ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

19 มิ.ย. ทนง โพธิ์อ่าน ถูกบังคับสูญหาย และการล่มสลายของเครือข่ายแรงงานไทย

0

19 มิ.ย. ทนง โพธิ์อ่าน ถูกบังคับสูญหาย และการล่มสลายของเครือข่ายแรงงานไทย

วันที่ 19 มิถุนายน ของทุกปีดูเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะวันสำคัญสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน แต่วันนี้กลับเป็นวันสำคัญของ “วีรบุรุษที่ถูกลืม” ผู้หนึ่ง การหายสาบสูญของเขาไม่ได้เป็นเพียงการแตกสลายของหนึ่งชีวิต แต่ยังเป็นการสูญหายของขบวนการแรงงานที่เคยมีบทบาทและมีพลังเป็นอย่างมากในอดีต  

ด้วยเหตุนี้ การจะทำให้ขบวนการแรงงานไทยไม่ถูกลืม อาจต้องเริ่มจากการจดจำ “ทนง โพธิ์อ่าน” อดีตแกนนำแรงงานคนสำคัญของประเทศที่ถูกรัฐอุ้มหายในวันที่ 19 มิถุนายน 2534 เขาคือหนึ่งในนักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานที่มองเงินค่าแรงขั้นต่ำมากไปกว่าน้ำที่หล่อเลี้ยงหนึ่งชีวิตกรรมกร แต่ต้องหมายรวมถึงครอบครัวพวกเขาและคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติตามที่เหล่าแรงงานผู้ขับเคลื่อนประเทศนี้คู่ควรได้จะได้รับ 

“หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เป็นคำนิยามจากสื่อที่ขับเน้นถึงความใจเด็ดและไม่เกรงกลัวผู้ใดของผู้ให้กำเนิดวาทกรรมอย่าง “วันนี้สามช่า วันหน้าไม่มีแผ่นดินอยู่นะ” หรือ “ไอ้พวกรัฐประหาร ควายทั้งนั้น” ต่อคณะรัฐประหารที่เผ็ดร้อนและตรงไปตรงมา คุณลักษณะความร้อนแรงที่ทนงมีนำพาเขาไปสู่ชัยชนะหลายประการในการเรียกร้องและยืนยันสิทธิของผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมแรงงานทุกกลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียว จนเกิดเป็นพลังขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งในการเรียกร้องสิทธิและต่อรองกับรัฐ

ความไม่ยำเกรงต่ออำนาจ ทั้งยังสามารถรวมพลังแรงงานให้กลายเป็นขบวนการและมีอำนาจต่อรองที่ไม่ธรรมดา สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอำนาจเบื้องบน โดยเฉพาะอำนาจของรัฐบาลทหารอย่างคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทนง โพธิ์อ่าน ต้องหายสาบสูญไปใน พ.ศ. 2534 จนกระทั่งทุกวันนี้ กว่า 30 ปีมาแล้ว ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขา

ขบวนการแรงงานไทยในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน 

ในช่วง พ.ศ. 2516 – 2519 หรือนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นช่วงเวลาที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน” หลังการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนสามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ได้สำเร็จ นำไปสู่ช่วงเวลาที่ประชาชนไทยตื่นตัวทางการเมือง และตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมากและมีการชุมนุมเรียกร้องสิทธิต่างๆ อย่างคึกคัก 

ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ขบวนการแรงงานไทยเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2518 ที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บังคับใช้ ในแง่หนึ่งกฎหมายดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อควบคุมจัดการการรวมกลุ่มของกรรมกรหรือผู้ใช้แรงงาน โดยกำหนดกรอบบางประการขึ้นมาผ่านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายนี้ทำให้การรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้แรงงานรู้สึกว่าการรวมกลุ่มได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย 

นอกจากนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มสหภาพแรงงานเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงผู้นำแรงงานคนสำคัญหลายคน เช่น ไพศาล ธวัชชัยนันท์, อาหมัด ขามเทศทอง, สวัสดิ์ ลูกโดด เป็นต้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ขบวนการแรงงานทั่วโลกมีพลังและอำนาจต่อรองสูง ทำให้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เช่น สมาพันธ์สหภาพแรงงานเสรีระหว่างประเทศ (ICFTU) ได้เข้ามาสนับสนุนขบวนการแรงงานไทยในขณะนั้นเช่นกัน1บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (2544). ทนง โพธิ์อ่าน 10 ปี แห่งการสูญหาย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน (หน้า 72-73)

ทนง โพธิ์อ่าน ก็เป็นหนึ่งในดาวเด่นระดับผู้นำแรงงาน ทนงเริ่มต้นการทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการ  ต่อมาไปทำงานบริษัทเฟสโก้ (S.G.S.) ที่สีลม  เคยผ่านอาชีพรับซื้อของเก่า  ขับรถสองแถวสายสีลม-บางรัก ก่อนเข้าสู่วงการแรงงานเต็มตัว ในช่วงปี 2517 อาจเรียกได้ว่า เขาเองก็เป็นกรรมกรคนหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงานเองในเวลาต่อมา

จากข้อมูลปรากฏว่าทนงเริ่มเข้าสู่วงการแรงงานจากการชักชวนโดยสุวิทย์ ระวิวงศ์ ให้มาอยู่ในสหภาพแรงงานขนส่งสินค้าส่งออก (ทางน้ำ) ซึ่งมีพี่น้องกรรมกรแบกข้าวสารขึ้นเรือสินค้าเป็นสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในการรวมกลุ่มรูปแบบใหม่ คือ เป็นการรวมกลุ่มแบบ Industrial Union หรือการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานประเภทกิจการหรือในระดับอุตสาหกรรมมากกว่าการรวมกลุ่มแยกย่อยอย่าง In-House Union ที่เป็นการรวมกลุ่มภายใต้กิจการอันหนึ่งอันใด นั่นทำให้สหภาพฯ สามารถมีสมาชิกกว้างขวางและมีกำลังในการเรียกร้องเจรจากับนายจ้างมาก    

