ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นายกสมาคมด้วยใจฯ รายงานตัวต่ออัยการครั้งที่ 5 พร้อมรอฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง 

0

นายกสมาคมด้วยใจฯ รายงานตัวต่ออัยการครั้งที่ 5 พร้อมรอฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาทกรณีถามเรื่องทหารค้างจ่ายค่าน้ำประปาของมัสยิด

พรุ่งนี้ (17 มิถุนายน 2568)  อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) นักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เพื่อรายงานตัวต่อพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งที่ 5 เพื่อฟังคำสั่งว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ อีกทั้ง อาจมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบาเจาะ จากข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยเพิ่มข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่   

ทั้งนี้ ภายหลังจากนัดส่งตัวอัญชนาพร้อมสำนวนไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 เป็นต้นมา สำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสนัดหมายให้อัญชนามารายงานตัวทุกเดือน โดยอัญชนาเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการ ครั้งแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นจำนวนสี่ครั้ง เป็นระยะเวลากว่าสี่เดือน เพื่อฟังคำสั่งพนักงานอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ 

ก่อนหน้านี้อัญชนาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการจังหวัดนราธิวาสด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า “หากพิจารณาข้อความที่โพสต์ทั้งหมดในเรื่องนี้ จะเห็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นประโยชน์ต่อสังคม มิได้เป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมิได้เป็นการใส่ความผู้ใดอันเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และไม่ใช่การลงข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งยังแสดงถึงเจตนาอันสุจริตในการเป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

การที่ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และเป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การสะท้อนปัญหาดังกล่าวและหน่วยงานราชการทหารที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณชน ทำให้ประชาชนได้ทราบความจริงและคลายสงสัย ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การดำเนินคดีนี้กับตนย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนแต่ประการใด ดังนั้น จึงขอพนักงานอัยการได้โปรดพิจารณาและมีคำสั่งไม่ฟ้อง”

 คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา หีมมิหน๊ะ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยกองทัพเรืออ้างว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย”

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อัญชนาได้ให้การถึงพยานหลักฐานการโพสต์ซึ่งมีการแก้ไขข้อความที่ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริงโดยเจตนาการกระทําที่สุจริตแล้วว่า “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และได้โพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารด้วยว่า “กรมทหารพรานที่ 44 ได้ชี้แจงมาแล้วคะ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างเร็ว…” 

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีค่าน้ำประปานั้น เฟซบุ๊ก “กรมทหารพรานที่ 44” ได้โพสต์ชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณีน้ำประปา Anchana Heemmina จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่าน Facebook Anchana Heemmina กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปา ที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งการโพสต์ของอัญชนาและทางกรมทหารพรานที่ 44 ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

อัญชนากล่าวก่อนจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ว่า ตนทราบว่าพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาเพิ่มตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ตนให้ความร่วมมือแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายความ กล่าวในฐานะทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายคดี SLAPPs นี้ และในฐานะผู้ที่เคยถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งในลักษณะนี้มาก่อน ให้ความเห็นว่า “บทบาทของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีส่วนสำคัญในการให้ความเป็นธรรมกับนักกิจกรรมได้ด้วยการสั่งคดีอย่างเป็นอิสระและไม่ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมาแทรกแซงความเห็นทางกฎหมายที่จะอำนวยความยุติธรรมได้และต้องไม่ล่าช้า”

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2 ให้ส่งคำร้องคดีขอให้ไต่สวนกรณีใส่โซ่ตรวนจำเลย

0

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2 ให้ส่งคำร้องคดีขอให้ไต่สวนกรณีใส่โซ่ตรวนจำเลย ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ หลังศาลฯ ยกคำร้องสองครั้ง

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หลังศาลไม่รับอุทธรณ์ที่ไม่ไต่สวนกรณีเรือนจำระยองใส่โซ่ตรวนเท้าขนาดใหญ่จำเลย 13 คน ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ดังกล่าว และให้ส่งสำนวนไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในฐานะผู้ถูกร้อง  

ในคำร้องพรเพ็ญให้เหตุผลว่า  เรือนจำกลางระยองให้จำเลย 13 คน เดินทางมาศาลด้วยชุดเครื่องแบบนักโทษพร้อมโซ่ตรวนที่เท้าทั้งสองข้าง   ซึ่งการใส่โซ่ตรวนและชุดเครื่องแบบนักโทษเป็นมาตรการที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็น จึงร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่รับคำร้องและไม่ไต่สวนคำร้องนี้เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้อง ผู้ต้องหา และผู้ถูกร้อง ที่จะมาให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ศาลสั่งคดีอย่างเป็นธรรม  

คดีนี้นับเป็นหนึ่งในสองสำนวนจาก 9 สำนวน ที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสู่ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามคำร้องให้ไต่สวนกรณีการใส่โซ่ตรวนให้กับจำเลย นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในสองคดีแรกที่เป็นกรณีการทรมานทหารเกณฑ์จนนำไปสู่การเสียชีวิต และถูกนำขึ้นพิจารณาคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

“การไต่สวนโดยพลันให้ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจึงเป็นสาระสำคัญเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้ว่าจำเลยทั้ง 13 คนจะไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าศาลหรือแม้แต่ต่อหน้าศาลอุทธรณ์ก็ตาม  สิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทำจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปนั้นย่อมมีคุณค่าที่จะได้รับการไต่สวนและการทบทวนคำสั่ง อีกทั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่จะต้องพิจารณาคดีในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ซึ่งมีข้อหาหนัก การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาหรือต่อจำเลยในคดีอาญาจำต้องดำเนินการกระบวนการที่เป็นธรรม เคารพหลักยุติธรรม และเคารพหลักสิทธิมนุษยชนต่อทั้งผู้เสียหายและจำเลยในคดี ที่จะไม่ปล่อยและคนผิดลอยนวล แต่ทุกคนย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอันมีนัยในการป้องปรามความรุนแรงโดยรัฐ ทั้งในเชิงโครงสร้างและการกระทำความผิดอาญาลักษณะนี้อย่างมีประสิทธิภาพต่อสังคมโดยรวม” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ กล่าว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 พรเพ็ญได้ยื่นคำร้องขอให้ยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยการยุติการใส่กุญแจเท้าและโซ่ตรวนกับผู้ต้องขังโดยทันที ทว่าในวันเดียวกัน ศาลได้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า “เนื่องจากคดีนี้มีจำเลยถึง 13 คน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยและป้องกันการหลบหนี ย่อมจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการควบคุมที่เหมาะสม  ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของทางราชทัณฑ์ ซึ่งมิได้เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการไม่ชอบแต่อย่างใด เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว ยกคำร้อง”

ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 พรเพ็ญได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้อง จากนั้น ศาลได้มีคำสั่งว่า “ตรวจอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งโดยชัดแจ้งว่าที่ศาลมีคำสั่งนั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอุทธรณ์ว่ามีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบในระหว่างการพิจารณาได้สิ้นสุดไปแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ผู้ร้อง”

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ที่ศาลรับอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ จะส่งผลให้อุทธรณ์เรื่องการยกคำร้องกรณีการใส่โซ่ตรวนและกุญแจเท้าให้กับผู้ต้องขังได้รับการพิจารณาโดยศาลสูง ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามคำสั่งศาลอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันว่าสำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สิทธิของผู้ต้องขังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข: ในวันที่ชีวิตยังคงส่องสว่างอย่างซื่อตรง

0

ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข: ในวันที่ชีวิตยังคงส่องสว่างอย่างซื่อตรง

“สมยศ พฤกษาเกษมสุข” อดีตบรรณาธิการนิตยสารเสียงทักษิณ (Voice of Taksin) เขาเป็นนักโทษทางความคิดที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ก่อนศาลฎีกามีคำสั่งลดโทษเหลือ 6 ปี ในคดีตามมาตรา 112 จากการจัดพิมพ์ จำหน่าย และเผยแพร่บทความ “แผนนองเลือด ยิงข้ามรุ่น” และ “6 ตุลาแห่ง พ.ศ. 2553” ในนิตยสารเสียงทักษิณ สมยศติดคุกทั้งสิ้น 7 ปี นับแต่ปี 2554 – 2561 

         “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” อดีตคนทำงานในวงการการเมืองกับพรรคเพื่อไทย นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชาอย่างน้อย 6 ปี หลังจากการรัฐประหารปี 2557 ก่อนจะถูกบังคับสูญหายในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ที่ประเทศกัมพูชา 

         เรื่องราวของสมยศและวันเฉลิมเป็นที่รู้จักอย่างดีในสังคมไทยจากเส้นทางการต่อสู้และการตั้งคำถามกับประเด็นทางสังคมต่างๆ รวมถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างๆ และมีชีวิตหมุนเวียนอยู่รอบบุคคลทั้งสองมามากกว่าครึ่งชีวิต อย่าง “ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข” หรือ “เทียน” มันคือการที่ครั้งหนึ่งเธอต้องจากเป็นกับ ‘พ่อ’ และครั้งหนึ่งต้องจากลากับ ‘คนรัก’ อย่างวันเฉลิม เพราะรัฐเลือกจะลงโทษพวกเขาเพียงเพราะความคิดที่แตกต่าง แน่นอนว่าบาดแผลและความเจ็บปวดจากการสูญเสียหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของประกายดาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

         ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็น การจากตาย หรือการจากลาที่อยู่ระหว่างกลาง  เส้นทางการก้าวข้ามความเจ็บปวดจากบาดแผลของความสูญเสียสำหรับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงไม่เคยเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยหลากเฉดของความรู้สึกที่ไม่สามารถนำสีขาวหรือสีดำมาตีกรอบ 

สำหรับประกายดาวเธออาจเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่บุคคลที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียเช่นนั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่เมื่อคนที่ยังอยู่ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ชีวิตของผู้เสียหายไม่ได้มีเพียงแต่ความเศร้าเอ่อล้นบนหน้ากระดาษที่เรียบแบน กลับกันเรื่องราวของประกายดาวนั้นเป็นหนังสือเล่มหนาที่ร้อยเรียงหลายบทของชีวิต รวมถึงบทชีวิตที่เธอเลือกเอง

อยู่ระหว่างสองโลก 

แม้ว่าพ่อจะเป็นนักรณรงค์ที่เป็นที่รู้จักและนักโทษทางความคิดตั้งแต่ประกายดาวยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา โลกของเธอในวัยเด็กยังคงปกติทั่วไปไม่ต่างจากเด็กคนอื่น และไม่มีใครที่โรงเรียนรู้จักกับชีวิตของครอบครัว “พฤกษาเกษมสุข” มากนัก ในขณะที่ภายในจิตใจของประกายดาวตระหนักดีว่าครอบครัวของเธอเป็นใครและโดนกระทำอะไรบ้างจากรัฐ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอตีตัวออกห่างจากสังคมทั่วไปมาตั้งแต่เด็ก  

“ช่วงแรกๆ พาร์ทมหาลัย พาร์ทมัธยม เราไม่ได้เทคแอคชั่นเยอะ จะเป็นแม่กับพี่ชายที่ทำงานส่วนนี้เสียส่วนใหญ่ เราทำหน้าที่แค่ซัพพอร์ตคือไปเยี่ยมพ่อ ไปซื้อของมาฝาก หรือว่าคุยอะไรอย่างนี้ ให้ความธรรมดาของชีวิตกับเขา เราจะเป็นคนทำงานด้านนั้น”  

ชีวิตในวัยเด็กของประกายดาวเป็นชีวิตที่มีอยู่สองโลก ระหว่างโลกปกติของเด็กหญิงคนหนึ่ง กับโลกของลูกที่พ่อโดนคดีการเมือง  บทบาทในวัยเด็กจึงเป็นการนำความธรรมดาของชีวิตกลับคืนสู่ครอบครัว และแม้เธอจะต้องอยู่ในโลกสองใบก็ยังมีโลกปกติให้ประกายดาวได้เดินทางกลับไปอยู่เสมอ ในขณะที่เธอได้แต่มองพ่ออยู่ห่างๆ 

“เขาทำอะไรก็ทำ เขาเดินขึ้นห้อง เดินออกไปนอกบ้าน จะไปไหนเราก็ไม่ได้ถามอะไร  แล้วเราก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าทำแล้วดี ทำแล้วไม่ดี เราก็นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอะไรของเราไป”

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความโหดร้ายของโลกไม่เคยห่างไปจากชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่ง ประกายดาวยังไม่ลืมวันที่รู้ว่าพ่อจะต้องถูกจองจำทางความคิดถึง 10 ปี ซึ่งหมายความว่าตลอดชีวิตวัยรุ่นของเธอ

“ตอนเกิดเรื่องพ่อ เทียนอายุแค่ 17 ปี แล้วเทียนก็อ่านงานของฌ็อง-ฌัก รูโซ เรื่องสัญญาประชาคม (Social Contract) มนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่มีโซ่ตรวน แล้วเราเพิ่งอ่านเสร็จปุ๊บ มีคนโทรมาบอก พ่อโดนตัดสินจำคุก 10 ปี หา นี่คืออาการช็อก อะไรบางอย่าง แล้วก็เด็กด้วยไร้เดียงสา เฮ้ย! เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันคืออาการช็อกแบบรุนแรง”

ชีวิตระหว่างสองโลกยังคงดำเนินไป ในช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ประกายดาวได้พบเจอกับผู้ชายอีกหนึ่งคนที่จะมีบทบาทสำคัญมากในชีวิต เมื่อเธอได้ไปฝึกงานที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งในช่วงเวลาหลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับวันเฉลิม หรือ “ต้าร์” 

ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครในปี 2556 ขณะที่ทีมของประกายดาวทำงานให้กับพล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ  หนึ่งในผู้สมัครชิงที่นั่งผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะเด็กฝึกงานและเป็นผู้หญิงคนเดียว ประกายดาวถูกมอบหมายให้ลุยเดี่ยวในหลายๆ เรื่อง เช่น การติดตามไปยังพื้นที่หาเสียงเพื่อติดตามการหาเสียง ถ่ายรูป เก็บประเด็น และเขียนงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งสำหรับคนที่ไร้ประสบการณ์ทำงานและพึ่งกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่นิดเดียว ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในช่วงนั้นมีวันเฉลิมที่เข้ามาคุยกับเธอ

“ตอนนั้นไม่แน่ใจจริงๆ ว่าหน้าที่เขาคืออะไร น่าจะนักวิเคราะห์ เดาเอาคือวิเคราะห์ เขาจะเข้าออฟฟิศมาเที่ยงตรง แต่พอมาเที่ยง แล้วเราเป็นเด็กฝึกงาน เราก็จะโดนทิ้ง พี่ๆ ไปกินข้าว เขาไม่ชวนเรา แต่พี่ต้าร์มาก็โอเคไปกินข้าวกัน” 

บทสนทนาจากการกินข้าวเที่ยงทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันมากขึ้น ภายหลังฝึกงานเสร็จสิ้น ประกายดาวจึงได้เริ่มคบหากับวันเฉลิมและได้อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันในย่านดอนเมือง ประกายดาวมีวันเฉลิมในชีวิตมาโดยตลอดนับแต่นั้น

ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 มีทหารเดินทางไปยังบ้านพฤกษาเกษมสุขเพื่อหาตัวเจ้าของเพจ ‘กูต้องได้ร้อยล้านจากทักษิณแน่ๆ’ ที่วันเฉลิมเป็นแอดมินเพจอยู่ หลังจากนั้นวันเฉลิมได้รับคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) และตามมาด้วยหมายจับข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากการเป็นแอดมินเพจดังกล่าว 

วันเฉลิมต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไทยนับแต่วันที่ทหารมาเยือนบ้าน แต่แผนชีวิตประกายดาวยังคงมีวันเฉลิมอยู่เสมอ เมื่อเขาลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ผนวกกับประกายดาวได้โอกาสเรียนต่อปริญญาโทสาขาโบราณคดีซึ่งเป็นสาขาที่เธอเรียนมาในปริญญาตรี กับมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสแห่งหนึ่งที่มีวิทยาเขตอยู่ที่กัมพูชา ประกายดาวจึงได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับวันเฉลิมอีกครั้งที่กัมพูชา 

สำหรับเธอ วันเฉลิมเป็นคนรักที่อยู่กับเธอมายาวนานที่สุด และอยู่กับเธอในหลายช่วงสำคัญของชีวิต ความประทับใจในวันเฉลิม สำหรับเธอยังคงมีมากเกินนับ ประกายดาวนิยามว่าวันเฉลิมเป็นคนที่ ‘กลม’ ในทุกด้าน เขาสามารถเข้ากับเพื่อน ครอบครัว และคนรอบตัวของเธอได้เป็นอย่างดี 

 “พี่ต้าร์กําลังดี คือไม่ใช่ outgoing  แต่เป็นคนที่มีภาวะผู้นําสูง ทําให้เราสบายใจมากๆ ทดแทนสิ่งที่ขาด จริงๆ มันคือความรู้สึกสบายใจมากๆ สมมุติเราไปเที่ยว เราไม่ต้องคิดอะไรเลยเขาตัดสินใจให้หมดเลย โคตรสบาย เราพาเขาไปเจอเพื่อน เราไม่ต้องกังวลอะไรเลย เขาสามารถเข้ากับเพื่อนได้ทุก 360 องศา ไม่เคยมีข้อกังวลว่าเราจะพาเขาไปเจอใครแล้วเขาจะ awkward ไหม”

แม้ประกายดาวจะเลิกรากับวันเฉลิมและเดินทางกลับมาไทยภายหลังเรียนจบปริญญาโท เธอยังคงเป็นเพื่อนกับวันเฉลิมและยังชติดต่อกันอยู่เนืองๆ และหนึ่งปีหลังจากเลิกกัน ในวันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป ประกายดาวก็เป็นคนแรกที่ได้รู้ข่าว

“เทียนเป็นคนแรกที่รู้ข่าวเพราะว่าเทียนเป็นคนคุยกับคนทางฝั่งกัมพูชาแล้วเขาก็เป็นคนที่แจ้งว่า เทียน พี่ต้าร์โดนอุ้ม”

อยู่กับความว่างเปล่า

“หลังจากเกิดเรื่องพี่ต้าร์ 4 มิถุนายน 2563 เป็นช่วงเวลาที่ยากและเทียนไม่เข้าใจด้วยว่าพี่เจน (สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม) ทำได้ยังไง สำหรับเทียน เทียนต้องพักก่อน มันเละไปหมดในทางอารมณ์ความรู้สึก มันเหมือนเราตกตึกแล้วร่างแม่งเละสลาย คิดอะไรไม่ออก 1 ปี ใช้เวลาตรงนั้นกินยา แล้วก็เจอหมอ”

การถูกอุ้มหายของวันเฉลิมกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จุดประกายสังคมโดยเฉพาะการออกมาชุมนุมเรียกร้องของประชาชนในช่วงปี 2563 – 2564 แต่สำหรับประกายดาวมันช0คือความแหลกสลาย

“ตอนนั้นเป็นช่วงกบดานของเทียนอยู่ คือรู้แหละว่าทุกคนออกไปลงถนนกัน แต่ว่าเรากบดาน แต่ไม่ได้แปลกใจเพราะเรารู้ว่า เพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) เป็นคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับพี่ต้าร์มากๆ คือสนิทคุยกันเยอะ” 

“อันนี้เป็นความคิด ณ ตอนนี้ด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนั้นแค่เศร้ามากๆ”

แน่นอนว่ามากไปกว่าความแหลกสลาย คือโลกของการมีชีวิตอยู่ต่อหลังจากนั้น 

“พี่ต้าร์มีส่วนในตัวตนเทียนเยอะมากนะ เผลอๆ คิดว่าเยอะมากกว่าเรื่องพ่ออีก จริงๆ รู้สึกว่าพี่ต้าร์สำคัญมาก โดยเฉพาะในมุมมองด้านการตัดสินใจ การเป็นผู้นำในองค์กร หรือเป็นคนทำงานด้านใดด้านหนึ่ง แต่ก่อนเขาเคยเป็น mentor ในงานที่ไปฝึกงาน เรื่องเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แล้วเราก็เป็นรุ่นน้อง แต่ว่าเขาจะให้คำแนะนำเยอะ พูดเยอะ แล้วเขาเป็นคนที่แน่วแน่ มากๆ เป็นคนที่กูจะ yes or no ตอบได้หมดเลย อันนี้ no อันนี้ yes”

สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่มองว่าแม้ตนจะมีปัญหาจากความสัมพันธ์กับพ่อที่ขาดหายไปในช่วงที่พ่อยังคงอยู่ในเรือนจำ วันเฉลิมเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มประกายดาวในสิ่งที่ขาดหายนั้นได้อย่างดี

“เรามั่นใจในตัวเขามากๆ และ เขามั่นใจที่เขาจะแสดง เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาคิดมันจะดีต่อเรา”

“มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็น daddy figure ที่มันไม่เคยมี เพราะครอบครัวเทียนเป็นแบบว่า เธอคิดอย่างไร เธออยากทำอย่างนี้ไหม อยากลองแบบนี้ไหม ดีไหมนะ วงประชาธิปไตยอะไรอย่างนี้ แต่วันเฉลิมคือหนึ่งสองสามสี่ อันนี้แฮปปี้เลยไม่ต้องคิดมาก แต่ก็พยายามแก้ไขอยู่เพราะว่า รู้ว่าเราเองก็ต้องเป็นคนบอกว่า yes or no ด้วยตัวเองบ้าง”

แม้ประกายดาวจะตระหนักดีว่าสุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจให้เธอได้ดีที่สุดคือตัวเธอเอง แต่ทุกวันนี้วันเฉลิมยังคงอยู่กับเธอในทุกการตัดสินใจของชีวิต ตั้งแต่การตัดสินใจเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการตัดสินใจจะลงทุนซื้อหุ้น ไปจนถึงการตัดสินใจในหน้าที่การงาน เสียงของวันเฉลิมยังคงให้คำตอบและความมั่นใจกับเธออยู่เสมอ

“หลังจากนั้น (วันเฉลิมถูกอุ้มหาย) เรารู้สึกไม่มั่นคงตลอดเวลา พูดแล้วก็ฟังดูไม่แฟร์แต่ไม่ว่าจะปรึกษาใครก็ไม่เคยมั่นใจได้เท่าปรึกษาพี่ต้าร์”

ในฐานะคนที่อยู่ใกล้ชิดวันเฉลิมมากที่สุด ประกายดาวไม่เคยหนีพ้นความรู้สึกผิดในใจ แม้เธอจะรู้ดีว่าความผิดนั้นไม่ใช่ของเธอ

“เราคิดว่ามีโอกาส แต่เราไม่อยากคิดว่าเป็นความผิดเราที่ทําปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่มีส่วนหนึ่งแหละที่รู้สึก ทําไมไม่ไปประเทศที่ 3 ทําไมเราคิดน้อย จริงๆ คุยกันเยอะนะ ทําไมเราไม่บังคับให้เขาไปฝรั่งเศส”

นอกจากคำถามที่มีให้ตัวเองตลอดเวลาว่าหากย้อนกลับไปได้ตนจะกลับไปแก้ไขตรงไหน ประกายดาวเล่าว่า หลายครั้งความเห็นที่เธอได้รับจากความเห็นที่หลั่งไหลมาจากผู้คนมากมาย และยังคงค้างในใจและจำได้ไม่ลืมคือ ความเห็นที่ว่าวันเฉลิมอาจมีโอกาสรอดหากเธอเลือกที่จะเงียบ

“เขาคิดว่าถ้าเราเงียบก่อนสักหนึ่งคืน อาจจะมีการเจรจา อาจจะมีการแบบให้รอด ซึ่งเราก็คุยกับพ่อเหมือนกัน พ่อก็บอกว่าแล้ว 8 คนที่ผ่านมามันมีใครรอดไหม ก็ไม่มีใครรอด 8 คน ต่อให้รอหนึ่งวันหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เชื่อมั่นในความคิดนั้น เพราะว่าหลังจากนั้นก็ได้ไปอบรมมาด้วยจากต่างประเทศ เขาบอกว่า ถ้ามีเรื่องของการลักพาตัว แล้วมีข้อต่อรองก็ให้พยายามทำตามที่เขาบอก แต่ถ้าลักพาตัวเพื่อไปฆ่า ก็ตาย คนอบรมก็บอกว่าก็ตาย ทําอะไรไม่ได้ ถ้าเขาตั้งใจว่าจะอุ้มไปฆ่าอยู่แล้ว”

อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายต้องเผชิญคล้ายคลึงกัน คือความกลัวที่จะลืม ว่าความทรงจำถึงคนที่รักจะค่อยๆ หล่นหายระหว่างทางที่ยังไม่ถึงจุดจบ ประกายดาวก็เช่นกัน 

“รู้สึกกลัวว่าจะลืม แบบแต่ก่อนนะ อาจจะมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่ายังจํากลิ่นเขาได้ รู้สึกว่าชัด นึกออกว่ากลิ่นตัวเขาจะเป็นกลิ่นแบบไหน ตื่นเช้ามาวันหนึ่งอยู่ดีๆ เราก็จํากลิ่นเขาไม่ได้”

แม้จะแปลกที่จะพูดเช่นนั้น แต่เธอได้เรียนรู้จากครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายคนอื่นๆ ว่าอาการกลัวว่าจะลืมเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ สำหรับพวกเขา  อย่างไรก็ตามปัจจุบันเธอยอมรับได้มากขึ้นและมองว่าเป็นเรื่องของร่างกายที่แปรผันไปตามเวลา

“ไม่กลัวแล้ว คือเราทําอะไรไม่ได้ มันเป็นกลไกของร่างกาย แบบถ้าลืมก็ลืม จะทําอย่างไร ก็มีนะ มีอาการแบบว่าไปนั่งเปิด google photo ย้อนอยู่เรื่อยๆ เราก็ปลงแล้ว ถ้าลืมก็ลืม มันก็มีกลิ่นใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เราก็ต้องมูฟออน”

นอกจากจะสูญเสียคนรักนับแต่เกิดเหตุแล้ว ประกายดาวเล่าว่าเธอต้องค่อยๆ สูญเสียวันเฉลิม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด และค่อยๆ เห็นเขากลายเป็นสัญลักษณ์มากกว่ามนุษย์ที่เคยเป็น 

“เศร้าอยู่นะที่จะพูดอย่างนี้ แต่ว่าตอนนี้เขากลายเป็น figure แต่เขาไม่ใช่ person แล้ว แต่ก่อนเขาเคยเป็นคนสําหรับเรามาตลอด ตอนนี้เขากลายเป็นเหลือแค่ figure จริงๆ ปีที่ 5 แล้ว เรา ไม่รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว รู้สึกเหมือนเขาหายไป จริงๆ เราพยายามเก็บเขามานานมาก เก็บกลิ่น เก็บเสียง เก็บความทรงจํา เก็บเรื่องราวเฉพาะบางอย่าง อย่างรูปภาพหรือประสบการณ์ส่วนตัว มันไม่เหลือแล้ว”

นั่นคือการที่เธอต้องสูญเสียคนรักแก่สัญลักษณ์การต่อสู้

“ตอนนี้เราเองก็เหนื่อยที่ต้องไปเปิด Google photo ทุกปีๆ หรือว่าทุกเดือนๆ นั่งดูรูปเขา  ก็คงกลายเป็นแบบ (ชี้ไปที่แก้วน้ำที่มีหน้าพ่ออยู่) ‘Free Somyot’ (ปลดปล่อยสมยศให้เป็นอิสระ)  เป็น figure เป็นมนุษย์ในจินตนาการที่เราเคารพนับถือ และจะทํางานให้ตลอดไป”

การก้าวข้ามกับเหตุผลของการคงอยู่

“ดูภาพทั้งหมดในบ้านเทียนสิ ไม่ใช่ภาพแห่งความสวยงามนะ เป็นภาพของสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ชีวิตของครอบครัวเรามันเป็นอย่างนี้ ด้วยความอยุติธรรมบางอย่าง มันไม่มีความสวยงามแล้ว แม่งคือชีวิตของนักสู้ เราไม่ได้มองว่าสวยไม่สวย เรามองว่าเมื่อไหร่จะบรรลุผลแค่นั้น”

จากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้โลกของเด็กหญิงประกายดาวที่เคยมีสองโลกต้องค่อยๆ สูญเสียโลกใดโลกหนึ่งไป ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอก็ยังไม่เคยคิดกับตัวเองถึงสาเหตุ แต่ประกายดาวในวันนี้ค่อยๆ บอกลาโลกปกติธรรมดาที่ไม่ปกติสำหรับเธออีกต่อไปทีละน้อย จนเหลือเพียงโลกเดียวคือโลกของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม 

“อยู่ดีๆมันก็ไม่มี มันก็หายไป จนตอนนี้มันมีแค่โลกเดียว คือโลกของการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย หรือว่าประเด็นอื่นๆ มันเหลือแค่นั้นเลย ตอนนี้มองไปรอบข้างก็ไม่รู้ว่า วันดีคืนดีเราอยากจะโทรหาใครเพื่อถามแค่ว่าเรื่องสีรองพื้นควรซื้อยี่ห้อไหน เราไม่รู้จะโทรหาใครแล้ว ตอนนี้ชีวิตเรามีแค่เรื่องนี้อย่างเดียวเลยจริงๆ”

ประกายดาวเล่าว่าเธอค่อยๆ สูญเสียสุนทรียะในชีวิตไป ทำให้จากคนที่เคยชอบดูและวิพากษ์วิจารณ์หนังกลายเป็นคนที่ไม่ดูหนัง จากคนที่มีกลุ่มเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยโรงเรียนและนัดเจอกันทุกปี เธอกลับค่อยๆ ห่างเหินออกจากเพื่อน จากคนที่ชอบไปพิพิธภัณฑ์และเดินชมงานศิลปะที่อาร์ตแกลเลอรี ตอนนี้เธอไม่สามารถสัมผัสถึงความสวยงามของงานศิลปะได้อีกต่อไป นอกจากมองว่ามันเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นคงเป็นอาการจากปัญหาความเจ็บป่วยด้านจิตใจที่ประกายดาวกำลังเผชิญอย่างปฏิเสธไม่ได้  

“อยู่ดีๆมันเหลือแค่ว่าเมื่อไหร่คนทำผิดจะได้รับผิดชอบ เมื่อไหร่จะนอนหลับได้เต็มตา เมื่อไหร่เราจะได้รับการเยียวยา เมื่อไหร่ มันกลายเป็นแบบเราอยู่กับคำถามในงานที่เราทำอย่างเดียว ทุกครั้ง ตลอดเวลา 24 ชม. ในหนึ่งวัน”

ปัจจุบันประกายดาวทำงานในภาคประชาสังคมที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานให้ผู้เสียหายและผู้รอดชีวิตจากการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และการใช้อำนาจในทางมิชอบโดยผู้มีอำนาจ อาจกล่าวง่ายๆ ว่าประกายดาวได้กลายมาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเต็มตัว และให้ความช่วยเหลือแก่คนที่กำลังเผชิญชะตากรรมเช่นเธอ

จริงๆ แล้วประกายดาวเริ่มเข้าสู่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพราะเรื่องของพ่อ ประกายดาวได้พบกับ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่นัดศาลคดีของพ่ออยู่บ่อยครั้ง และพบปะกันในหลายงาน รวมถึงตอนที่เดินทางไปยังมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้เสียหาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงกับทีมทนายความ จนปัจจุบันเธอทำหน้าที่เป็นรองผู้อำนวยการ และเป็นหนึ่งในบุคคลรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจัดการบริหารงานในวงการภาคประชาสังคมและมีบทบาทสำคัญต่อวงการ

“ที่ทุกคนไว้ใจเทียนอาจจะเป็นเพราะว่า เทียนมีเครือข่ายที่ค่อนข้างมีมาอยู่แล้ว เราเป็นอดีตผู้เสียหาย เรารู้จักคนนั้นคนนี้ เราเข้ามาโดยธรรมชาติมาก ไม่มีใครต้องถามเราว่า มาทำงานเรื่องนี้ทำไม มีแต่คนบอกว่าเหมาะมากๆ” 

บทเรียนสำคัญในวันที่ประกายดาวเติบโตบนเส้นทางของตัวเอง เธอมองว่าโลกของการทำงานสอนเธอว่าตัวตนเป็นเรื่องไม่แท้ และความไม่แน่นอนในชีวิตเป็นเรื่องจริง สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนามากนัก ‘อนิจจัง อนัตตา’ กลับเป็นประโยคที่เธอรู้สึกว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่สะท้อนเธอได้อย่างดี

“ต้องลืมตัวตนของตัวเอง เพราะว่าบางทีเราประสานงานกับคนอื่น โดยเฉพาะประสานงานกับญาติที่เป็นผู้เสียหาย อนัตตา สําคัญมาก คือ เราอย่าสําคัญตนว่าเราเป็นอะไรสักอย่าง เราเป็น call center เฉยๆ เขาจะด่าจะพูดอะไร ให้เราแค่รับฟัง งานนี้ก็เลยให้บทเรียนที่สำคัญมากๆ”

ในมุมผู้บริหาร โลกที่เธอทำงานเป็นโลกที่มีความมั่นคงทางใจน้อยนิด ในขณะที่หน้าที่ของเธอจะต้องติดตามความเป็นไปของสถานการณ์โลก และท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของวงการ NGO และเทรนด์สิทธิมนุษยชนที่ดูจะไม่ดีนัก และแม้ปัจจุบันจะยังให้คำตอบถึงทิศทางในอนาคตของวงการสิทธิมนุษยชนไม่ได้ แต่สำหรับปีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงความไม่แน่นอนอีกครั้ง 

ที่จริงแล้ว หากเลือกได้ เธออยากเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ที่สามารถเลิกงานกลับบ้าน ใช้เวลาพักผ่อนในวันเสาร์อาทิตย์เช่นใครหลายๆ คน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อต้องถามตนเองในปัจจุบัน ประกายดาวมองว่าเธอจะยังคงทำงานนี้ต่อไป และอาจพูดได้เต็มปากว่าเธอไว้ใจองค์กรและชอบการทำงานในวงการนี้มากกว่าที่คิด

“ตอนที่พ่อโดนตัดสินจำคุก สิ่งแรกที่เราคิดคือเราอยากตาย แต่ตอนเกิดเรื่องพี่ต้าร์ สิ่งที่เราคิดคือ จะไม่ยอมตายจนกว่าทุกอย่างแม่งจะคลี่คลาย”

ในวันที่ประกายดาวเติบโตและเรียนรู้บทเรียนชีวิตมากขึ้น เธอเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น และมองเห็นภาพว่าเธอจะสามารถทำงานเพื่อพ่อและคนรักได้อย่างไรบ้าง เธอจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และจะยังคงอยู่กับมันต่อไป เหตุผลของการทำงานเรียบง่ายและตรงไปตรงมา 

“จริงๆ ไม่อยากใช้คําว่าสู้ด้วยซ้ำ เวลาทำงาน เทียนรู้สึกเหมือนเป็นฟันเฟืองที่เล็กมากในองค์กร เลยรู้สึกไม่ได้อยากจะบอกว่าเราสู้ ไม่อยากใช้คําว่าสู้ แค่ช่วย แต่ถ้าจะใช้คําว่าสู้ในทางจิตใจจริงๆ ก็สู้เพื่อ…คนที่เรารัก”

“เราสู้เพราะเราไม่อยากเห็นคนที่เรารักโดนแบบนั้นอีกแล้ว”

แม้จะไม่ยอมแพ้ ความหวังของประกายดาวในปัจจุบันไม่ได้สูง สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเธอ คือ การได้พบเจอกับครอบครัวผู้เสียหายจากการอุ้มหายคนอื่นๆ 

“สิ่งที่พิเศษที่สุดสําหรับเราคือการที่เรามีกันและกัน คือมีญาติอยู่ด้วยกันแค่นั้นแหละ ไม่ได้คาดหวังไปถึงขั้นเอาใครมาไต่สวน เผลอๆ ตายก่อนเพราะกินเหล้าเยอะ เทียนน่าจะตายก่อน”

 เมื่อได้อ่านเรื่องราวของประกายดาวอาจพบกับความเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแรงที่จะสื่อสารความรู้สึกที่แหลกสลายออกมาได้อย่างชัดเจน ประกายดาวยังคงมองไปข้างหน้าถึงการทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ด้วยหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก 

เธออาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่ยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ใช่เพียงผู้สูญเสีย แต่คือผู้ผ่านพ้นที่ยังคงหยัดยืนด้วยเช่นกัน

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

“ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” เมื่อการบังคับสูญหายยุติได้ด้วยการพูดความจริง

0

“ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” เมื่อการบังคับสูญหายยุติได้ด้วยการพูดความจริง

ย้อนไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ได้จัดงาน “แล้วเธอจะปลอดภัยที่ปลายทาง: ยุติการอุ้มหาย รับมือภัยปราบปรามข้ามชาติ” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 5 กันยายน โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือการเปิดตัวหนังสือ “ราคาของความจริง บันทึกการตามหาน้องชายและเส้นทางรณรงค์ยุติการบังคับสูญหายของสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการจัดงานเพียงสองวัน กลับมีความพยายามจากหลายหน่วยงานในการปกปิดและเซ็นเซอร์กิจกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะความพยายามมิให้กล่าวถึงหรือจัดแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวกับวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ น้องชายของสิตานัน ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศกัมพูชา และถูกบังคับสูญหายในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวหนังสือ แต่เป็น “การเผยแพร่ความจริง” เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 จึงเป็นความพยายามอีกครั้งของมูลนิธิ ในการเปิดเผยความจริงในมุมของผู้เสียหายอย่างสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านการจัดงาน “The Price of Truth ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” ซึ่งนอกจากจะเป็นงานเปิดตัวหนังสือราคาของความจริงแล้ว ยังเป็นการระลึกถึงวันเฉลิม เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของการบังคับสูญหายของชายผู้มีเอกลักษณ์เป็นเสื้อฮาวายสีแดงผู้นี้ 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดวงเสวนาในชื่อ “ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” ที่ไม่เพียงแต่พูดคุยในมุมของเจ้าของเรื่องราวและผู้จัดทำหนังสือเท่านั้น แต่วงเสวนายังพาผู้ชมก้าวข้ามประเด็นในหนังสือ ไปสู่การรักษา “ความจริง” เพื่อประโยชน์ของสังคมในระยะยาว ที่ต้องอาศัยทั้งบทบาทของรัฐและประชาชนทุกคน

“ราคาของความจริง” ที่ต้องจ่ายตลอด 5 ปี

“โอ๊ย ช่วยด้วย หายใจไม่ออก” เสียงสุดท้ายของต้าร์ – วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านสายโทรศัพท์ทางไกลจากกรุงพนมเปญ ได้พลิกชีวิตของพนักงานออฟฟิศธรรมดาอย่างสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในชั่วพริบตา จากประชาชนคนธรรมดา สู่การเป็น “พี่สาววันเฉลิม” ที่ต้องเดินทางตามหาน้องชาย ทั้งเดินสายเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ และเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา ดินแดนที่เธอไม่คุ้นเคย และใช้เวลาถึง 2 เดือนเต็มในกัมพูชาเพื่อยืนยันว่าน้องชายเคยอยู่ในกัมพูชา และถูกบังคับสูญหายไปในดินแดนแห่งนี้ รวมทั้งตามหาความจริงถึงเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ซึ่งสิตานันยอมรับว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา “ราคาของความจริง” นั้นช่างมหาศาล

เฉพาะเรื่องน้องชายถูกอุ้มหายไปบนรถตู้กลางวันแสกๆ ก็เป็นเรื่องที่เกินรับไหวแล้ว แต่น้ำหนักที่ทับถมผู้หญิงธรรมดาคนนี้ให้ยิ่งจมดิ่งในความทุกข์ คือความเฉยชาของหน่วยงานรัฐไทย ที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้

“วันที่เราโดน เราไม่รู้เลยว่าเราจะไปไหน แจ้งตำรวจก็แจ้งไม่ได้ เพราะเรื่องเกิดที่ต่างแดน เราก็มีความรู้สึกว่าไม่รู้จะพึ่งใคร ในเมื่อเขาเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา เดินไปหน่วยงานไหน ทุกหน่วยงานที่มีในประเทศไทย ไม่ใช่ว่าเขาช้านะคะ แต่เขาไม่ทำ ซึ่งเรา ประชาชนตาดำๆ ต้องเก็บข้อมูลเองทุกอย่าง หาแม้กระทั่งทุกอย่างไปประเคนให้เขา มันก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย” สิตานันกล่าว

เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับหน่วยงานรัฐไทยเท่านั้น ในกัมพูชาเอง สิตานันก็ต้องเผชิญกับความผิดหวังจากท่าทีของกระบวนการยุติธรรมในกัมพูชา ซึ่งเธอใช้เวลา 2 เดือนเต็มในการตามหาหลักฐานทั้งหมดด้วยตัวเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐที่มีทั้งเงินทุน ทรัพยากรบุคคล และข้อมูลต่างๆ กลับไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้ ในที่สุด เรื่องราวของเธอได้ขึ้นสู่ศาลแขวงของกัมพูชา และใช้เวลเราาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเดินทางไปกับสิตานันในครั้งนั้น กล่าวว่า

“อยากให้ฝากบันทึกไว้ในบันทึกคำให้การว่าวันเฉลิมอยู่ที่กัมพูชา และหายไปที่กัมพูชา สองข้อเท็จจริงนี้มันไม่ได้ถูกบันทึก สุดท้าย สิ่งที่เขาถามและเจนก็ถูกห้ามไม่ให้พูดก็คือว่า เขาพูดเป็นภาษากัมพูชา ผ่านล่าม เพื่อให้เจนบอกกับเขาว่า ‘ที่มาร้องเรียนเนี่ย ต้องการเท่าไร’ เจนบอกว่า ที่มาร้องเรียนไม่ได้ต้องการการชดเชยทางแพ่ง แต่ต้องการทราบความจริงและอยากจะให้ศาลบันทึกความจริงที่เขาจะให้การ”

“สิ่งที่เราต้องการจะพิสูจน์มีแค่นี้เอง แต่มันไม่ถูกยอมรับโดยระบบศาลกัมพูชา และยิ่งไปกว่านั้น การหายไปก็ไม่ถูกยอมรับ หลักฐานมีเป็นปึ๊งเลยนะคะ แล้วเราก็จะต้องทำเป็นภาษาอังกฤษ ภาษากัมพูชา แล้วก็ภาษาไทย ด้วยความพยายามของทีม ข้อเท็จจริงสองข้อนี้ยังไม่เป็นทางการที่ไหนเลย” พรเพ็ญกล่าว  

วันเฉลิมเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวนมากที่เดินทางออกนอกประเทศไทยในช่วงหลังการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. 2557 บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไม่ได้ปกคลุมเฉพาะในแวดวงนักกิจกรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังแผ่ไปยังวงการอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือสื่อมวลชน ซึ่ง วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีกรจาก Spokedark.TV ที่เป็นที่รู้จักจากการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง และเป็นคนหนึ่งที่ต้อง “ระมัดระวัง” ในการสื่อสารจุดยืนของตนเองและสังกัด ถึงกระนั้น ตัวเขาเองก็ยังต้องเผชิญกับคดีความ ซึ่งมีคู่กรณีเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร

“การทำคอนเทนต์ด้วยความกลัวแบบนี้ หรือด้วยความกังวลแบบนี้ มันไม่ปกตินะครับ มันไม่ปกติครับ เรื่องนี้ถ้าเราเอาไปแชร์ให้ต่างชาติฟัง เขาก็จะเอ๊ะเป็นอย่างแรกเลยว่าอย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือว่าประเทศนี้มันไม่ปกติ”

“ที่น่าตลกมากก็คือ จนทุกวันนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันก็ยังเห็นการคุกคามอยู่นะ แล้วความรู้สึกของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็รู้สึกว่ายังมีความกดขี่อะไรสักอย่างที่ทำให้เราไม่สามารถพูดได้ ไม่สามารถแสดงออกได้โดยตรง สิ่งเหล่านี้มันกดเราอยู่ และทำให้คนทำสื่อถึงทุกวันนี้ต้องคิดดีๆ ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป” วิญญูกล่าว

แม้ว่าปัจจุบันนี้ ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเรือน แต่สำหรับวิญญูและหลายๆ คน บรรยากาศของเสรีภาพในการแสดงออกกลับยังมืดมน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

พรเพ็ญเสริมในประเด็นนี้ว่า ที่จริงแล้ว ประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายนักกิจกรรมชาวไทยยังคงถูกพูดถึงอยู่ เพียงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การบันทึกความจริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการพูดความจริง ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือน หรือรัฐบาลข้ามขั้วใดๆ ก็ยังไม่สามารถสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการพูดหรือบันทึกความจริงได้ในขณะนี้

คุณค่าของความจริง

ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง พรเพ็ญกล่าวว่า การบันทึกประสบการณ์และข้อเท็จจริงจากมุมมองของผู้เสียหายมีความสำคัญมากต่องานด้านสิทธิมนุษยชน ไม่เพียงแต่เป็นการเรียบเรียงความคิด สะท้อนตัวตนของผู้เขียน เพื่อให้ดำเนินชีวิตในก้าวต่อไปเท่านั้น แต่ยังอาจจะเป็นจิ๊กซอว์ที่นำไปสู่โอกาสและความเป็นไปได้อื่นๆ ซึ่งอาจหมายรวมถึงการที่ผู้กระทำความผิดที่ได้สัมผัสความรู้สึกของผู้เสียหายจากการอ่านบันทึก และนำไปสู่การยอมรับผิดในที่สุด

ด้าน รศ. ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสนใจและมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับประเด็นความทุกข์ทนทางสังคม (Social Sufferings) ได้สะท้อนมุมมองหลังจากได้อ่านหนังสือราคาของความจริงว่า ความทุกข์ทนทางสังคมนั้นมากเกินกว่าจะถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ และการที่สิตานันถ่ายทอดความรู้สึกออกมาในหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นความเข้มแข็งอย่างมาก

“สิ่งสำคัญที่พี่เจน (สิตานัน) ได้สะท้อน คือความตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง นอกจากเรื่องความเข้มแข็ง อีกด้านหนึ่งก็คือความรู้สึกโกรธ และรวมไปถึงความเกลียดเพื่อนของต้าร์ด้วย ผมรู้สึกว่าเรื่องความโกรธ ความเกลียด คนที่ไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองจะรู้สึกว่าไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะเถียง แต่เรื่องนี้ผมรู้สึกว่า เฮ้ย! คุณจะรู้สึกญาติดีกับคนที่มีส่วนกับเรื่องนี้ได้เหรอ ผมคิดว่าเป็นส่วนที่น่าสนใจ”

ใจความหนึ่งในหนังสือที่บุญเลิศมองว่าน่าสนใจ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้สิตานันยังคงยืนหยัดตามหาความจริงและทวงความยุติธรรมให้กับน้องชายและครอบครัว คือจุดที่บอกว่า “เราคิดเสมอว่า ‘มึงทำกับแปดคนก่อนหน้านี้แล้วเรื่องเงียบ แต่ไม่ใช่กับกู กับน้องกู กับครอบครัวกู’”

“ผมคิดว่าความสูญเสียของต้าร์ คือความสูญเสียของเราด้วย” บุญเลิศกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการสูญเสีย แต่ในอีกทางหนึ่ง การหายตัวไปของวันเฉลิมเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนักถึงพิษภัยของการบังคับสูญหาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ การที่สังคมจับตามองประเด็นนี้จึงอาจทำให้การบังคับสูญหายไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ที่รัฐจะนำมาใช้ปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง บุญเลิศตั้งข้อสังเกตว่า การที่สิตานัน “ปักธง” ว่าจะไม่อยู่เงียบๆ และเลือกเล่าเรื่องราวการหายตัวไปของน้องชายสู่สาธารณะ เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ เพื่อประกาศตามหาวันเฉลิม 

“ผมคิดว่าการยืนเคียงข้างแบบนี้ อย่างน้อยมันทำให้มันไม่ลามไปถึงคนอื่น แน่นอนว่าบรรยากาศมันไม่ได้ดีขึ้น แต่คุณูปการสำคัญคือมันหยุด มันไม่โดมิโนไปหาใครเรื่อยๆ ผมคิดว่าสิ่งที่พี่ทำอยู่มันมีคุณค่าและมีความหมายมาก” บุญเลิศกล่าว

ขณะที่การบังคับสูญหายเป็นราคาที่ประชาชนต้องจ่ายจากการพูดความจริงที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ บุญเลิศชี้ว่า ที่จริงแล้ว ฝ่ายผู้มีอำนาจต้องเป็นคนจ่ายให้กับชีวิตที่ถูกทำให้สูญหาย โดยการถูกดำเนินคดีและพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบังคับสูญหายยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจตัวจริงไม่เคยถูกเอาผิด และสามารถอยู่รอดไปกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ผู้ที่ถูกจับกุมตัวมักจะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเท่านั้น

“การที่เราไม่สามารถลงโทษคนที่กระทำความผิด มันทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ แต่อย่างน้อยที่สุด การลุกขึ้นสู้ก็ทำให้การพูดเรื่องความจริงกลายเป็นกระแสได้” บุญเลิศระบุ

นอกจากนี้ บุญเลิศกล่าวว่า ชื่อของหนังสือเล่มนี้ควรเปลี่ยนจาก “ราคาของความจริง” เป็น “คุณค่าของความจริง”

“มันเป็นคุณค่าของการค้นหาความจริง สำหรับผู้เสียหาย มากกว่าการได้ค่าชดเชยคือการทราบความจริง การทำให้สังคมตระหนักว่าเขาคือเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ มันไม่ใช่การบิดเบือน แต่มันคือคุณค่าของความจริง”

ด้านวิญญูก็ทิ้งท้ายไว้ว่า ประชาชนคนไทยทุกคนล้วนเป็นผู้ถูกกระทำ และอดทนต่อการถูกกระทำซ้ำๆ มาเสมอ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ทุกคนไม่ช่วยกันก็ยากที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
“คนที่อยู่ทางบ้านตอนนี้ คนที่อยู่ในงานตอนนี้ ผมก็เข้าใจว่าเจอกันความผิดหวังหลายอย่าง เจอกับความเจ็บปวดหลายอย่าง เสียใจ เสียความรู้สึกอะไรหลายอย่าง ยังไม่สายเกินไปหรอกครับ ที่เราจะช่วยกันส่งเสียงกันต่อ วันนี้ผมขอแล้วกันว่า ช่วยกันส่งเสียงเพื่อให้เรื่องนี้กระจายไปในสังคมให้มากขึ้น แล้วก็ถูกพูดถึงให้มากขึ้นที่สุด” วิญญูกล่าว

ปาฐกถาปิดงาน “The Price of Truth ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” โดยพรรณิการ์ วานิช

0

ปาฐกถาปิดงาน “The Price of Truth ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” โดยพรรณิการ์ วานิช

อยากเริ่มด้วยอะไรเชยๆ อยากเริ่มด้วยบทกวี ซึ่งจะทดสอบความเป็นเด็กเนิร์ดภาษาไทยในตัวคุณ เคยได้ยินกวีบทนี้หรือเปล่า 

“เธอตายเพื่อปลุกให้คนตื่น

เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน

เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน

แต่จะหนักและจะแน่นเป็นแผ่นดิน”

บทกวีบทนี้ ดอกจันทน์ว่าแต่งโดยคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นบทกวีในยุคขวาพิฆาตซ้าย เป็นบทกวีที่ชื่อว่า “กระทุ่มแบน” บทกวีบทนี้ เธอคนนั้น คือคุณสำราญ คำกลั่น เป็นกรรมกรหญิง จากโรงงานกระเบื้องเคลือบที่อ้อมน้อย คุณสำราญเป็นกรรมกรหญิงที่ถูกฆ่า เธอไม่ใช่ผู้นำแรงงานนะคะ เป็นคนที่ไปร่วมชุมนุมอยู่ตรงนั้น และเป็นคนแรกที่เสียชีวิต มีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องในยุคขวาพิฆาตซ้าย กรรมกรนัดหยุดงาน ฝ่ายขวาก็เอานักเลงมาทำร้ายกรรมกร 

28 กรกฎาคม 2518 คุณเนาวรัตน์บอกว่า คุณสำราญ กรรมกรหญิงอายุ 15 อายุ 15 ปี ตอนที่เธอตาย จะเป็นคนที่ตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่นและเห็นถึงความเข้มข้นของการต่อสู้ของกรรมกรในขณะนั้น ช่ออยากให้คำกล่าวของช่อเป็นเรื่องนี้ค่ะ การตายที่ปลุกให้ทุกคนตื่น มีการตายอีกหลายครั้งค่ะ ที่ตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่น 

ทุกคนเคยเห็นภาพเด็กผู้ชายชาวเคิร์ดคนหนึ่งที่นอนอยู่ที่ชายฝั่งของอิตาลี อลัน เคอร์ดิช เด็กอายุไม่กี่ขวบ ความตายของเขาซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในคนจำนวนมากมายที่ตาย ผู้อพยพลี้ภัยชาวซีเรียที่เสียชีวิตหลังจากนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ยุโรป การตายของอลัน เคอร์ดิช ปลุกกระแสการปรับนโยบายรับมือผู้ลี้ภัยซีเรียครั้งใหญ่ในยุโรป เป็นการตายเพื่อปลุกให้ทุกคนตื่น

การตายของจอร์จ ฟลอยด์ คนดำในสหรัฐอเมริกา ประโยคสุดท้ายของเขาเป็นประโยคสุดท้ายเดียวกับวันเฉลิม “I can’t breath” “ช่วยด้วย ผมหายใจไม่ออก” 

ก่อนหน้านั้นคือเอริก การ์เนอร์ คนดำเหมือนกัน ถูกตำรวจอเมริกันสังหาร โดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน เป็นการตายระหว่างถูกจับกุมแล้วก็ถูกล็อกคอ การตายของคนดำสองคนที่จบลงด้วยคำว่า “I can’t breath” เหมือนกัน ได้ปลุกกระแสการต่อสู้เรื่องสีผิวและความไม่เท่าเทียม และการใช้อำนาจ ใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้แต่การตายของคนเสื้อแดง เมษายน – พฤษภาคม 2553 การตายตรงนั้นถูกกวาดล้างความจริงไปด้วย Big Cleaning แต่ก็ถูกนำกลับมาโดยการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว 

หลายคนอาจจะมองว่าการตายเหล่านี้เป็นการตายที่สูญเปล่า จุดไฟขึ้นมาปังเดียว สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านกระแสขวาในยุโรปได้ การตายของคนเสื้อแดง ก็สูญเปล่า ดูรัฐบาลเพื่อไทยตอนนี้สิ พวกเราตายฟรี การตายของสำราญ คำกลั่น ปลุกให้คนตื่นตรงไหน ทุกวันนี้ค่าแรงยังขึ้นไม่ได้เลย 400 บาท ถ้าคุณมองแบบนั้น ช่อรู้สึกว่าคุณกำลังดูถูกการต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา 

ช่อคิดว่าวันนี้เรามาอยู่ที่นี่เพราะว่า ทุกการตายมีความหมาย และเมื่อมันปลุกให้ทุกคนตื่น คนที่ตาย ตายไปแล้ว การต่อสู้ของเขาจบลง แต่สำหรับพวกเราที่รับรู้การตายของเขา อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เรา ว่าเราจะสู้หรือเราจะยอมจำนน เราจะทำให้การตายนั้นเป็นการตายฟรี หรือเราจะทำให้การตายนั้น เป็นการตายที่ปลุกให้ทุกคนตื่น

กลับมาพูดถึงต้าร์ วันเฉลิม คน 99.99% ในประเทศนี้ไม่รู้จักต้าร์ วันเฉลิมมาก่อน จนกระทั่งมีโปสเตอร์สีเหลืองชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในเดือนมิถุนายน 2563 เข้าใจว่าชื่อทางการของโปสเตอร์ชุดนี้ ชื่อว่า Missing ตามหาคนหาย โปสเตอร์สีเหลืองถ่ายรูปสวยมาก Instagramable เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง 

บุคคลในโปสเตอร์ไม่ได้มีต้าร์ วันเฉลิมคนเดียวนะคะ มี 16 คน ไล่ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์อย่างหะยีสุหลง ไล่มาจนถึงครูเตียง ศิริขันธ์ มาจนถึงสุรชัย แซ่ด่าน สหายกาสะลอง สหายภูชนะ และคนอื่นๆ อีกมาก และคนสุดท้ายคือต้าร์ วันเฉลิม ไม่รู้ทำไม โปสเตอร์ของต้าร์ วันเฉลิม เป็นสิ่งที่ประทับจิตใจผู้คนมากที่สุด ให้ช่อเดานะคะ มันเป็นเพราะว่าหน้าตาของต้าร์ วันเฉลิม มันเหมือนกับพวกเรา มันเป็นคนหน้าซื่อๆ คนหนึ่ง เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ใส่แว่น ดู Geek ดูเนิร์ดๆ หน้าตาเหมือนเพื่อนเรา ใส่เสื้อฮาวาย นี่คือสิ่งที่ทรงพลัง และต้องชมคนที่จัดทำโปสเตอร์ว่า เขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม โปสเตอร์ 16 แผ่น 16 แบบ แต่แบบที่ทรงพลังที่สุด มันคือโปสเตอร์ของต้าร์ วันเฉลิม ไม่ใช่ว่าเขาพิเศษค่ะ แต่เป็นเพราะว่าเขาทำให้คนรู้สึกได้ว่า ถ้าคนหน้าตาแบบนี้โดนอุ้มหายได้ กูก็โดนอุ้มหายได้เหมือนกัน

ความตายอันเลวร้ายและฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่พี่น้องของต้าร์ วันเฉลิม เกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเรา เกิดขึ้นกับพี่สาวของเราได้ และนี่คือพลังที่ปลุกให้ทุกคนตื่น นี่คือการต่อสู้ที่จะส่งต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบเท่าที่เราไม่ยอมจำนน สำหรับช่อนะคะ นี่ไม่ใช่หนังสือค่ะ เหมือนที่โปสเตอร์เหลือง 16 แผ่นนั้น ไม่ใช่โปสเตอร์ สำหรับช่อ โปสเตอร์เหลือง 16 แผ่นนั้น เป็นแคมเปญการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษ เพราะว่ามันได้ปลุกให้คนตื่นขึ้นมารับรู้ว่ามีอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติที่เรียกว่าการบังคับสูญหายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีใครรับผิดชอบ ในประเทศไทย โปสเตอร์ 16 แผ่นนั้น คือแคมเปญค่ะ คือเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และหนังสือเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน ช่อเรียกสิ่งนี้ว่า การไม่ยอมจำนน 

มันมีตลกร้ายที่ชอบพูดกันว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คนพูดต่างหากที่ตาย” ไม่ตลกค่ะ เพราะมีคนตายจากการพูดความจริงเยอะแล้วในประเทศไทย แถมตายฟรีในแง่ที่ว่าคนทำไม่ต้องรับผิดชอบ เล่มบางๆ ค่ะ เล็กๆ อ่านแป๊บเดียวก็จบ ช่ออ่าน 20 นาทีจบเลยนะคะ แต่มันไม่ใช่หนังสือค่ะ มันคือการพิสูจน์ว่า ความจริงไม่มีวันตาย และคนที่พูดก็จะไม่ตาย ถ้ามีคนพูดมันเป็นล้านๆ คน 

คนพูดที่ตายเพราะว่าพูดอยู่คนเดียว พูดคนเดียว ตายในประเทศบัดซบนี้ แต่ถ้าพูดเป็นล้านคน ไม่ตาย และความจริงจะส่งต่อ ขยายไปเรื่อยๆ นี่คือพลังของแคมเปญที่ช่อคิดว่าจะเป็นแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษต่อไป เพราะว่าของทศวรรษนี้เป็นของโปสเตอร์สีเหลืองแล้ว เพราะฉะนั้น อันนี้จะเป็นของทศวรรษต่อไป 

สำหรับช่อ การที่จะทำให้ความจริงไม่ตาย และคนพูดต้องไม่ตาย เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ในความเป็นจริง การส่งต่อความจริง การรักษาความจริงเอาไว้ควรเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจใช่ไหมคะ เวลาที่เขาจะสมานฉันท์ (Reconciliation) เขามีคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆ ในประเทศบัดซบนี้ค่ะ เราอาจจะไม่ได้เห็นมันในอนาคตอันใกล้ จากผู้มีอำนาจรัฐ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไม่ฝันถึง หรือไม่เรียกร้องถึงมัน 

ในระยะปัจจุบันเฉพาะหน้า ช่อคิดว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่จะต้องช่วยกันรักษาความจริง และพูดความจริงให้คงอยู่ ตัวเราจะเป็นหนึ่งในแสน หนึ่งในล้าน หนึ่งในสิบล้านคนที่รักษาและส่งต่อความจริงนี้ แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยอย่าทำแบบนี้มากเกินไปนะคะ พวกเราถูกเลี้ยงดูมาในประเทศที่บุฟเฟต์เกินไป ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเอง ช่วยเหลือกันเองมากจนเกินไป ในขณะที่วันนี้เราเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อความจริง เรามาช่วยกันเรียกร้องอีกอย่างหนึ่งค่ะ นั่นก็คือการเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจทำหน้าที่ของเขาค่ะ 

ช่อรอค่ะ ในวันที่คุณทักษิณพูดเป็นครั้งแรกที่เนชั่นว่า เรื่องในกัมพูชาไม่มีอะไรหรอก เคลียร์ได้ สนิทกัน ดิฉันรอมากว่า ฉันจะหาจังหวะไหนที่ดีที่สุดในการตอบประเด็นนี้ ในวันที่แพทองธารพูดว่า ก็ยอมรับว่าครอบครัวทั้งสองประเทศสนิทสนมคุ้นเคยเป็นเพื่อนกัน ดิฉันตั้งใจมากเลยว่าดิฉันต้องมาพูดสิ่งนี้ที่งานนี้ให้ได้ ไม่ใช่พูดให้ต้าร์ วันเฉลิมนะคะ พูดให้กับคนไทยทุกคน ที่เป็นประชาชนผู้เสียภาษีให้กับรัฐบาล 

รูปที่อยู่ข้างหลังนี้ เมื่อสักครู่ได้ถูกพูดไปแล้ว สนิทกันจริงค่ะ วันนี้เรื่องนี้ไม่ต้องพิสูจน์ ถูกยอมรับอย่างเปิดเผย ฮุนเซนเป็นคนแรกที่มาเยี่ยมทักษิณถึงบ้านในวันที่ทักษิณกลับถึงประเทศไทย คุณแพทองธารไปกัมพูชาเป็นประเทศแรก ตอนที่เป็นนายกฯ ฮุนมาเนตมาประเทศไทยเป็นประเทศแรกตอนที่เป็นนายกฯ เป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สิ่งที่เราเรียกร้องก็คือ ช่วยพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ความแน่นแฟ้นนี้จะนำมาซึ่งความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนในชาติ

คนในรูปนี้คือคนที่สนิทกับอดีตนายกฮุนเซน คนในรูปนี้ปรากฏตัว มีหลักฐานว่าปรากฏตัวในวันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป คนในรูปนี้ปรากฏรูปในวันที่ทักษิณสวมกอดฮุนเซน ถ้าสนิทกัน ขอท่านจงพิสูจน์ตัวเองค่ะว่า ความสนิทสนมนั้นจะนำมาซึ่งความเป็นธรรมให้กับคดีของต้าร์ วันเฉลิม ท่านต้องพิสูจน์ว่าความสนิทสนมของท่านจะรับใช้ประชาชนคนไทย ถ้าไม่คิดว่าทำให้ประชาชนคนไทย ขอให้คิดว่าทำให้คนที่รับใช้พรรคเพื่อไทยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

คือรัฐบาลควรจะทำเพื่อประชาชนคนไทย แต่ท่านไม่คิดแบบนั้น คิดว่าทำให้กับข้าเก่าเต่าเลี้ยงที่รับใช้ท่านจนวันสุดท้ายของชีวิต ขอให้ใช้ความสนิทสนมที่ท่านพูดถึงอย่างภาคภูมิใจ หลายครั้งหลายหน ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อำนวยความเป็นธรรมให้กับคดีของต้าร์ วันเฉลิม และช่วยการันตีว่าความสนิทสนมนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “โสมมประชาคมอาเซียน” แต่เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความผาสุกและประโยชน์สุข

ขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องไปถึงคุณแพทองธาร ชินวัตร และคุณทักษิณ ชินวัตร พิสูจน์ให้ประชาชนคนไทยเห็นว่าคุณคือผู้นำที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวคุณ และเพื่อนสนิทของครอบครัวคุณค่ะ

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

8 วันผ่านไป ศาลอาญายังไม่มีคำสั่งนัดวันไต่สวน กรณีธงชัย วินิจจะกูล ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

0

8 วันผ่านไป ศาลอาญายังไม่มีคำสั่งนัดวันไต่สวน กรณีธงชัย วินิจจะกูล ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมต่ออานนท์ นำภา และผู้ต้องขังคนอื่น ๆ

วันนี้  (9 มิถุนายน 2568)  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เรื่อง ขอให้ทบทวนแนวปฏิบัติในการไต่สวนโดยพลัน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 26 หลังจากที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ทนายความของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธงชัย  หรือผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวันนัดไต่สวนพร้อมทั้งบัญชีพยานประกอบการไต่สวนต่อศาลเพื่อให้พิจารณากำหนดวันนัดไต่สวนตามวันที่ผู้ร้องสะดวก บัดนี้นับเป็นเวลา 8 วัน ที่ศาลอาญายังไม่มีคำสั่งกำหนดวันนัดไต่สวนหรือให้ผู้ร้องดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด 

สำหรับจุดประสงค์ในการยื่นคำร้องต่อศาลนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวว่า ตนต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดและพิจารณาถึงความจำเป็น ความได้สัดส่วนในการใช้เครื่องพันธนาการต่อนายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนฯ ซึ่งความร้ายแรงในการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้ต้องขังล้วนเป็นการตีตรา ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง  

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวอีกว่า “ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ และวิญญูชนในห้องพิจารณาคดีล้วนเป็นอารยชนที่เข้าใจดีว่าการปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรีเป็นอย่างไร น่าเวทนา น่ารังเกียจขนาดไหน การพันธนาการนักโทษที่ไม่ได้คิดหรือมีพฤติกรรมจะหลบหนี ย่อมเป็นที่สะเทือนใจต่ออารยชนอย่างเราทุกคน แล้วทำไมจะต้องสืบทอดการปฏิบัติอันป่าเถื่อนเช่นนั้นต่อไป”

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ธงชัย ยังระบุว่า การวิตกว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีนั้น โดยสถิติและโดยสามัญสำนึก เป็นไปได้น้อยมาก มีเพียงไม่กี่คดี การเหมารวมว่านักโทษส่วนใหญ่พยายามหลบหนีจึงต้องใช้เครื่องพันธนาการนั้นย่อมไม่ถูกต้อง เป็นการเหมารวมที่โหดร้าย โดยเฉพาะในกรณีของอานนท์ ที่ไม่ปรากฏพฤติกรรมหรือประวัติที่พึงสงสัยหรือพยายามหลบหนี อีกทั้งการที่อานนท์เป็นบุคคลที่สังคมนานาชาติให้ความน่าเชื่อถืออย่างมาก ย่อมถูกจับตามองจากสายตาของคนทั่วโลก การใช้เครื่องพันธนาการจึงอาจไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

การที่ศาลยังไม่มีคำสั่งตามที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องและปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เกี่ยวข้องเป็นวงกว้าง ผู้ร้องจึงขอให้ศาลทบทวนแนวทางปฏิบัติในการไต่สวนโดยพลัน ในฐานะศาลที่เป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรม  รวมทั้งผลักดันให้เกิดการทบทวนการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคำสั่งศาลและกำหนดวันนัดไต่สวนอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันว่าสำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สิทธิของผู้ต้องขังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง