เมื่อปี 2509 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีวันขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติสากล (International Day for the Elimination of Racial Discrimination) เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ชาร์ปวิลล์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อตำรวจเปิดฉากยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมโดยสงบที่ออกมาต่อต้านกฎหมายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 69 ราย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวย้ำเตือนให้เห็นถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่มีมาอย่างยาวนาน และเกิดขึ้นในหลายมุมโลก วันขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติสากลจึงมีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มความพยายามในการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สีผิว หรือชาติพันธุ์ 

มาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญไทยได้บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุจากความแตกต่างในปัจจัยต่างๆ รวมถึงเชื้อชาติ และรับรองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานว่าบุคคลทุกคนเท่าเทียมกัน  นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความผูกพันในการมุ่งมั่นขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ

เนื่องในวันขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติสากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมหยิบยกคำกล่าวที่น่าสนใจจากบุคคลดังในประวัติศาสตร์โลกที่ทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison) เป็นนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาและเป็นนักเขียนหญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม งานวรรณกรรมของโทนีมุ่งถ่ายทอดประสบการณ์ของชาวแอฟริกันอเมริกันรวมถึงปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงผิวดำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง The Bluest Eye (2520) หรือ Beloved (2530) ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 2536

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2518 โทนีร่วมเป็นวิทยากรในซีรี่ย์งานเสวนา Black Studies Center Public Dialogue. Pt. 2 ภายใต้หัวข้ออเมริกันดรีม (American Dream) จัดโดยหอสมุดมหาวิทยาลัยรัฐพอร์ตแลนด์ (Portland State University) 

หัวข้อที่โทนีพูดมีชื่อว่า “มุมมองแบบมนุษยนิยม” (A Humanist View) เธอพูดถึงประวัติศาสตร์การกดขี่และเหยียดเชื้อชาติคนผิวดำกับบทบาทของศิลปินและนักประพันธ์ที่จำเป็นต้องมีมุมมองแบบมนุษยนิยมเป็นสำคัญ เนื่องจากการศึกษาและผลงานศิลปะเหล่านี้จะเป็นหลักฐานที่สะท้อนวิสัยทัศน์การมองโลกในแต่ละยุคสมัย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องทำให้มั่นใจว่าการศึกษาและงานศิลปะจะไม่เมินเฉยและตระหนักถึงปัญหาการเหยียดเชื้อชาติที่นำไปสู่การผลิตซ้ำอคติเก่าๆ ตลอดจนสร้างอคติใหม่ๆ ต่อคนผิวดำดังเช่นในประวัติศาสตร์การกดขี่ทาสของอเมริกาในอดีต อันเป็นตัวอย่างสำคัญของการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

โทนีเน้นย้ำว่าหนึ่งในหน้าที่สำคัญของนักวิชาการรวมถึงศิลปินทุกแขนงคือหน้าที่ในการเผยให้เห็นความจริงที่สำคัญว่าการทำงานของอคติการเหยียดเชื้อชาติทำงานกับบุคคลและสังคมอย่างไร 

 “เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคืออะไร และรู้ว่าหน้าที่สำคัญของการเหยียดเชื้อชาติคือการทำให้ไขว้เขว มันขัดขวางคุณจากการทำงาน ทำให้คุณต้องคอยอธิบายครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมคุณควรมีชีวิต เมื่อมีคนกล่าวหาว่าคุณไม่มีภาษาเป็นของตนเอง คุณก็ใช้เวลากว่ายี่สิบปีในการพิสูจน์ต่อคนเหล่านั้นว่ามันไม่จริง เมื่อมีคนบอกว่ารูปทรงศีรษะของคุณผิดปกติ คุณจึงพยายามให้นักวิทยาศาตร์พิสูจน์ว่ารูปทรงศีรษะคุณปกติดี เมื่อมีคนบอกว่าคุณไม่มีศิลปะ คุณก็เลยขุดมันขึ้นมา เมื่อมีคนบอกว่าคุณไม่มีอาณาจักร คุณก็เลยขุดมันขึ้นมา

ทั้งหมดนี้ไม่มีความจำเป็นเลย และมันก็จะมีเรื่องอื่นตามมาเสมอ” 

โทนีอธิบายว่าการเหยียดเชื้อชาติไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์การเมินเฉยต่อคุณค่าชีวิตมนุษย์ที่ควรมีอย่างเท่าเทียมแต่ยังเป็น “กลลวง” กล่าวคือ แท้จริงแล้วการเหยียดเชื้อชาติไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นเงิน อำนาจ และผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง 

การมีอคติต่อสีผิว สีผม รูปร่าง หน้าตา หรือเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณที่ไร้ที่มา เมื่อใดที่การเหยียดเชื้อชาติปรากฏ เมื่อนั้นการทำงานของกลลวงจึงเริ่มขึ้น

ในมุมของผู้ที่ถูกตั้งคำถาม การเหยียดเชื้อชาติทำให้ไขว้เขว เมื่อความมีอยู่ของตัวตนถูกตั้งคำถามไปเสียหมดว่าชีวิตพวกเขามีคุณค่าพอหรือไม่ และนั่นเป็นเหตุให้รู้สึกว่าตนมีภาระต้อง‘พิสูจน์’ คุณค่าของการดำรงอยู่ ในขณะที่มันกำลังสร้างอำนาจให้กับคนที่ตั้งคำถามเหล่านั้นในการกดขี่และหาประโยชน์จากผู้ที่ถูกตั้งคำถาม และอำนาจของพวกเขาจะมีต่อไป ตราบใดที่ยังคงมีคำถามตามมาเสมอ

 โทนียกตัวอย่างว่าอคติเช่นนี้กลืนกินคนผิวดำด้วยการทำให้พวกเขาติดอยู่กับกับดักความคิดว่าการมีอยู่ของตัวตนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตนเอง แต่กลับดำรงอยู่เพื่อเป็นภาพสะท้อนที่ยืนยันการดำรงอยู่ของคนผิวขาวที่มีอำนาจมากกว่า และนั่นทำให้คนผิวดำในอดีตต้องยอมตกเป็นทาส ถูกกดขี่เสมือนไม่ใช่มนุษย์ ยอมตกอยู่ใต้กฎหมายแบ่งแยกสีผิวที่เกลียดชังพวกเขา  ทำให้ไม่ได้เข้าเรียนหนังสือร่วมกับคนผิวขาว ไม่ได้เข้าห้องน้ำเดียวกับคนผิวขาว ไม่มีสิทธิทางพลเมืองใดๆ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแรงงานที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างประเทศอเมริกา ความเกลียดชังต่อคนผิวดำที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อความต้องการในการใช้ประโยชน์จากพวกเขา การให้ได้ทรัพยากรแรงงานมาโดยง่าย เพียงสร้างความเกลียดชังและปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มนี้ และไม่ว่าคนผิวดำจะพยายามมากเพียงใดในการยืนยันและพิสูจน์ว่าตนก็เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน มีวัฒนธรรม ภาษา มีความรู้ ความรู้สึกนึกคิดเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป การพิสูจน์นั้นก็จะไม่มีวันเพียงพอ เพราะความเกลียดชังเหล่านี้เป็นเพียงกลลวงที่คนผิวขาวต้องการให้คนผิวดำติดกับและยอมจำนน โทนีเปรียบการเหยียดเชื้อชาติเหมือนผ้าแดงที่มาธาดอร์ใช้โบกต่อกระทิง เป้าหมายของมันคือการเบี่ยงเบนความสนใจ ให้กระทิงลืมอำนาจและตัวตนที่แท้จริงของตน

หน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของแนวคิดการเหยียดเชื้อชาติ จึงเป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมของผู้มีอำนาจในการกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่อ้างว่าผู้ถูกกดขี่อ่อนแอกว่า มีการเจริญเติบโตทางความคิดน้อยกว่า พัฒนาช้ากว่า ต้อยต่ำกว่า มีคุณค่าความเป็นมนุษย์น้อยกว่า ประโยคเหล่านี้เป็นกลลวงที่ต้องการทำให้คนหลงเชื่อว่าเป็นความจริงของโลก

“ไม่มีใครเคยคิดจริง ๆ ว่าคนผิวดำต่ำต้อยกว่า … พวกเขาเพียงแค่หวังว่าคนผิวดำจะปฏิบัติตนเช่นนั้น”

มายาคติเรื่องการเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติระหว่างเชื้อชาติต้องการทำให้คนลืมว่าทุกกลุ่มคนและทุกเชื้อชาติมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน  จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักว่าความเกลียดชังเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกดขี่  และในโลกที่เคารพคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติจึงไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

Author