8 ก.ค 68 ฟังคำสั่งชี้ขาดศาลพลเรือนหรือศาลทหาร คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้าฝึกทหารเกณฑ์ปี 66
พรุ่งนี้ (8 ก.ค 2568) เวลา 9.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 นัดฟังคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าคดีดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 ซึ่งเป็นศาลพลเรือน หรือศาลทหาร หลังจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นครูฝึกทหารใหม่ยื่นคำร้องให้คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ กลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร
แม้คดีนี้โจทก์และจำเลยได้สืบพยานเสร็จสิ้นในศาลพลเรือนหรือศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 แล้ว เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเจ้าของคดี ขอให้นำคดีดังกล่าวกลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร ต่อมาศาลทหารและศาลพลเรือนจึงได้ทำความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาล ผลปรากฏว่าสองศาลมีความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลไม่ตรงกัน โดยศาลทั้งสองต่างก็เห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของตน ดังนั้นการพิจารณาชี้ขาดว่าศาลใดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลทำหน้าที่วินิจฉัยเป็นขั้นตอนถัดไป โดยคำสั่งของคณะกรรมการจะถือเป็นที่สุด
บทบาทของ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คือการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเรื่องเขตอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นๆ โดยวินิจฉัยชี้ขาดคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดที่ขัดแย้งกัน และกรณีอื่นที่เขตอำนาจศาลขัดแย้งกัน คณะกรรมการคณะนี้ประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 4 คน ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล 2542
การวินิจฉัยของคณะกรรมการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เนื่องจากจะเป็นการนำความผิดที่เกิดขึ้นภายในเขตพื้นที่ทหาร และมักจะได้รับการสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ออกมาพิจารณาอย่างโปร่งใสโดยศาลพลเรือน ซึ่งจะส่งผลต่อการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทหารในอนาคต
กรณีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 หลังจากที่พลทหารกิตติธรเข้ารับการเกณฑ์ทหารได้เพียง 2 เดือน โดยหลังจากการฝึก พลทหารกิตติธรมีอาการป่วยหนัก จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
คดีนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องครูฝึกสองนาย ข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และสั่งฟ้องในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 34 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งต่อมาจำเลยพยายามยืนยันว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลทหาร จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลพลเรือนและศาลทหาร
เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ครอบครัวของผู้เสียชีวิตต้องทนทุกข์ทรมาน และยังคงรอคอยความยุติธรรม คำขอโทษ การเยียวยาจากกองทัพบก มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามรับฟังคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลในวันดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความโปร่งใสในการพิจารณาคดี ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง ได้รับการชดเชยเยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับพลทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้ในที่สุด


![[PR]CrCF ส่งหนังสือถึงสถานทูตอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกรณี “อันดรี ยูนุส” นักปกป้องสิทธิชาวอินโดนีเซียถูกสาดน้ำกรด](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/31-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


