9 ปี กับ 9 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับ “ชัยภูมิ ป่าแส”

ครบรอบ 9 ปี การจากไปของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต ณ ด่านบ้านรินหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียของครอบครัวป่าแส แต่ยังเป็นบททดสอบของสังคมและกระบวนการยุติธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอคติทางชาติพันธุ์และการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในสภาวะปกติทั่วไป โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่มักถูกตีตราโดยอคติของสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

ร่องรอยของความจริงและการต่อสู้ปรากฏผ่านพยานหลักฐานและการต่อสู้ในศาลทั้งสามชั้น กรณีของชัยภูมิเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่าความยุติธรรมในสังคมไทยไม่เคยได้มาโดยง่าย และกำลังย้ำเตือนว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ในทางกลับกันการเข้าถึงความยุติธรรมไม่ควรเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ต้องเป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ในโอกาสครบรอบ 9 ปี CrCF จึงได้รวบรวม 9 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกรณีความตายของชัยภูมิ ป่าแส ที่สะท้อนให้เห็นเส้นทางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม รวมถึงความพยายามและความท้าทายในการยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีกในอนาคต

ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่”

เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ: เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” ที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิของคนชาติพันธุ์และคนไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจบ้านรินหลวง ต. เมืองนะ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ยิงจนเสียชีวิต ขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถยนต์ที่เขาขับมาพร้อมเพื่อน

ข้อกล่าวหาจากฝั่งรัฐ: เจ้าหน้าที่ทหารอ้างว่าชัยภูมิพยายามขัดขืนและจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้าง รวมถึงอ้างว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ดซ่อนอยู่ในหม้อกรองอากาศรถยนต์ เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการยิงโดยอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว

ปริศนากล้องวงจรปิด: แม้ในที่เกิดเหตุจะมีกล้องวงจรปิดถึง 9 ตัว และใช้งานได้ 6 ตัว แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับไม่ส่งมอบภาพบันทึกเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนในทันที และภายหลังพบว่าไม่มีภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุอยู่ในเครื่องบันทึกข้อมูล

หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้ง: ผลการตรวจพิสูจน์ด้ามจับวัตถุระเบิด พบดีเอ็นของบุคคลในปริมาณที่น้อยจนไม่สามารถเปรียบเทียบหรือยืนยันตัวบุคคลได้ การไม่พบลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของชัยภูมิที่ด้ามจับของระเบิดของกลางในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบได้ และระเบิดนั้นยังไม่ถูกเปิดฝาเกลียวเพื่อใช้งาน ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างที่ว่าชัยภูมิถือวัตถุระเบิดของกลางวิ่งหนีเป็นระยะทางถึง 50 เมตร และกำลังจะขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งน่าจะทำให้มีลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของชัยภูมิติดอยู่ที่ด้ามระเบิดในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบได้ และหากชัยภูมิทำท่าจะขว้างวัตถุระเบิดจริงตามที่อ้าง ชัยภูมิก็น่าที่จะต้องเปิดฝาเกลียวออกและใช้นิ้วมือคล้องห่วงเหล็กเพื่อใช้งาน

การต่อสู้ยาวนานกว่า 6 ปี: ในคดีแพ่งที่ครอบครัวชัยภูมิฟ้องกองทัพบกให้ชดใช้เยียวยาใช้เวลาในการต่อสู้ถึง 6 ปี นับแต่ชัยภูมิเสียชีวิต จากคำพิพากษายกฟ้องทั้งในชั้นต้นและอุทธรณ์สู่การพลิกคำพิพากษาในชั้นฎีกาที่สั่งให้หน่วยงานชดใช้เยียวยา โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ศาลฎีกาตัดสินให้กองทัพบกแพ้คดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่พลทหารยิงชัยภูมิเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด ไม่ใช่การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพยานหลักฐานของจำเลย (กองทัพ) มีข้อน่าสงสัยและพิรุธหลายประการทำให้ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีน้ำหนักจะรับฟัง และข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกันหลายประเด็น จากคำพิพากษาศาลฎีกา กองทัพบกต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางนาปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิ เป็นเงินจำนวน 2,072,400 บาท ประกอบด้วยค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ

การเยียวยายังไม่นำไปสู่การรับผิดทางอาญา: อัยการสูงสุดมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” ทหารที่ยิงชัยภูมิในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2564 แต่ครอบครัวและทนายความเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งผลคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2567 หรือหลังมีคำสั่งเกือบ 3 ปี

การต่อสู้เพื่อให้เปิดเผยสำนวนคดีอาญา: ในปี 2568 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีคำสั่งให้สถานีตำรวจภูธรนาหวายเปิดเผยสำนวนคดีอาญาและคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารของสำนักงานอัยการสูงสุดให้แก่ครอบครัวชัยภูมิ โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าครอบครัวควรได้รับทราบข้อมูลเพื่อปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมาย อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารย่อมแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี จึงเห็นสมควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้แก่ผู้อุทธรณ์ทราบได้ โดนก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ทนายความครอบครัวชัยภูมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอคัดถ่ายสำนวนคดีของ สภ. นาหวาย  โดยผู้กำกับฯ สภ. นาหวาย เดิมมีคำสั่งไม่ให้คัดถ่าย เนื่องจากเห็นว่าหากเปิดเผยสำนวนคดีอาญานี้แล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด และเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามหนังสือจาก สภ. นาหวาย ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2567

“วิสามัญมรณะ”: คดีของชัยภูมิถูกยกเป็นตัวอย่างของ “วิสามัญมรณะ” หรือความตายที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในสภาวะปกติ ซึ่งแตกต่างจากความรุนแรงใน “สถานการณ์พิเศษ” เช่น การสลายการชุมนุมทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่ที่มีการจดบันทึกและระลึกถึงเป็นประจำแต่วิสามัญมรณะมักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น การตั้งด่านตรวจหรือการเข้าจับกุมทั่วไป กรณีเหล่านี้มักจะสร้างความสะเทือนใจและได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมากในช่วงแรกที่เกิดเหตุ แต่หลังจากนั้นเรื่องที่เชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรมมักจะเงียบหายไป ภายในงานเสวนาครบรอบ 7 ปี ชัยภูมิ  ป่าแส ศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ว่าในกรณีของชัยภูมิ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 

1. ความยากในการเอาผิดรัฐ: โดยปกติเจ้าหน้าที่รัฐมักจะหลุดพ้นจากการรับผิดชอบเมื่อมีการใช้กำลังจนถึงแก่ความตาย

2. อคติทางชาติพันธุ์: มีการนำมายาคติเรื่องคนชาติพันธุ์กับยาเสพติดมาสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

3. บริบททางการเมือง: เหตุการณ์เกิดในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ไม่เป็นปกติเท่าที่ควร

ความหวังในการยุติวงจรความรุนแรงโดยรัฐ: คดีชัยภูมิเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เห็นถึงความจำเป็นของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยกฎหมายดังกล่าวถูกตั้งความหวังว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเช่นกรณีชัยภูมิได้ เช่น มาตรา 22 ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงตลอดการจับกุม  ซึ่งจะช่วยตรวจสอบการอ้างเหตุผลของเจ้าหน้าที่ ที่มักอ้างว่ามีการต่อสู้ขัดขืนหรือพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ก่อนถูกยิง เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือผู้ตายตลอดจนปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง รวมถึงการเปลี่ยนมาขึ้นศาลพลเรือนแทนศาลทหารในกรณีที่ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ทำให้ญาติสามารถดำเนินการเป็นโจทก์ได้ โดยไม่ต้องรออัยการทหารสั่งฟ้อง

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts