อรรถสิทธิ์ นุสสะ ถูกตำรวจซ้อมทรมานที่ สน.ดินแดง เมื่อปี 2564 เตรียมอุทธรณ์ หลังศาลไม่เชื่อว่าบาดแผลเกิดจากการทรมาน กมธ.ร่างพ.ร.บ.ทรมานเรียกร้องให้เร่งให้ความรู้ผู้พิพากษาทั่วประเทศ เรื่องรับฟังพยานหลักฐานการทรมานตามพ.ร.บ.ใหม่
วันนี้ (26 ส.ค 67 ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษา ไม่เชื่อว่าบาดแผลของนายอรรถสิทธิ์ฯ ว่าเกิดจากการทรมาน ยกฟ้องคดีแพ่งที่ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย กว่า 3.3 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เหตุเกิดขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดงหลายนายรุมจับกุมและทำร้ายร่างกายขณะอยู่ในการควบคุมตัวหลายชั่วโมงต่อมาปล่อยตัวโดยไม่แจ้งข้อหา แม้จะมีภาพวงจรปิดขณะจับกุมและมีพยานยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ในห้องสอบสวน ศาลระบุหลักฐานทางการแพทย์แม้ปรากฎเป็นบาดแผลปรากฏบนร่างกายของอรรถสิทธิ์จริงหลังถูกจับกุม แต่ไม่แพทย์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบาดแผลที่เกิดจากกระกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของจำเลย อรรถสิทธิ์ประสงค์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและนำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุดต่อไป ขณะที่คดีอาญาได้ร้องทุกข์แล้วที่สน.ดินแดงแต่คดียังไม่มีความคืบหน้าและร้องเรียนผู้แทนพิเศษด้านการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติแล้ว และประเทศไทยก็ต้องเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์การทรมานเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่กรุงเจนีวาอีกด้วย หลังฟังคำพิพากษา นายอรรถสิทธิ์ กล่าวว่า “ดูเหมือนว่ากฎหมายจะไม่คุ้มครองประชาชนอย่างเรา ว่าถ้าถูกจับผิดตัวแล้วจะไม่ถูกซ้อมทรมาน”

การเรียกร้องให้สตช.หน่วยงานรับผิดชอบในค่าเสียหายของบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการจับกุมและระหว่างการควบคุมตัวนั้นของจนท.ตำรวจเป็นหน้าที่ของรัฐในการเยียวยาผู้เสียหายจากการทรมาน ประกอบกับเหตุของคดีนี้เกิดเป็นการจับกุมผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรงและเป็นการจับผิดตัวนำมาบังคับให้สารภาพหรือให้ข้อมูลซัดทอดว่าใครทำลายสิ่งของราชการ ตำรวจชั้นจับกุมไม่ได้แจ้งข้อหาตามที่อ้าง นายอรรถสิทธิ์ฯ มีบาดแผลมีใบรับรองแพทย์ แต่ศาลรับฟังว่าตำรวจไม่มีเหตุที่จะต้องไปทรมานทำร้ายร่างกายนายอรรถสิทธิ์ฯ และระบุว่าหากเป็นการกระทำผิดอาญาจริงให้ไปฟ้องคดีอาญาเองนั้น พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ หนึ่งในคณะกรรมาธิการพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กล่าวว่า “แม้โจทก์จะมีสิทธิในการอุทธรณ์ การยกฟ้องแสดงให้เห็นว่าระบบตุลาการชั้นต้นยังไม่ตอบสนองต่อมาตราการปราบปรามทรมานที่ตอนนี้เป็นกฎหมายในประเทศที่ทัดเทียมสากล การอบรมตำรวจ อัยการและทหารเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การอบรมผู้พิพากษาให้เข้าใจเรื่องรับฟังพยานหลักฐานการทรมานตามพรบ.ปราบปรามทรมานฯจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน”
สืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 29 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 18.00 น. อรรถสิทธิ์ฯ เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมไว้อาลัยและทวงถามความยุติธรรมให้แก่ วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนอายุ 15 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้าสน.ดินแดงระหว่างที่มีการชุมนุม โดยระหว่างที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้น อรรถสิทธิ์ฯ ถูกตำรวจ สน.ดินแดง เข้าจับกุมและควบคุมตัวไว้ใน สน.ตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไป จนกระทั่ง 03.00 น. ทนายความขอเข้าพบอรรถสิทธิ์ พบรอยช้ำที่บริเวณดวงตา ใบหน้า และร่างกาย จึงได้ถ่ายรูปในวันเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน และอรรถสิทธิ์เล่าให้ทนายฟังว่า ขณะที่อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกซ้อมทำร้ายร่างกายบังคับให้บอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชุมนุมในคืนนั้น จนได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาและร่างกาย ก่อนที่อรรถสิทธิ์ฯ จะได้รับการปล่อยตัวในช่วงบ่ายของวันที่ 30 ตุลาคม 2564 หลังจากนั้นอรรถสิทธิ์ ได้เข้ารับการตรวจร่างกายจากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงมือซ้อมทรมาน ในข้อหา 157 และข้อหาอื่นๆ ที่ สน. ดินแดงในวันต่อมาอีกด้วย
ในวันนี้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษา ในทำนองว่า โจทก์และเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโท พยานจำเลยต่างเบิกความยันกันอยู่ว่า โจทก์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโท ทำร้ายร่างกาย ภายในห้องปฏิบัติการสืบสวนหรือบาดแผลของโจทก์เกิดจากการดินรนขัดขืนการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยบาดแผลที่โจทก์ได้รับตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ โดยแพทย์ผู้ตรวจร่างกาย ให้ความเห็นว่า การบาดเจ็บดังกล่าวในข้อที่ ๑,๒,๔,๕ และ ๘ เกิดจากการกระแทกด้วยวัตถุของแข็งไม่มีคม การบาดเจ็บดังกล่าวในข้อที่ ๖ และ ๗ เกิดจากการถูกจิกด้วยเล็บมือ แต่เมื่อแพทย์มาเบิกความกลับไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นตามรายงานการชันสูตร บาดแผลจะเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายหรือไม่ เพราะแพทย์เบิกความตอบทนายโจทก์และทนายจำเลย ทำนองว่า บาดแผลในข้อที่ ๑ ถึง ๕ อาจเกิดจากการถูกกระแทกกับเก้าอี้โซฟาไม้ บาดแผลที่ ๖ และ ๗ เป็นไปได้ที่ถูกจิกด้วยเล็บมือ และเป็นไปได้ที่เกิดจากการถูกลากถูพื้นคอนกรีตหรืออาจถูกเศษพลาสติกที่แตกหรือบิ่นออกก็ได้ บาดแผลที่ ๘ อาจเกิดจากการถูกกระบองกระแทกที่ชายโครงขวา บาดแผลที่ ๙ อาจเกิดจากวัตถุของแข็งไม่มีคมขนาดเล็ก บาดแผลที่ ๑๐ อาจเกิดจากกุญแจมือ บาดแผลที่ ๑๑ อาจเกิดจากการถูกส้นรองเท้าเตะที่ต้นขาซ้าย แสดงว่ารายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์พิสูจน์ได้เพียงว่าโจทก์มีบาดแผลตามนี้ปรากฏในรายงานเท่านั้น ไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายจริงตามฟ้องหรือไม่ ดังนั้น จึงเห็นควรต้องพิจารณาพยานหลักฐานแวดล้อมประกอบ โจทก์อ้างว่านายวีรภาพ เป็นพยานเบิกความว่า พยานถูกนำตัวเข้ามาที่ห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวน เห็นเจ้าพนักงานตำรวจยกมือขึ้นในลักษณะง้างกระบอกยางยืนอยู่ใกล้โจทก์ แต่ไม่เห็นขณะเจ้าพนักงานตำรวจตีกระบองยางไปที่โจทก์ เพราะขณะนั้นพยานก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและยังเบิกความว่า พันตำรวจโท คือเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายพยาน จึงเกิดความสงสัยในคำพยานโจทก์ว่า ทั้งตัวโจทก์และนายวีรภาพจะถูกพันตำรวจโทคนดังกล่าวทำร้ายร่างกายในเวลาเดียวกันได้อย่างไร และจากคลิปวิดีโอ หมายวล.๑ และวล.๒ เป็นการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของโจทก์และนายวีรภาพภายในห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวน แม้โจทก์เบิกความว่าเป็นเหตุการณ์จากที่โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายแล้วในขณะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าถูกพันตำรวจโทคนดังกล่าว กับพวกทำร้ายร่ายกายให้ได้รับความเจ็บปวด ทรมาน หายใจไม่ออก และตกอยู่ในสภาวะใกล้ถึงแก่ความตาย แต่ภาพโจทก์ที่เห็นกลับมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและท่าทีของโจทก์ที่ถูกบันทึกวิดีโอไม่ปรากฏลักษณะของอาการหวาดผวาหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นคลิปวิดีโอ วจ.๑ มีภาพให้เห็นการควบคุมตัวโจทก์ซึ่งมีลักษณะดิ้นรนขัดขืน เจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บเพราะขัดขืนการจับกุมตัวของเจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกการจับกุม เอกสารหมายจ.๑ ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.๑๐ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ผู้ถูกจับกุมทราบว่า ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันจัดกิจกรรมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่ายี่สิบห้าคนในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวานขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเมื่อกระทำความผิดตามมาตรา ๒๑๕ ให้เลิกไปแต่ผู้นั้นไม่เลิก อันเป็นการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลแขวงเท่านั้น จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้โจทก์รับสารภาพ อีกทั้งตามกฎหมายแล้วคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมไม่อาจรบฟังได้ และยังปรากฏในบันทึกจับกุมอีกว่า มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้โจทก์ทราบแล้ว ส่วนที่ถูกกระทำของโจทก์จะเป็นความผิดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องดำเนินคดีตามข้อหาดังกล่าว
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของอรรถสิทธิ์ต่อไป และช่วยกันจับตาดูกระบวนการยุติธรรม ว่าจะสามารถให้ความเป็นธรรม ประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน และยุติวัฒนธรรมลอยนวนพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้หรือไม่ กันต่อไป

![[PR]ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ รับทำการสอบสวน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์-น้องสาวสยาม ธีรวุฒิ เข้าให้การต่ออัยการ กรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/01/21-1-69-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