สกุล สื่อทรงธรรม ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ได้เล่าถึงการพบกับทนงเป็นครั้งแรกว่า

“เท่าที่จำได้ ผมรู้จักคุณทนง โพธิ์อ่าน ประมาณปี 2517 โดยคุณสุวิทย์ ระวิวงศ์ ประธานสมาคมลูกจ้างขนส่งและบริการเสริมการขนส่งสินค้าออก เป็นผู้ชักชวนมาเข้าร่วมเป็นกรรมการสมาคม เข้าใจว่าคุณสุวิทย์คงเห็นว่า นอกจากคุณทนงจะทำงานตรวจสอบสินค้าพืชผลเช่นเดียวกับตนแล้ว ยังเป็นคนปากกล้า เอาจริงเอาจังแบบเอาไงเอากัน ที่ดีมากๆ คือ มีใจนักเลง ซึ่งถูกโฉลกกับคุณสุวิทย์และสหภาพแรงงาน”2บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 64

ขาขึ้นของเศรษฐกิจประเทศ การขยายตัวของแรงงาน และเสียงที่ดังขึ้นของทนง

ช่วง พ.ศ.  2531 – 2534 บนเส้นเวลาประวัติศาตร์ชาติ  ยุคสมัยของรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นที่เลื่องลือถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นโยบายต่างประเทศอย่าง “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” เป็นหนึ่งในนโยบายที่สร้างผลงานให้กับรัฐบาลนี้ นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดถึง 12.4% มีการส่งออกสูงที่สุดจากเดิมสามแสนล้านบาทเป็นแปดแสนล้านบาท3ธนากิต. ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545. อ้างใน https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93_(%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81)#cite_note-14 แม้จะมีความเห็นจากนักวิชาการว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการก่อตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่ที่นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศในปี 2540 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย และแม้แต่ทนงและกลุ่มแรงงานเองก็เห็นพัฒนาการนี้ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ 

            ชาลี จันทวงศ์ อดีตเลขาธิการ สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าทนงเองก็เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดี

“ทนง โพธิ์อ่าน ชื่อนี้ขจรไปไกล ICFTU เห็น สันติบาลเห็น และหน่วยข่าวกรองทหารก็จะเห็นด้วยเช่นกัน ผลของการเป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างฯ ก็ไต่ขึ้นสู่การเป็นวุฒิสมาชิก เป็นปากเสียงให้แก่คนงานได้ในอีกระดับหนึ่ง ถึงเป็นยุคฟองสบู่ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูขนาดหนัก ผู้เขียนได้ยินประธานฯ ทนง โพธิ์อ่าน พูดตลกปนจริงเสมอว่า ‘ยุคนี้ขายขี้ก็รวย’”4บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 72-73

ด้วยความโดดเด่นของทนงในการต่อสู้เพื่อแรงงานทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปี 2534 ที่ถูกบังคับให้สูญหาย หนึ่งในผลงานสำคัญของทนงคือการผลักดันเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นถัวเฉลี่ยแล้วมีการปรับขึ้นปีละ 10 บาท และหากปีใดที่ค่าจ้างขึ้นน้อย ทนงมักให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ขอปลาทูได้ปลาซิว”5ทวีป กาญจนวงศ์. (2559). ย้อนอดีต 25 ปี ทนง โพธิ์อ่าน นักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน. สืบค้น 16 มิถุนายน 258, จาก https://aromfoundation.org/2016/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-25-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2/

ต่อมาทนงได้โอกาสจากการได้รับแต่งตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้เสียงของทนงและเสียงของแรงงานดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทนงเองเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2532  ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งถึงความตั้งใจในบทบาทใหม่นี้

“การที่ผู้นำแรงงานวิตกว่าการให้รัฐบาลแต่งตั้งตนเป็นวุฒิสมาชิก เพื่อระงับบทบาทในเรื่องการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน เนื่องจากเป็นผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลก็คงคิดผิดเพราะถึงได้เป็นวุฒิสมาชิกแล้วการ การเคลื่อนไหวทางด้านแรงงานกลับจะเข้มข้นขึ้น เพราะคำพูดของตนมีน้ำหนักมากขึ้น ขอยืนยันว่าไม่มีอำนาจใดจะมายับยั้งการเคลื่อนไหวการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน และตนจะไม่ยืนอยู่ข้างรัฐบาลในทุกเรื่อง ดังเช่น ผู้นำแรงงานเคยกระทำ” 6บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 24

อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญในช่วงเวลานี้คือ การผลักดันและผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 โดยทนงเองก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้น

นอกจากการผลักดันค่าจ้างขั้นต่ำ พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ การสร้างเอกภาพในขบวนการแรงงาน ยังมีความพยายามผลักดันในประเด็นอื่นๆ ทั้งเรื่องสัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม ความพยายามยุบกรมแรงงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เพื่อออกมาตั้งแยกเป็น กระทรวงแรงงาน ดังที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอำนาจและความเข้มแข็งแก่เหล่าแรงงาน 

รัฐประหารทำลายทุกสิ่ง

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534  คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจการปกครองจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยพลังของขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งและน่าหวั่นเกรงสำหรับรัฐได้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 ภายหลังการรัฐประหารเพียงสองวัน รสช. ได้เรียกผู้นำแรงงานทั้งหมดเข้าพบที่สนามเสือป่าเพื่อชี้แจงนโยบายและเหตุผลของการยึดอำนาจ โดยมีพลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ชี้แจง พร้อมกล่าวว่า “ทุกข์ของกรรมกรถือเป็นทุกข์ของทหาร”7นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์. (2557). 23 ปี ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงาน ที่หายไป หลังต้านรัฐประหาร รสช.สืบค้น 10 มิถุนายน 2568, จาก https://prachatai.com/journal/2014/06/54093

สาเหตุการยึดอำนาจการปกครองที่ รสช. แถลง 5 ประการ คือ รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา รัฐบาลมีความพยายามทำลายสถาบันทหาร และรัฐบาลบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าในเหตุผลเหล่านี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของสังคมแต่อย่างใด มีเพียงแต่การโจมตีไปที่รัฐบาลและนักการเมืองเท่านั้น8บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (ม.ป.ป.).  ทนง ผู้สาบสูญ 19 0 (หน้า 160 – 171)  ทนงเองก็แสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากความก้าวหน้าของประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และการผลักดันเรื่องสิทธิของแรงงานกำลังเป็นไปได้ด้วยดี

บรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย ได้เล่าถึงบรรยกาศในการพูดคุยระหว่าง รสช. และผู้นำแรงงานว่า 

“คุณทนงโกรธ รสช. มาก วันแรกที่คณะปฏิวัติ รสช. ได้เรียกผู้นำแรงงานเข้าพบทั้งหมด ผมกับคุณทนงไปด้วย คุณทนงได้ถูกเรียกชื่อโดยพลเอกสุจินดาว่าใครชื่อทนง คุณทนงได้พูดด้วยน้ำเสียงดังว่าผมเอง คุณทนงได้พูดหลายเรื่องเกี่ยวกับการกระทำของ รสช. ต่อหน้าคณะปฏิวัติ รสช. อย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่นิดเดียว”

“ประชาธิปไตยกําลังจะเต็มใบบังเอิญมีควายมาขวาง” คือประโยคที่ทนงพูดต่อหน้าพลเอกสุจินดา คราประยูร และคณะ รสช. จากคำบอกเล่าของวรชาติ อหันทริก รุ่นน้องของทนงในวงการแรงงาน และคนรอบตัวทนงที่อยู่ในเหตุการณ์การพูดคุยระหว่างเหล่าผู้นำแรงงานและ รสช. เชื่อว่านี่อาจเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่นำไปสู่การอุ้มหายทนง

ราคาที่ต้องจ่ายจากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมานั้นสูงลิบลิ่ว เพราะภายหลังจากการรัฐประหาร ทนงได้บอกกล่าวกับคนรอบตัวทั้งเพื่อนในสหภาพฯ และครอบครัวให้รับรู้ได้ว่าตนกำลังถูกติดตามอยู่ตลอด รัชนีย์บูรณ์  โพธิ์อ่าน ภรรยาทนงได้เล่าว่าทนงเคยพูดกับตนว่า 

“มีคนคอยตามอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน เขาถูกข่มขู่และติดตามทุกฝีก้าว และสั่งเสียว่า ถ้าหายไป 3 วัน แสดงว่าถูกลักพาตัวไป หากไม่ติดต่อกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่าเสียชีวิตแล้ว”9วาสนา ลำดี. (2559). ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานผู้ท้าเผด็จการ. สืบค้น 10 มิถุนายน 2568, จาก https://voicelabour.org/?p=24485

มรดก รสช. ที่แรงงานไม่ต้องการ 

ผลงานของ รสช. ที่ทิ้งไว้และส่งผลถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นมรดกที่แรงงานไม่ต้องการนั้นมีหลายประการ ที่สำคัญคือ การออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อจำกัดการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน ในหลายด้าน ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาลูกจ้างต้องจดทะเบียน การนัดหยุดงานทำได้ยากขึ้น และกรรมการสหภาพแรงงานที่ถูกปลดจะกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้ต้องพ้นหนึ่งปี นับจากวันที่ถูกปลด 

นอกจากนี้ รสช. ได้พยายามตัดแขนตัดขาขบวนการแรงงาน โดยการพยายามแยกและยุบอำนาจของแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากขบวนการไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องต่อรองได้ดังก่อน เนื่องจากแรงงานรัฐวิสาหกิจถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้ขบวนการแรงงานมีอำนาจต่อรองสูง เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นกิจการที่ให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ การหยุดเดินรถไฟ การงดจ่ายน้ำประปา หรือตัดไฟฟ้า ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ

ความพยายามดังกล่าวได้แสดงออกผ่านการออก พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2534 เพื่อแก้ไขไม่ให้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจ และออกกฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ซึ่งมีใจความสำคัญคือ ยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเดิมและจัดตั้งเป็นสมาคม ซึ่งมีบทบาทจำกัดเพียงการยื่นข้อเสนอและคำร้องทุกข์ด้านสิทธิประโยชน์เท่านั้น ไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองร่วมเหมือนภาคเอกชน นอกจากนี้ที่สำคัญคือ ห้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจนัดหยุดงานทุกรูปแบบ และจำกัดให้แต่ละรัฐวิสาหกิจมีสหภาพแรงงานได้เพียงแห่งเดียว โดยมีสมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 10 ของพนักงานทั้งหมด

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ได้วิเคราะห์ถึงความพยายามดังกล่าวไว้ว่า 

“เหตุผลแท้จริงที่ภาคประชาสังคมและวงการแรงงานทั่วไปรับรู้คือ ไม่ต้องการให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจมีสิทธิรวมตัวนัดหยุดงานต่อรองกับรัฐบาลได้ ต้องการสลายอำนาจต่อรองของกลุ่มสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจที่เคยรวมตัวหนุนเสริมสหภาพแรงงานเอกชนในสหพันธ์แรงงานและสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ มาตลอด”

ทนงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและการกำจัดการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน  และเคยประณาม รสช. ไว้ว่า 

“ทหารกำลังสร้างปัญหาให้กรรมกรด้วยการยุบเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 ฝากเตือนถึงบิ๊กจ๊อด อย่านึกว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วจะทำอะไรก็ได้ ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง และเวลานี้ทหารทำให้กรรมกรมีทุกข์ ดังนั้นควรทำอะไรรอบคอบ วันนี้สามช่า วันหน้าอาจไม่มีแผ่นดินอยู่”10บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 85

ความสั่นคลอนครั้งใหญ่ที่มาเยือนขบวนการแรงงานเมื่อทนง “ถูกอุ้มหาย”

ในวันที่ 14 มิถุนายน 2534 สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยนำโดยทนง ได้จัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงโดยเรียกร้องให้ยกเลิกการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และยกเลิกประกาศ รสช. ฉบับที่ 54 รวมถึงยื่นหนังสือกับ รสช. กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย

ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม ปีเดียวกัน  ทนงได้ประกาศว่า สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยจะไม่เข้าร่วมจัดงานวันแรงงาน หรือวันเมย์เดย์ เพราะไม่เห็นด้วยคำสั่ง รสช. ที่สร้างเงื่อนไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จำกัดเสรีภาพในการการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้เดินขบวน ห้ามชูป้ายเนื้อหาการเมือง ห้ามชูป้ายเกี่ยวกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ห้ามพูดบนเวทีเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เป็นต้น จึงทำให้วันแรงงานในปีนั้นเป็นปีแรกที่มีกลุ่มแรงงานหลายกลุ่มประกาศไม่เข้าร่วมจัดงาน

ความขัดแย้งระหว่างทนงกับรสช. มีมาต่อเนื่อง โดยชนวนสุดท้าย เกิดขึ้นเมื่อทนง ได้รับเชิญโดยตรงให้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่จัดขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยงานดังกล่าวมีกำหนดการจะจัดขึ้นในวันที่ 3 – 27 มิถุนายน 2534 แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีหนังสือถึงทนงให้งดการเดินทางไปประชุมใหญ่ แต่ทนงยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมและแจ้งเจตจำนงชัดเจนว่าตนจะประณามการกระทำของคณะรัฐประหาร และร้องเรียนต่อ ILO และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ11พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย. (ม.ป.ป.). ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานถูกอุ้มหาย. สืบค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2568, จาก https://www.thailabourmuseum.org/read/%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2

 อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานก่อนการเดินทางไปนครเจนีวา ทนงได้หายสาบสูญไปในวันที่ 19 มิถุนายน 2534 โดยพบเพียงรถของเขาถูกจอดทิ้งไว้หน้าสหภาพฯ ต่อมาครอบครัวและคนรอบตัวต่างมั่นใจว่าทนงถูกบังคับสูญหายไปโดยอำนาจรัฐ โดย อดิศร โพธิ์อ่าน ลูกชายทนง เขียนไว้ในหนังสือครบรอบ 25 ปี การหายตัวไปของทนง ไว้ว่า 

“จะมีใครที่อยากทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อทำแล้วได้สิ่งตอบแทน ไม่ตายก็หายสาบสูญจากการกระทำของรัฐทหาร”

นอกจากนี้ พลตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความคิดเห็นในคอลัมน์ซอยสวนพลู หนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน ถึงการหายตัวไปของทนงว่า “ทางฝ่ายทหารจับตัวคุณทนงไปฆ่าจริงๆ นั้นแหละ วิธีการเก็บผู้ที่ไม่ถูกใจกับตนเคยทำกันมาแล้วในเมืองไทยเรานี้เอง ถ้าไปอ่านประวัติศาสตร์”12บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 86

การหายตัวไปอย่างกะทันหันของทนง ไม่เพียงแต่สร้างความแตกสลายให้กับครอบครัว แต่ยังส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานและความเป็นเอกภาพที่ลดลง สกุล สื่อทรงธรรม ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ได้กล่าวถึงบรรยากาศในขบวนการภายหลังข่าวการสูญหายของทนงว่า

“ข่าวที่ตีพิมพ์หน้า 1 หนังสือพิมพ์หลายฉบับ วันที่ 20 มิ.ย. 2534 ที่รายงานว่าทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไป รถวอลโว่คู่ใจถูกทิ้งไว้อย่างไม่เรียบร้อยหน้าสำนักงานสหภาพแรงงานขนส่งที่ราษฎร์บูรณะ ข่าวนี้ไม่เพียงขย่มขวัญขบวนการแรงงานเท่านั้น หากยังช็อคขบวนการแรงงานทั่วโลกอีกด้วย”13บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ. (เชิงอรรถ 1). หน้า 66

วรชาติ มองว่าการที่ทนงถูกบังคับสูญหาย ทำให้ขบวนการแรงงานไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปตราบจนปัจจุบัน 

“ตอนทนงอยู่ สภาแรงงานมีแค่ 3 – 5 สภา ค่อนข้างมีเอกภาพ เวลามีอะไรเราจะจับมือกัน เพราะเราถือว่าแรงงานเปรียบเสมือนตาข่ายที่ต้องประสานกัน ถ้าจะให้ประสานกันอย่างมีคุณภาพ ตาข่ายหรือแห ตาจะต้องเล็กลงถึงจะจับปลาติด แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มันจับกันห่างๆ ปลาว่ายมาก็ผ่านรอดไป ความเป็นเอกภาพจึงไม่มีทุกวันนี้”

นับแต่การสูญหาย ตาข่ายขบวนการแรงงานก็กลายเป็นร่างแหตาห่าง ที่ไม่สามารถจับปลาเลี้ยงปากท้องแรงงานเพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างที่พวกเขาคู่ควรเช่นแต่ก่อน หนึ่งในเหตุผลคงเป็นเพราะเป็นเรื่องที่ยากนักที่จะหาคนที่สู้เพื่อแรงงานจนสุดกำลังได้เช่นทนง 

สำหรับชายที่ขึ้นชื่อว่าไม่เกรงกลัวผู้ใดนั้น ชีวิตของเขาได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างไร้ข้อกังขาว่า สิ่งที่ทนงกลัวมีเพียงสิ่งเดียว คือ การที่แรงงานต้องสูญเสียสิทธิและคุณภาพชีวิตที่ดีที่พึงมี

แถลงการณ์ คัดค้านการรัฐประหาร ปัญหาการเมืองไทยต้องแก้ไขตามครรลองประชาธิปไตย

0

แถลงการณ์ คัดค้านการรัฐประหาร ปัญหาการเมืองไทยต้องแก้ไขตามครรลองประชาธิปไตย

จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจากความตึงเครียดตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับรัฐบาลกัมพูชา รวมทั้งกรณีคลิปเสียงการสุนทนาระหว่างระหว่างนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน เซน โดยมีนายเคลียง ฮวดเป็นล่ามแปลภาษา ที่เผยแพร่ ทั้งในสื่อโชเชียลและสื่อสำนักต่างๆทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวานนี้ (18 มิถุนายน 2568) ได้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจและความกังวลในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเสถียรภาพและความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน กระท่ังมีบุคคลบางกลุ่มพยายามสร้างกระแสเรียกร้องให้ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง จนอาจทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยรัฐประหารอีกครั้ง หนึ่งนั้น 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จะต้องแก้ไขตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น มูลนิธิฯ ขอคัดค้านการกระทำใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่การรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน และเป็นการช่วงชิงอำนาจสูงสุดไปจากปวงชนชาวไทย ในอดีตที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การรัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาของประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน แต่กลับยิ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตการณ์ สร้างความแตกแยกทางการเมืองและในสังคมมากย่ิงขึ้น รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้นำพาประเทศไปสู่ความถดถอยทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ดังที่เราได้เห็นเป็นบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต

มูลนิธิฯ ขอยืนยันว่า การแก้ปัญหาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องกระทำผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะวิกฤตเพียงใด กองทัพหรือกลุ่มอำนาจนอกระบบไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของพลเรือน หน้าที่ของทหารคือการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติจากการคุกคามของศัตรูนอกประเทศไม่ใช่การเข้ามาตัดสินหรือกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ

ในสภาวการณ์เช่นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอเสนอให้รัฐบาล พรรคการเมือง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรจะต้องลาออก เพื่อให้บรรดาพรรคการเมืองร่วมกันสรรหาผู้นำและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ย่อมเป็นหนทางที่นำไปสู่ความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทั้งในประเทศและจากนานาประเทศ
  2. ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและเคารพในสิทธิของประชาชนในการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติ การรับฟังข้อเรียกร้องและความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองและหาทางออกร่วมกัน

มูลนิธิฯ เชื่อว่าพลังของประชาชนและความยึดมั่นในครรลองประชาธิปไตยคือหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และไม่ยอมรับการรัฐประหารซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนโดยเด็ดขาด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

19 มิถุนายน 2568

อัยการสั่งฟ้องนายกสมาคมด้วยใจ ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ กรณีถามเรื่องทหารค้างจ่ายค่าน้ำประปาของมัสยิด

0

อัยการสั่งฟ้องนายกสมาคมด้วยใจ ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ กรณีถามเรื่องทหารค้างจ่ายค่าน้ำประปาของมัสยิด

วันนี้ 17 มิถุนายน 2568 อัยการจังหวัดนราธิวาสมีความเห็นสั่งฟ้องอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในฐานความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 จากกรณีที่อัญชนาโพสต์ข้อความใน Facebook ตั้งคำถามเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้อัญชนาได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสขอให้เลื่อนนัดส่งตัวต่อศาลในเดือนหน้า เนื่องจากเพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนในวันนี้ โดยไม่ได้เตรียมหลักทรัพย์ในการประกันตัว (ปล่อยตัวชั่วคราว) และยังมีภารกิจในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ รัฐสภา ที่กรุงเทพฯ 

อัญชนาระบุว่า จะได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาว่ากรณีของตนไม่ควรสั่งฟ้องเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ซึ่งอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ มาตรา 21 วรรคสอง ที่ว่า “ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ ให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอํานาจสั่งไม่ฟ้องได้”

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามคำสั่งของพนักงานอัยการ คือเพิ่มข้อหาตาม  พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14(1) ที่มีใจความว่าผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน เป็นความผิด 

 คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา หีมมิหน๊ะ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยกองทัพเรืออ้างว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย”

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อัญชนาได้ให้การถึงพยานหลักฐานการโพสต์ซึ่งมีการแก้ไขข้อความที่ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริงโดยเจตนาการกระทําที่สุจริตแล้วว่า “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และได้โพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารด้วยว่า “กรมทหารพรานที่ 44 ได้ชี้แจงมาแล้วคะ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างเร็ว…” 

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีค่าน้ำประปานั้น เฟซบุ๊ก “กรมทหารพรานที่ 44” ได้โพสต์ชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณีน้ำประปา Anchana Heemmina จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่าน Facebook Anchana Heemmina กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปาที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งการโพสต์ของอัญชนาและทางกรมทหารพรานที่ 44 ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

Death and Life of Marsha P. Johnson เมื่อความตายของหญิงข้ามเพศหนึ่งคน เท่ากับการสังหาร LGBTQ+ ทุกคน

0

Death and Life of Marsha P. Johnson เมื่อความตายของหญิงข้ามเพศหนึ่งคน เท่ากับการสังหาร LGBTQ+ ทุกคน

“Death and Life of Marsha P. Johnson” สารคดีปี 2017 ที่เริ่มเล่าเรื่องจากความตายของนักกิจกรรมหญิงข้ามเพศชื่อดัง “มาร์ชา พี. จอห์นสัน” เจ้าของสมญานาม “นางแบบของแอนดี วอร์ฮอล, โสเภณี, นักแสดงหญิง และนักบุญ” ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1992 และเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กได้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่าจมน้ำตายทันที จากการฆ่าตัวตาย

คดีอาจจะจบลงอย่างง่ายๆ หากชุมชน LGBTQ+ ซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวอันอบอุ่นของมาร์ชาไม่ตั้งข้อสงสัยว่า มาร์ชาอาจจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย

มาร์ชา พี. จอห์นสัน หรือชื่อเดิมว่ามัลคอล์ม ไมเคิลส์ จูเนียร์ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งย่านวิลเลจ เป็นบุคคลแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาแต่งกายเป็นผู้หญิง และในสายตาของเพื่อนฝูง เธอเป็นคนมีชีวิตชีวาและมีความสุขอยู่เสมอ และยังได้ฉายาว่าเป็น “โรซา พาร์กส์ แห่งขบวนการ LGBTQ+” ผู้มีความโดดเด่นในประเด็นทางการเมือง การเผยแพร่สันติภาพ และเป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ารอคอยการเดินขบวน Pride ในทุกปี

“ตราบเท่าที่คนของฉันทั่วอเมริกายังไม่มีสิทธิ์ ก็ไม่มีเหตุผลให้ฉลอง นั่นคือสาเหตุที่ฉันเดินขบวนเพื่อสิทธิเกย์มาตลอดหลายปี” มาร์ชากล่าวในการปราศรัยครั้งหนึ่ง

ไม่เพียงแต่การรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น มาร์ชายังรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์ และช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ด้วยการมอบเงิน หาที่อยู่และอาหารให้ รวมทั้งยังร่วมมือกับเพื่อนสนิทอย่างซิลเวีย ริเวรา ในการสร้าง “สตาร์ เฮ้าส์” (STAR – Street Transvestites Action Revolutionaries) ในช่วงปี 1970 – 1973 เพื่อช่วยเหลือ LGBTQ+ ที่เป็นเด็กเยาวชน และคนไร้บ้าน ซึ่งทั้งคู่เรียกว่าเป็น “เป็นการลงมือปฏิวัติของคนข้ามเพศตามท้องถนน”

ทว่าในคืนวันหนึ่ง มาร์ชานัดท่องราตรีกับเพื่อนคนหนึ่ง แต่เธอกลับไม่ปรากฏตัว และเช้าวันต่อมา มีผู้พบร่างไร้วิญญาณของมาร์ชาในแม่น้ำฮัดสัน บริเวณท่าเรือใกล้กับถนนคริสโตเฟอร์ นิวยอร์ก จนกระทั่ง 25 ปีต่อมา ผลการชันสูตรเปิดเผยว่า เธออาจถูกฆาตกรรม

ชีวิตของมาร์ชา = ชีวิตของชุมชน LGBTQ+

มาร์ชาเป็นหนึ่งในไอคอนของชุมชน LGBTQ+ ในช่วงทศวรรษ 1960s ซึ่งเป็นยุคที่การเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ผู้ชายแต่งกายเป็นผู้หญิงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หลายครั้ง ผู้หญิงข้ามเพศจำนวนมากถูกจับกุมตัวโดยไม่มีเหตุผล และเส้นทางชีวิตของคนกลุ่มนี้มักเริ่มจากการถูกไล่ออกจากบ้าน กลายเป็นคนไร้บ้าน ส่วนใหญ่จบชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด ฆ่าตัวตาย ถูกฆาตกรรม หรือหายสาบสูญ และเมื่อความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+ ไม่เคยถูกยอมรับ กรณีการเสียชีวิตของผู้มีหลากหลายทางเพศจึงกลายเป็นคดีที่ถูกมองข้าม หรือถูก “ดอง” โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจจะสืบสวนสอบสวนใดๆ

ทว่าในที่สุด เสียงของ LGBTQ+ ก็ดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในเหตุจลาจลสโตนวอลล์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ซึ่งเป็นการตอบโต้การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามชุมชน LGBTQ+ ในบาร์สโตนวอลล์ ในกรีนิช วิลเลจ นิวยอร์ก โดยแกนนำผู้ชุมนุมก็คือมาร์ชาและซิลเวียนั่นเอง และจากวันนั้นเป็นต้นมา ตัวตนของ LGBTQ+ ก็ปรากฏต่อสายตาโลกมากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ชุมชน LGBTQ+ ทั่วโลกจะเดินขบวนพาเหรด Pride เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในเฉดสีที่หลากหลายของความเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ธงรุ้งโบกไสวทุกเดือนมิถุนายน และการแสดงตัวตนของ LGBTQ+ ก็ได้รับการโอบรับมากขึ้น แต่ความรุนแรงที่มีต่อคนกลุ่มนี้ยังไม่จางหายไป อีกทั้งคดีฆาตกรรม LGBTQ+ ในอดีตก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย หนึ่งในนั้นคือคดีการเสียชีวิตของมาร์ชา ซึ่งในปี 2017 วิกตอเรีย ครูซ อดีตนางโชว์และนางแบบ ที่ถูกไล่ออกจากงานเพราะถูกจับได้ว่าเป็นหญิงข้ามเพศ ปัจจุบันเป็นนักรณรงค์ให้กับผู้เสียหายจากอาชญากรรม ในโครงการต่อต้านความรุนแรงในนิวยอร์กซิตี (New York City Anti-violence Project) ได้เริ่มสืบสวนคดีการเสียชีวิตของมาร์ชาด้วยตัวเอง เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับครอบครัวของมาร์ชา และชุมชน LGBTQ+ ทั้งหมด

“ถ้านำความยุติธรรมมาให้มาร์ชาไม่ได้ จะนำความยุติธรรมมาให้คดีอื่นๆ ที่เป็นปริศนาอยู่ได้อย่างไร” วิกตอเรียกล่าว

ใครฆ่ามาร์ชา พี. จอห์นสัน?

แม้ผลการชันสูตรจะระบุว่ามาร์ชาถูกฆาตกรรม แต่กลับไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “ใครเป็นฆาตกร” เช่นเดียวกับกรณีการฆาตกรรม LGBTQ+ คนอื่นๆ ที่การเอาผิดผู้ก่อเหตุนั้นทำได้ยากเย็นเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม สารคดีเรื่องนี้กลับชี้ให้เห็น 4 ปัจจัย ที่คร่าชีวิตมาร์ชาและผู้มีความหลากหลายทางเพศคนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

  • เจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นแรกที่เห็นอย่างเด่นชัดจากการเสียชีวิตของมาร์ชา คือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เร่งสรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นการฆ่าตัวตาย โดยไม่ผ่านการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด แม้ผู้ที่ใกล้ชิดมาร์ชาจะพยายามยืนยันว่ามาร์ชาไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เจ้าหน้าที่กลับละเลยและปัดตกพยานหลักฐานเหล่านี้ เพียงเพราะว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงข้ามเพศ แม้เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี การรื้อฟื้นคดีก็ยังคงไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้น กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคามประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ในปัจจุบันก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำร้ายร่างกาย ด่าทอ และขู่ฆ่า

  • อาชญากรรมจากความเกลียดชัง

สารคดีให้ข้อมูลว่า ก่อนการเสียชีวิตของมาร์ชา รายงานอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มีต่อ LGBTQ+ เกิดขึ้นมากถึง 1,300 ราย และ 12 – 18% มาจากความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ ในย่าน The Stroll ที่มาร์ชาและเพื่อนนัดพบกัน มักจะมีนักเลงขับรถวนเวียนและดักทำร้าย LGBTQ+ และในคืนก่อนที่จะพบศพมาร์ชา มีผู้พบเห็นมาร์ชาถูกชายสองคนไล่ตาม ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการบันทึกเรื่องนี้ และไม่ได้ดำเนินการสืบสวนแต่อย่างใด

แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มีต่อ LGBTQ+ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรณีในยุคปัจจุบันที่ถูกเล่าคู่ขนานไปกับการรื้อฟื้นคดีของมาร์ชา คือการเสียชีวิตของอิสลาน เน็ตเทิลส์ หญิงข้ามเพศที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยเหตุที่ว่าผู้ก่อเหตุตกใจที่รู้ว่าเน็ตเทิลส์ไม่ใช่เพศหญิง และพยายามป้องกันตัว

  • ผู้มีอิทธิพลและอภิสิทธิ์ชนในขบวน Pride

แม้ว่าขบวนพาเหรด Pride จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQ+ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป งานเทศกาลและขบวน Pride กลับกลายเป็นแหล่งทำเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น หลักฐานหนึ่งที่ถูกเล่าในสารคดีคือ ก่อนการเสียชีวิตของมาร์ชา แรนดี วิกเกอร์ เพื่อนสนิทของเธอ ได้เปิดโปงกรณีทุจริตในคณะกรรมการจัดงานเทศกาล และพยายามทวงคืนงานเทศกาลให้กลับมาเป็นของชุมชน LGBTQ+ อย่างแท้จริง ทว่าการท้าชนของแรนดีกลับทำให้มาร์ชาตกเป็นเป้าความรุนแรง

นอกจากผู้มีอิทธิพลที่แสวงหาผลประโยชน์จากขบวน Pride แล้ว สารคดี “Death and Life of Marsha P. Johnson” ยังได้วิพากษ์และตั้งคำถามถึง “อภิสิทธิ์ชน” ที่ได้รับประโยชน์จากการเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ และละทิ้งคนในขบวนเมื่อตนเองได้รับประโยชน์แล้ว ดังที่นักกิจกรรมคนหนึ่งระบุว่า “พวกคนมีอภิสิทธิ์ได้การแต่งงานเกย์แล้ว ตอนนี้พวกเขาไปกันหมด หายหัว ทิ้งชุมชน LGBTQ+ ไว้ข้างหลัง”

  • นโยบายรัฐที่ไม่เคยรวม LGBTQ+ อยู่ด้วย

ชีวิตของซิลเวีย ริเวรา สะท้อนภาพของนโยบายรัฐที่ไม่ครอบคลุมถึงชีวิตความเป็นอยู่และสิทธิต่างๆ ของพลเมืองกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน เพราะหลังจากการเสียชีวิตของมาร์ชา ซิลเวียกลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยอยู่ในเพิงบริเวณท่าเรือถนนคริสโตเฟอร์ ใกล้กับจุดที่พบศพมาร์ชา ทว่าต่อมา เธอถูกไล่ที่และไล่รื้อบ้าน เนื่องจากรัฐมีโครงการก่อสร้าง Hudson River Boulevard ที่ประกอบด้วยถนน 7 เลน, ทางจักรยาน, ทางวิ่ง และทางสำหรับสเก็ต รวมทั้งการก่อสร้างอาคารสูงอีกมากมายที่จะตามมา

“มีตึกเวรพวกนี้ตั้งมากมายแล้วในแมนฮัตตันเฮงซวยนี่ ขอแค่ตึกเวรนี่ตึกเดียวให้คนราว 15 คน มาอาศัยอยู่ยังไม่ได้ ยังอยากจะปรับปรุงใหม่อีก มาร์ชากับฉันทำกันเองในยุค 1970” ซิลเวียในวัยกลางคนกล่าวประท้วง

จนกระทั่งในปี 2017 ท่าเรือใกล้ถนนคริสโตเฟอร์ได้รับการปรับปรุงเป็นถนนและจุดชมวิวที่สวยงาม ส่วนจุดที่พบร่างของมาร์ชานั้นกลับถูกลบหายไปจากความทรงจำของผู้คน

รัฐต้องปกป้องความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+

ในสารคดีเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องของมาร์ชา ซิลเวีย วิกตอเรีย หรือเน็ตเทิลส์ ล้วนปรากฏภาพการต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองของชาว LGBTQ+ ทั้งเหตุการณ์จลาจลที่สโตนวอลล์ การแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการพิจารณาคดีการฆาตกรรมเน็ตเทิลส์ ไปจนถึงการสร้าง “ทรานซี เฮ้าส์” ในปี 1996 ภายใต้แนวคิดเดียวกับสตาร์ เฮ้าส์ ของมาร์ชาและซิลเวีย ซึ่งกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายของซิลเวีย ริเวรา ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 2002 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ตัวละคร LGBTQ+ ในสารคดีเรื่องนี้พยายามสื่อสารอยู่ตลอดเวลา คือ “รัฐต้องปกป้องความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+ ในฐานะประชาชน” ผ่านการชุมนุมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่สืบสวนคดี การเรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีและให้ความเป็นธรรมแก่ LGBTQ+ ผู้เสียชีวิต และเมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่อาจเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้ รัฐบาลกลางก็ต้องเป็นผู้อำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศในที่สุด

ผสานวัฒนธรรมร้อง คกก. ป้องกันการทรมานฯ กรณีครูสั่งนักเรียนลุกนั่ง 200 ครั้ง

0

ผสานวัฒนธรรมร้อง คกก. ป้องกันการทรมานฯ สอบสวน กรณีครูสั่งนักเรียนลุกนั่ง 200 ครั้ง เข้าข่ายกระทำทรมานและปฎิบัติที่โหดร้ายฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ, พนักงานอัยการ, กรมการปกครอง ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสม กรณีนักเรียนโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัยถูกครูสั่งลงโทษให้ลุกนั่ง 200 ครั้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานทรมานและปฎิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Drama-addict ” โพสต์กรณีที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งใน กทม. พร้อมภาพประกอบเป็นภาพถุงปัสสาวะสีโค้ก พร้อมประวัติอาการและการรักษา โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า นักเรียนคนดังกล่าวถูกครูสั่งให้ลุกนั่ง 200 ครั้ง ติดต่อกัน เนื่องจากส่งการบ้านไม่ตรงเวลา ส่งผลให้นักเรียนมีอาการปวดขานาน 3 – 4 วัน ติดต่อกัน และต่อมามีอาการปวดขาอย่างรุนแรง และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนโค้ก จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

ต่อมา ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ครูที่ลงโทษเด็กนักเรียน เป็นครูที่โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (สพม.กทม.1 ) ของ สพฐ. จึงได้สั่งการให้ ผอ.สพม.กทม. 1 สอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการไม่มีนโยบายลงโทษนักเรียนอยู่แล้ว กรณีนี้จึงถือว่าครูกระทำเกินกว่าเหตุ 

จากกรณีดังกล่าว มูลนิธิฯ เห็นว่า ครูหรือข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ตามนิยามมาตรา 3 วรรค 3 ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565  โดยได้ใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงต่อนักเรียนโดยการสั่งให้ลุกนั่ง 200 ครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง ในลักษณะเป็นการลงโทษที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังเห็นว่าการที่บุคลากรบางส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งอาจจะยังไม่มีการสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ ที่บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งการป้องกันและส่งเสริมแนวความคิดเรื่องการป้องกันการทรมานฯ  มูลนิธิจึงมีความห่วงกังวลว่าการสั่งลงโทษนักเรียนเช่นนี้อาจเกิดขึ้นอีก หากไม่มีการสืบสวนสอบสวน และหากพบว่ามีการกระทำผิด การลงโทษผู้กระทำความผิดและผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 42 ตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ อย่างเหมาะสม รวมไปถึงดำเนินคดีต่อผู้บังคับบัญชาจะเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในการดำเนินมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกต่อเด็กและเยาวชน

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิฯ จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ, พนักงานอัยการ, กรมการปกครอง ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเหมาะสม รวมทั้งให้ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ยุติวัฒนธรรมโยกย้ายผู้กระทำความผิดไปสังกัดหน่วยงานอื่น และดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว มูลนิธิฯ ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ติดตามข่าวสารการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ว่าจะสามารถใช้กลไกตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ต่อไป

นายกสมาคมด้วยใจฯ รายงานตัวต่ออัยการครั้งที่ 5 พร้อมรอฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง 

0

นายกสมาคมด้วยใจฯ รายงานตัวต่ออัยการครั้งที่ 5 พร้อมรอฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาทกรณีถามเรื่องทหารค้างจ่ายค่าน้ำประปาของมัสยิด

พรุ่งนี้ (17 มิถุนายน 2568)  อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) นักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เพื่อรายงานตัวต่อพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งที่ 5 เพื่อฟังคำสั่งว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ อีกทั้ง อาจมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบาเจาะ จากข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยเพิ่มข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่   

ทั้งนี้ ภายหลังจากนัดส่งตัวอัญชนาพร้อมสำนวนไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 เป็นต้นมา สำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสนัดหมายให้อัญชนามารายงานตัวทุกเดือน โดยอัญชนาเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการ ครั้งแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นจำนวนสี่ครั้ง เป็นระยะเวลากว่าสี่เดือน เพื่อฟังคำสั่งพนักงานอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ 

ก่อนหน้านี้อัญชนาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการจังหวัดนราธิวาสด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า “หากพิจารณาข้อความที่โพสต์ทั้งหมดในเรื่องนี้ จะเห็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นประโยชน์ต่อสังคม มิได้เป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมิได้เป็นการใส่ความผู้ใดอันเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และไม่ใช่การลงข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งยังแสดงถึงเจตนาอันสุจริตในการเป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

การที่ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และเป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การสะท้อนปัญหาดังกล่าวและหน่วยงานราชการทหารที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณชน ทำให้ประชาชนได้ทราบความจริงและคลายสงสัย ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การดำเนินคดีนี้กับตนย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนแต่ประการใด ดังนั้น จึงขอพนักงานอัยการได้โปรดพิจารณาและมีคำสั่งไม่ฟ้อง”

 คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา หีมมิหน๊ะ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยกองทัพเรืออ้างว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย”

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อัญชนาได้ให้การถึงพยานหลักฐานการโพสต์ซึ่งมีการแก้ไขข้อความที่ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริงโดยเจตนาการกระทําที่สุจริตแล้วว่า “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และได้โพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารด้วยว่า “กรมทหารพรานที่ 44 ได้ชี้แจงมาแล้วคะ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างเร็ว…” 

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีค่าน้ำประปานั้น เฟซบุ๊ก “กรมทหารพรานที่ 44” ได้โพสต์ชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณีน้ำประปา Anchana Heemmina จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่าน Facebook Anchana Heemmina กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปา ที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งการโพสต์ของอัญชนาและทางกรมทหารพรานที่ 44 ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

อัญชนากล่าวก่อนจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ว่า ตนทราบว่าพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาเพิ่มตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ตนให้ความร่วมมือแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายความ กล่าวในฐานะทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายคดี SLAPPs นี้ และในฐานะผู้ที่เคยถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งในลักษณะนี้มาก่อน ให้ความเห็นว่า “บทบาทของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีส่วนสำคัญในการให้ความเป็นธรรมกับนักกิจกรรมได้ด้วยการสั่งคดีอย่างเป็นอิสระและไม่ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมาแทรกแซงความเห็นทางกฎหมายที่จะอำนวยความยุติธรรมได้และต้องไม่ล่าช้า”