่จะทราบความจริง (Right to Truth)” ของพวกเขา ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศและตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ หรือแท้จริงแล้ว พ.ร.บ ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จะกลายเป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่อาจนำมาปกป้องคุ้มครองประชาชนในรัฐไทยได้อย่างแท้จริง
หากย้อนดูเจตนารมย์กฎหมายใหม่นี้ที่ต้องการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องและคุ้มครองประชาชน จึงให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะกับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เช่น อาชญากรรมอุ้มทรมาน อุ้มฆ่า อุ้มหาย ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เหล่านี้ ที่มีความยากและซับซ้อนกว่าอาชญากรรมทั่วไป การสืบสวนสอบสวนจำต้องอาศัยกลไกของรัฐในการสืบหาผู้ที่ถูกอุ้มหาย ทรมาน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับละเลย ผลักภาระให้กับประชาชนให้ต้องไปสืบค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง ย่อมสร้างผลกระทบต่อจิตใจต่อเหยื่ออย่างไม่จบสิ้น ดังนั้นเพื่อเป็นปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศไทย รัฐจึงต้องปฏิบัติตามเจตนรมณ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีประสิทธิภาพ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจริงใจ จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเยียวยาผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมได้
อนึ่ง การที่บุคคลถูกกระทำให้สูญหาย แม้กรณีจะเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จะมีผลใช้บังคับ แต่ทางการไทยจะต้อง “ดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย” แต่หากทราบชะตากรรมดังกล่าวแล้ว ทางการไทย ก็จะต้อง “ดำเนินการสืบสวน” จน “ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” โดยไม่ถูกจำกัดโดยอายุความ
นอกจากนี้ หากการสูญหายเกิดจากการกระทำผิดทางอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด ก็ยังต้องมีหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนจนกว่าจะได้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคดีใดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือคดีความผิดต่อคนไทยที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทยก็ตาม โดยที่สำนักงานอัยการสูงสุดไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีได้
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายในการเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม และเพื่อให้มั่นใจว่ารัฐจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีสุรชัย และผู้ถูกบังคับให้สูญหาย อุ้มทรมาน อุ้มฆ่า คนอื่นๆ ต่อไป จนกว่าจะรู้ชะตากรรมและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุดต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้กับบุคคลใดได้อีก
- 1


![[PR]CrCF ส่งหนังสือถึงสถานทูตอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกรณี “อันดรี ยูนุส” นักปกป้องสิทธิชาวอินโดนีเซียถูกสาดน้ำกรด](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/31-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


