ทนายความ CrCF เตรียมยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้อง ผกก. สภ. อรัญประเทศ กรณีทรมาน-ปฏิบัติโหดร้ายต่อ “ลุงเปี๊ยก” แพะในคดีป้าบัวผัน

จากกรณีการฆาตกรรมนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” สามีของนางบัวผัน เนื่องจากนายปัญญาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำร้ายร่างกายนางบัวผันจนเสียชีวิต ทว่าภายหลังได้มีการเปิดเผยโดยสื่อมวลชนว่าผู้ที่ฆาตกรรมนางบัวผันคือกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุเป็นลูกของตำรวจรวมอยู่ด้วย จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการเปิดเผยเกี่ยวกับกรณีการจับกุมนายปัญญาว่า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ร่วมกับตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา รวม 8 คน ได้จับกุมตัวนายปัญญาโดยไม่แจ้งการจับต่อฝ่ายปกครองและอัยการในท้องที่ และควบคุมตัวเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่ให้ติดต่อญาติ ซึ่งอาจถือเป็นพฤติกรรมปกปิดชะตากรรม รวมทั้งขณะสอบปากคำนายปัญญา เจ้าหน้าที่ได้ให้นายปัญญาถอดเสื้อ นั่งตากแอร์ ใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และใช้เวลาในการสอบปากคำยาวนานตลอดคืน เพื่อให้นายปัญญาหวาดกลัว และรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่านางบัวผันในที่สุด

หลังจากที่มีการเปิดเผยเหตุการณ์การจับกุมและสอบปากคำนายปัญญา รวมทั้งพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหายและกระทำทรมานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ โดยมีนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการฝ่ายสอบสวนขณะนั้นเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นอกจากนี้ก็ยังมีอัยการผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอีกหลายคนร่วมสอบสวน ซึ่งคดีนี้ได้ล่วงเลยมากว่าสองปีแล้ว โดยไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้เผยแพร่คำพูดของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม1https://youtu.be/Hfl7LeKEwEk, https://www.tiktok.com/@suebjarkkhao/video/7613777364060818708?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7488574856117519879https://www.facebook.com/share/v/1KkCJX37sb/ ซึ่งระบุว่า สำนักงานอัยการภาค 2 มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนดังกล่าวทุกคนเห็นตรงกันว่าผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศกระทำผิดอย่างแน่ชัด โดยสำนวนคดีดังกล่าว คณะสอบสวนได้มีการเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องต่ออัยการผู้รับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งก็คืออัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องผู้กำกับการคนดังกล่าว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะทนายความของนายปัญญา จึงมีกำหนดยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 2 อาคารเอ (A) ศูนย์ราชการ (ถนนแจ้งวัฒนะ) ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. เพื่อเรียกร้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบการสั่งคดีของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 2 (จังหวัดระยอง) ว่ามีการสั่งคดีโดยชอบหรือไม่ หากการสั่งคดีเป็นไปตามข่าวที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ดังกล่าว รวมทั้งในกรณีที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เพียงบางข้อหา อาจแสดงว่าพนักงานอัยการฯ ภาค 2 สั่งคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติเห็นควรสั่งฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ กับพวก รวม 8 คน ไว้แล้ว

กรณีการบังคับสูญหาย การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนายปัญญาโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ได้รับคำรับสารภาพ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อกฎหมายไทยและกติกาสากล อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสังคมโดยรวม จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้นายปัญญา ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้รับความเป็นธรรมและนำไปสู่การปฏิรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับประชาชนคนใดอีกในอนาคต เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องควรต้องรับผิดชอบและถูกดำเนินคดีที่ได้จับกุมนายปัญญาโดยมิชอบ รวมทั้งหากมีพฤติกรรมอุ้มหายและกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนายปัญญาด้วย

Author