เวลาล่วงเลยผ่านมา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ “บิลลี่” หายตัวไป เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ถึงอย่างไรก็ดีจนถึงป่านนี้ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษที่สาสม ภรรยาและครอบครัวของบิลลี่ก็ยังคงออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับ ชาวบ้านบางกลอย ที่ไม่ได้กลับขึ้นไปอยู่ที่บริเวณใจแผ่นดินซึ่งเป็นผื้นดินของบรรพบุรุษเฉกเช่นเดิม ทั้งการอพยพ โยกย้ายมาอยู่ในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อุทยานจัดสรรให้ ก็ถูกจำกัดสิทธิในที่อยู่อาศัย และสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะมนุษย์คนหนึงที่เท่าเที่ยมกัน จึงมีคำถามมากมายว่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ว่า “ชาวบ้านบางกลอยยังคงถูกริดรอนสิทธิในการอยู่อาศัยและดำเนินชีวิต อีกทั้งยังถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และไม่มีทีท่าว่าจะได้รับความยุติธรรมในเร็ววัน”

นอกจากนี้พวกเขายังต้องเสีย บิลลี่ พอละจี ผู้พิทักษ์สิทธิแห่งบางกลอย อันเป็นที่รักไป 1 คน ไปอย่างไม่สามารถหวนกลับมาได้และไม่แม้แต่จะมีโอกาสบอกลา

“ฉันต้องเหนื่อยกับการเดินทางบ่อยครั้งมากในคดีของบิลลี่ กับความหวังว่าบิลลี่ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ฉันจะเดินไม่ค่อยไหวต้องมีคอยพยุงไหล่ทั้งสองข้าง แต่ก็ยังจำเป็นต้องเดินทาง ฉันเหน็ดเหนื่อยมาก ๆ และซึมเศร้ามาโดยตลอด แม้ภายในจิตใจฉันจะเศร้าเสียใจถึงขนาดไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นเดินหน้าต่อไปเพื่อลูกชาย ทุกครั้งที่ไป บิลลี่ก็ไม่ได้กลับมาบ้านด้วยสักครั้งทำให้ฉันหมดหวังและเสียใจมาก” – แม่โพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่กล่าวถึงความรู้สึกของตนในงาน “เส้นทาง ความหวัง ความยุติธรรม 9 ปี บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ยังไม่ได้กลับบ้าน” เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566

พวกเรามูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งชุมชนกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน-บางกลอย ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นกุญแจไขปริศนาและปลดล็อคคดีนี้ร่วมไปกับพวกเรา เพื่อช่วยผดุงความยุติธรรมให้บิลลี่และชาวบ้านบางกลอย และขอบคุณที่ร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดินเสมอมา

#บางกลอยคืนถิ่น #saveบางกลอย #ใจแผ่นดิน #กลุ่มชาติพันธ์ุ #ป่าแก่งกระจาน #บางกลอย #บิลลี่ #กระเหรี่ยง #ชาติพันธุ์คือคน #SaveBangKloi #Indigenous #Humanright

Author