“สงครามยาเสพติด” 3 เดือน กว่า 2,000 ศพ จบที่ไม่พบผู้กระทำความผิด


ปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย ที่ไม่ว่ายุคสมัยใดหรือรัฐบาลไหนก็ไม่อาจแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิผล ทว่าครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยมีมาตรการในการปราบปรามยาเสพติดครั้งใหญ่อย่าง “นโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติด” หรือ “สงครามยาเสพติด” ที่หลายคนเชื่อว่าจะสามารถ “ล้างบาง” ปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม นอกจากจะไม่สามารถยุติปัญหานี้ได้ มาตรการนี้ยังนำไปสู่ปัญหาใหญ่มากมายตามมา

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2544 ผลสำรวจการใช้ยาเสพติดจำนวน 9 ชนิด ของกลุ่มประชากรอายุ 12 – 65 ปี จำนวน 39,000 คน ใน 40 จังหวัด ระหว่างเดือนมีนาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2544 สามารถนำมาคาดประมาณจำนวนผู้ที่เคยใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งต่อไปนี้ กัญชา กระท่อม ฝิ่น เฮโรอีน สารระเหย ยาบ้า ยาอี ยาเค และโคเคน พบว่ามีสูงมากถึง 7.31 ล้านคน หรือร้อยละ 16 ของประชากรที่มีอายุ 12 – 65 ปี 

ในช่วงเวลาเดียวกัน สารเสพติดที่แพร่ระบาดมากที่สุดคือยาบ้า ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยในระหว่าง พ.ศ. 2536 – 2544 การใช้ยาบ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 10 เท่า มากกว่าเฮโรอีนซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในช่วงก่อนหน้า จนถึงปี 2545 มีการประมาณการณ์ว่า ร้อยละ 2.4 ของคนไทยที่มีอายุระหว่าง 12 – 65 ปี รวมทั้งร้อยละ 4.5 ของผู้ชายไทย เป็นผู้ใช้ยาบ้า

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2546 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จึงมีมติกำหนดให้ “นโยบายปราบปรามยาเสพติด” เป็นวาระแห่งชาติ

กำเนิดสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด

14 มกราคม 2546 ในการประกาศนโยบายสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ทักษิณ ชินวัตร ได้หยิบยกคำพูดของ พล.อ. เผ่า ศรียานนท์ อดีตนายตํารวจผู้ได้ชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ที่ว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตํารวจไทยทําไม่ได้” มาประกอบในการกล่าวสุนทรพจน์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพฯ พร้อมกล่าวเสริมในทำนองว่า ผู้ค้ายาเสพติดมีความโหดร้ายต่อลูกหลาน เราจึงต้องโหดร้ายกลับไปบ้าง และการที่ผู้ค้ายาต้องตายบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา

ต่อมา ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 29 พ.ศ. 2546 ซึ่งลงนามในวันที่ 28 มกราคม 2546 มีการเรียกร้องให้ปราบปรามการค้ายาเสพติดอย่างหนักหน่วง “ด้วยมาตรการจากเบาไปหาหนักและเด็ดขาดตามสถานการณ์” ในคําประกาศระบุว่า “หาก (บุคคลใด) กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ถือเป็นบุคคลที่เป็นภัยคุกคามต่อสังคม ประเทศชาติ”

และในวันที่ 31 มกราคม 2546 กระทรวงมหาดไทย ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ประกาศสงคราม “ขั้นแตกหัก” เพื่อเอาชนะยาเสพติดพร้อมกันทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2546 โดยได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด” หรือ ศตส. ในหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย ศตส. กระทรวงมหาดไทย (ศตส. มท.) และ ศตส. จังหวัด, ศตส. อำเภอ และ ศตส. กิ่งอำเภอ โดย ศตส. กระทรวงมหาดไทย ออกคำสั่งไปยัง ศตส. ระดับต่างๆ โดยการออกคำสั่งการเป็นหนังสือด่วนที่สุด รวมทั้งกำหนดให้ใช้มาตรการ “กำปั้นเหล็ก” (Iron Fist) ชี้นำ ปลุกเร้า กระตุ้น และชักจูงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

สำหรับเป้าหมายในการดำเนินงานภายในระยะเวลาอันสั้น เพียง 3 เดือนนั้น มุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้ได้ตามอัตราร้อยละ ที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลาของการปฏิบัติงาน เช่น จำนวนผู้ผลิต ผู้ค้า ณ วันที่ 1 ก.พ. 2546 จะต้องหมดสิ้นไปภายในวันที่ 30 เม.ย. 2546, จำนวนผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 75, จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ณ วันที่ 1 ก.พ. 2546 จะต้องหมดสิ้นไปภายในวันที่ 15 ก.พ. 2546 และความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนในภูมิภาคแต่ละพื้นที่มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 90

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งในการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร คือการบริหารงานแบบ “ซีอีโอ” ซึ่งสะท้อนผ่านการให้รางวัลตอบแทนและการลงโทษ (Reward and Punishment) สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายใต้นโยบายสงครามยาเสพติด อันได้แก่ ระบบ Fast-track ที่เป็นมาตรการตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตามนโยบายเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเร็วเป็นพิเศษ และการให้เงินรางวัลสินบนนำจับ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่ง หรือถูกสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการในพื้นที่อื่น

นอกจากนี้ เครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามนโยบายสงครามยาเสพติด คือ “บัญชีดำ” หรือบัญชีรายชื่อของผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด บัญชีดำนี้เกิดขึ้นจากระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่จำกัด ทำให้ ศตส. มท. สั่งการให้ ศตส. ระดับต่างๆ ทำบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเร่งด่วน แต่ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีไว้อย่างชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม โดยให้เป็นไปตามดุลยพินิจของ ศตส. ในระดับต่างๆ ผลที่ตามมาคือ เจ้าหน้าที่รัฐใน ศตส. ต้องเร่งรีบจัดทำบัญชีตามวิธีการหรือแนวทางที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม และได้มาซึ่งรายชื่อของบุคคลโดยเร็วที่สุด ทว่าไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน

บทสรุปผู้บริหารในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุว่า “กรณีจึงปรากฏว่าในหลายพื้นที่ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเรียกชาวบ้านมาทำประชาคม เพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่ตนเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และให้เขียนชื่อบุคคลดังกล่าวใส่กระดาษ และหย่อนกระดาษลงในหีบที่จัดเตรียมไว้ จากนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเหล่านั้น บุคคลที่ชื่อของตนถูกชาวบ้านเสนอมากที่สุดจะถูกกำหนดชื่อของตนไว้ในบัญชีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”

จากการปราบปรามยาเสพติดสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยแรงกดดันจากระยะเวลาอันจำกัด แนวทางการปฏิบัติงานที่ไร้หลักเกณฑ์ การจูงใจเจ้าหน้าที่ด้วยรางวัลและการลงโทษ บวกกับการสนับสนุนของรัฐบาลให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผ่านคำพูดที่ปลุกเร้า สร้างภาพปีศาจที่คุกคามวิถีชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของชาติ นำไปสู่การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ การขึ้นบัญชีดำผู้ต้องสงสัยโดยไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนอย่างละเอียด การข่มขู่คุกคามนักสิทธิมนุษยชน และการบังคับสูญหายในหลายกรณี

ข้อมูลจากรายงานของ “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน” (คตน.) ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ระบุว่า ภายหลังจากการดำเนินนโยบาย มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น 2,604 คดี และมีผู้เสียชีวิต 2,873 คน ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงกว่าปกติเมื่อเปรียบเทียบกับคดีฆาตกรรมในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ทั้งก่อนและหลังการดำเนินนโยบาย 

ในจำนวนคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนดังกล่าว แบ่งเป็นคดีฆาตกรรมที่ผู้ตายไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 834 คดี มีผู้เสียชีวิต 878 คน, คดีฆาตกรรมที่ไม่ทราบสาเหตุการตาย 538 คดี มีผู้เสียชีวิต 571 คน และคดีสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม เกิดขึ้นทั้งสิ้น 45 คดี มีผู้เสียชีวิต 54 คน

สำหรับผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำนั้น ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์, บุคคลที่ฐานะไม่ค่อยดีแต่กลับมีเงินทุนในการประกอบกิจการ, บุคคลที่เคยร้องเรียนหรือมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ, บุคคลที่เป็นฐานเสียงหรือหัวคะแนนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลในขณะนั้น โดยครอบคลุมพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ

เมื่อบุคคลมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏในเรื่องร้องเรียนจำนวนมากว่า บุคคลที่มีชื่อในบัญชีถูกสังหารหรือฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ภายหลังจากการรายงานตัว หรือในบางกรณี เจ้าหน้าที่มักพบยาเสพติดในตัวผู้เสียชีวิตหรือในยานพาหนะ แต่การตรวจพบยาเสพติดมักจะเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีญาติ คนในครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือบุคคลที่เป็นกลางร่วมตรวจค้นด้วยแต่อย่างใด นอกจากนี้ บุคคลที่ถูกสังหารหรือฆาตกรรมจำนวนมากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ และมีจำนวนหนึ่งที่สูญหายโดยไม่ทราบชะตากรรม

ตลอดระยะเวลาการดำเนินนโยบายสงครามยาเสพติด กสม. ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจับกุมโดยไม่มีหลักฐาน การใส่ชื่อในบัญชีดําโดยไม่มีเหตุผล สมาชิกในครอบครัวถูกสังหารเนื่องจากการรณรงค์ปราบปรามยาเสพติด และการตั้งข้อหาเท็จว่ามียาเสพติดในครอบครองโดยตํารวจ โดยระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 7 มีนาคม 2546 กสม. ได้รับข้อร้องเรียน 123 กรณี เทียบกับข้อร้องเรียนเพียง 12 กรณี ที่ได้รับในช่วง 7 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ขณะที่มีกรณีฆาตกรรม การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการบังคับสูญหาย แต่รัฐบาลกลับเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อมวลชนว่า กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ เกิดจากการ “ฆ่าตัดตอน” หรือการสังหารโดยฝีมือของขบวนการค้ายาเสพติด และผู้ที่ถูกสังหารและตกเป็นเป้าหมายล้วนเป็นอาชญากรที่อันตราย โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 กระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีการสังหารผู้ต้องสงสัย 993 ราย ซึ่งมีอยู่ 977 รายที่เป็น “การฆ่าตัดตอน” อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลเช่นนี้ยังไม่ได้มีการสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานอย่างชัดเจน และยังกลายเป็นการชักจูงให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าบุคคลที่เสียชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของขบวนการค้ายาเสพติดด้วยกัน

ทว่าเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเรื่องฆ่าตัดตอน สิ่งที่รัฐบาลทำคือการปรับเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ โดยตั้งคณะกรรมการติดตามการให้ความคุ้มครองผู้ให้ความร่วมมือต่อทางราชการในการปราบปรามยาเสพติด และตั้งอัยการสูงสุดตรวจสอบคดีฆ่าตัดตอน รวมทั้งรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผลการดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ หลังจากมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ร้องทุกข์และแจ้งความในคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน ทว่าในหลายคดี พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหรือติดตามคดีแต่อย่างใด รายงานจาก กสม. ระบุว่า เมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน พนักงานสอบสวนกลับสรุปสำนวนคดี โดยเสนอความเห็นให้งดการสอบสวน เนื่องจาก “ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้” ทว่าปรากฏข้อเท็จจริงจากคำให้การของบุคคลในครอบครัวผู้เสียชีวิตว่า พวกเขาไม่เคยได้รับหนังสือเรียกให้ไปให้การจากพนักงานสอบสวน 

สำหรับการเยียวยาในรูปแบบเงินชดเชยนั้น ครอบครัวผู้เสียชีวิตบางส่วนได้รับเงินเยียวยาความเสียหายจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา เนื่องจากยื่นคำขอรับเงินเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอตามระเบียบของกรมคุ้มครองสิทธิฯ

“ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม”

นโยบายปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลักพันคนภายในระยะเวลาไม่นาน สร้างความกังวลให้กับนานาชาติอย่างมาก ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 อัสมา จิลานี จาฮังเกียร์ (Asma Jilani Jahangir) ผู้แทนพิเศษจากองค์การสหประชาชาติด้านการสังหารโดยวิสามัญฆาตกรรมอย่างปราศจากการไต่สวนหรือกระทําโดยพลการ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 100 คน ในประเทศไทย เนื่องจากการปราบปรามการค้ายาเสพติด รวมทั้งเรียกร้องให้มีการจํากัดการใช้อาวุธร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎบัตรนานาชาติอย่างเคร่งครัด และให้มีการไต่สวนการเสียชีวิตแต่ละรายโดยทันที อย่างโปร่งใส และเป็นอิสระ

ข้อกังวลดังกล่าวนำไปสู่วาทะในตำนานของทักษิณ อย่าง “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม” พร้อมตอบโต้จาฮังเกียร์ว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติต้องปฏิบัติตามกฎบัตรนานาชาติ และมองว่าไม่มีปัญหา หากองค์การสหประชาชาติต้องการเข้ามาตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ “ยาแรง” ในการปราบปรามยาเสพติด สร้างคะแนนนิยมให้กับทักษิณและรัฐบาลเป็นอย่างมาก จากการสํารวจของสวนดุสิตโพลล์ในระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 5 เมษายน 2546 ระบุว่า ร้อยละ 75 ของคนไทย ใน 76 จังหวัด สนับสนุนท่าทีอันแข็งกร้าวของทักษิณต่อสงครามปราบปรามยาเสพติด และร้อยละ 12 มีความพอใจอย่างยิ่งที่ผู้ค้ายาถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย

ในที่สุด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2546 ทักษิณได้ “ประกาศชัยชนะ” ในสงครามยาเสพติดครั้งนี้ โดยตัวเลขจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า มีผู้ถูกสังหาร 2,275 คน ซึ่ง 51 รายถูกเจ้าหน้าที่ยิงเพื่อป้องกันตัวเอง และต่อมาในเดือนธันวาคม 2546 ทักษิณประกาศชัยชนะอีกครั้ง และให้รางวัลนำจับแก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนร่วมในการรณรงค์ แม้ว่าในความเป็นจริง ยาเสพติดจะยังไม่หมดไปจากประเทศ แต่ทักษิณก็กล่าวว่า “เราสามารถบอกได้ว่าในตอนนี้ยาเสพติด ซึ่งเคยเป็นอันตรายใหญ่หลวงสําหรับประเทศ ไม่สามารถทําร้ายเราได้ต่อไปอีก”

22 ปีผ่านไป สื่อมวลชนกระแสหลักย้ายฐานที่มั่นจากหนังสือพิมพ์สู่โลกออนไลน์ ทักษิณกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง เรื่องราวของสงครามยาเสพติดจางหายไปพร้อมกับกว่า 2,000 ชีวิตของผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำและผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรม หลงเหลือเพียงภาพและบาดแผลในความทรงจำของสมาชิกในครอบครัว ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบต่อนโยบายที่ผิดพลาด และยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาหลักอันดับต้นๆ ของสังคมไทยเช่นเดิม

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts