เช็คลิสต์ประเด็นทรมาน-อุ้มหาย มีอะไรที่ต้องจับตาในปี 2569 บ้าง?

ปี 2568 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายในสังคมไทย ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับการทรมาน การบังคับสูญหาย และการผลักดันกลับ ซึ่งเป็นภารกิจของ CrCF กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เห็นได้จากการดำเนินงานของ CrCF ที่ได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและรณรงค์ในประเด็นเหล่านี้อย่างกว้างขวางและเข้มข้น ตามหลักการของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยผลจากการปฏิบัติงานมีทั้งความสำเร็จ ความท้าทาย และประเด็นที่ต้องดำเนินการผลักดันต่อไป รวมทั้งยังมีประเด็นใหม่ที่ต้องต่อยอดในการทำงานในปีนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรในการสร้างสังคมที่ปราศจากการทรมานและการบังคับสูญหายในที่สุด

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากปีที่แล้ว

การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

กรณีทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นกรณีที่ CrCF ได้รับเรื่องและดำเนินการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มากที่สุดในปี 2568 โดยกรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมากได้แก่ การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ซึ่งเกิดขึ้นกับทหารเกณฑ์ภายในค่ายทหาร ได้แก่ กรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึกทหาร จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เมื่อปี 2566 และใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้จำคุกครูฝึกทั้งสองผู้เป็นจำเลยเป็นเวลา 1 ปี ฐานปฏิบัติโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงลดโทษให้เหลือจำคุกเพียง 8 เดือน

กรณีของพลทหารกิตติธร นับว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเป็นคดีแรกของประเทศไทยที่มีนายทหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลพลเรือนอย่างศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เป็นศาลยุติธรรม ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และถือเป็นคดีแรกที่มีการสั่งลงโทษในข้อหาตามมาตรา 6 ฐานการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายและจิตใจ อีกทั้งคำตัดสินของศาลยังได้สร้างบรรทัดฐานว่าการกระทำที่เป็นการลงโทษแบบ “รวมการ” ไม่ว่าจะในบริบทการฝึกทหาร การอบรมในสถานศึกษา หรือบริบทอื่น อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นับเป็นการยกระดับประเทศไทยในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน 

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปที่ CrCF จะต้องดำเนินการต่อ คือการอุทธรณ์คำสั่งศาลเพื่อเพิ่มโทษจำเลย เนื่องจากการกระทำของจำเลยนั้นส่งผลถึงชีวิตของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องติดตามต่อไป

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกรณีการทรมานทหารเกณฑ์ที่เกิดขึ้นและมีการพิจารณาคดีในเวลาใกล้เคียงกับกรณีพลทหารกิตติธร คือกรณีของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่ถูกครูฝึกจำนวน 13 คน ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนกระทั่งเสียชีวิต กรณีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษาให้จำเลย ซึ่งเป็นครูฝึกทั้ง 13 คน มีความผิดฐานทรมาน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และลงโทษจำคุก ซึ่งในลำดับต่อไป CrCF จะดำเนินการตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในการเอาผิดผู้บังคับบัญชาของจำเลย ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของตำรวจและอัยการ

อีกหนึ่งประเด็นที่เข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือการใช้เครื่องพันธนาการ (กุญแจเท้า) กับผู้ต้องขัง ซึ่งขัดกับมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ที่ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง ยกเว้นมีเหตุอันควร ทว่าปัจจุบันกลับมีการใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังในทุกกรณี แทนที่จะเป็นข้อยกเว้น โดยในปี 2568 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ขอให้ศาลไต่สวนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จากการใช้เครื่องพันธนาการกับนายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังทางการเมือง ในระหว่างการเบิกตัวจากเรือนจำมายังศาลอาญาเพื่อพิจารณาคดี 

อย่างไรก็ตาม หลังจากการไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ใช้เครื่องพันธนาการ กุญแจ และโซ่ตรวนกับนายอานนท์ในระหว่างการเบิกตัวจากเรือนจำมายังศาลอาญาเพื่อพิจารณาคดีจริง แต่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิจนเกินขอบเขตแห่งความจำเป็นหรือไม่ เมื่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ได้ให้อำนาจหน้าที่ในการใช้เครื่องพันธนาการเมื่อคุมตัวผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการหลบหนีได้ ดังนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายบัญญัติไว้

สำหรับประเด็นเรื่องการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ศาลเห็นว่า การกระทำที่จะเข้าข่ายดังกล่าว จะต้องกระทำเกินเลยไปกว่าความจำเป็น ความปกติในการควบคุมตัว และมีลักษณะเป็นการจงใจลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ แต่จากการไต่สวนในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวคำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่มีมูลเพียงพอที่ศาลจะออกหมายเรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้องมาไต่สวนต่อไป จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

การยื่นคำร้องตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานในกรณีการใช้เครื่องพันธนาการแก่นายอานนท์นี้ สะท้อนให้เห็นข้อท้าทายอย่างหนึ่ง คือการตีความคำนิยามเกี่ยวกับการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ตัวคำนิยามเองยังคลุมเครือในบริบทประเทศไทย แม้ในทางมาตรฐานสากลจะมีการตีความนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. ต้องตีความตามดุลพินิจของตัวเอง ทำให้หลายกรณียังไม่เข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ยังคงดำเนินต่อไป เพียงเพราะว่าไม่ตรงตามเงื่อนไขของกฎหมายที่ตีความจากดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ คือการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และทำให้การใช้เครื่องพันธนาการกลับไปเป็น “ข้อยกเว้น” ในที่สุด

การบังคับสูญหาย

ในปี 2568 CrCF ให้การช่วยเหลือด้านกฎหมายในกรณีการบังคับสูญหาย ทั้งหมด 11 กรณี และมีคำสั่งยุติเรื่อง 4 กรณี ได้แก่ กรณีของไกรเดช ลือเลิศ, ชัชชาญ บุปผาวัลย์, สยาม ธีรวุฒิ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า “ไม่พบหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง” โดยคำสั่งยุติคดีมาจากหลายหน่วยงาน เช่น ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด


การมีคำสั่งยุติเรื่องในกรณีการบังคับสูญหายนั้น สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของการบังคับสูญหาย ซึ่งมุ่ง “ทำให้สูญหาย” ทั้งตัวบุคคลและหลักฐานเอาผิดผู้กระทำทั้งหมด เพราะฉะนั้น สิ่งที่สูญหายไปจึงไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่หมายถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่จะสืบสาวไปถึงตัวผู้กระทำความผิด และเมื่อปราศจากข้อเท็จจริงและหลักฐานเหล่านี้ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตัดสินใจยุติคดี ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้กระทำความผิด ทำให้ผู้เสียหายไร้ซึ่งที่พึ่งในการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม และการเยียวยาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ภารกิจหนึ่งของ CrCF คือการพาพยานผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมทั้งทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งยุติเรื่อง ตลอดจนรณรงค์สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้ติดตามและจับตาดูการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพในที่สุด


กรณีบังคับสูญหายอีกกรณีที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง คือกรณีการบังคับสูญหาย “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงที่ถูกบังคับสูญหาย และเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบิลลี่


หลังจากที่บิลลี่หายตัวไปนานกว่าสิบปี ครอบครัวของบิลลี่เป็นโจทก์ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นจำเลย ในความผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยเรียกค่าสินไหมทดแทน อาทิ ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม ค่าเสียหายต่อสิทธิ เสรีภาพและชีวิต ค่าเสียหายต่อจิตใจ ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน และค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินต้นกว่า 26 ล้านบาท จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยกระทำการละเมิดต่อบิลลี่ เมื่อปี 2557


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลแพ่งกลับมีคำสั่งงดสืบพยานในกรณีนี้ และให้จำหน่ายคดีออกจากระบบชั่วคราว จนกว่าคดีอาญาที่อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรมบิลลี่จะสิ้นสุด และเมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงจะนำคดีแพ่งขึ้นมาสืบพยานอีกครั้ง แม้ว่าทีมทนายความของ CrCF จะพยายามโต้แย้ง และขอให้มีการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศก่อน แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งหมายความว่าชะตากรรมของบิลลี่จะยังไม่ถูกเปิดเผย และศาลเห็นว่าควรให้คดีอาญามีคำพิพากษาก่อน จึงจะพิจารณาคดีแพ่งได้ ก็ทำให้การเยียวยาล่าช้าออกไป และยากที่จะทำให้ครอบครัว ซึ่งก็เป็นผู้เสียหายจากการบังคับสูญหาย สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง เพราะฉะนั้น ความหวังหนึ่งในปีนี้ คือความคืบหน้าทางคดีอาญาและคดีแพ่งของกรณีบิลลี่ ซึ่งจะนำไปสู่การชดเชยเยียวยาแก่ครอบครัวในที่สุด


กรณีการบังคับสูญหายประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้มีเพียงกรณีของบิลลี่เท่านั้น แต่ยังมีกรณีการบังคับสูญหายนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวกะเหรี่ยงใน อ. อมก๋อย จ. เชียงใหม่ โดยหลังจากที่นายดีแขถูกบังคับสูญหาย ได้มีการพบร่างนายดีแขแขวนคอเสียชีวิต ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นการฆาตกรรม


หลังจากที่ CrCF ได้รับเรื่องร้องเรียนในกรณีของนายดีแข เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ทางมูลนิธิได้ยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ขอให้อัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ อ.ฮอด จ. เชียงใหม่ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และกระทรวงยุติธรรม พิจารณาและตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยล่าสุด พนักงานอัยการได้เรียกผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ทนายความ และพยานที่เกี่ยวข้อง เข้าให้ข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 16 – 17 กันยายน 2568 รวมทั้งมีการส่งร่างของนายดีแขไปชันสูตรพลิกศพที่สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ และขณะนี้อยู่ในระหว่างรอผลการชันสูตร

การผลักดันกลับ

พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ “การปราบปรามข้ามชาติ” (Transnational Repression) กลายเป็นประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐที่ถูกจับตามองจากนานาชาติอย่างมาก โดยมีทั้งความคืบหน้าของกรณีในอดีต กรณีปราบปรามข้ามชาติที่เกิดขึ้นใหม่ และกรณีที่มีความพยายามส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตรายในประเทศต้นทาง โดยในปีที่ผ่านมา ปรากฏกรณีส่งกลับอย่างน้อย 2 กรณี ได้แก่ การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คน ไปยังประเทศจีน การจับกุมตัวและส่งกลับนายดวง วาน ไถ และการส่งกลับอี ควิน เบดั๊บ ไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกจับตามองโดยรัฐบาลเวียดนาม


กรณีการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ จำนวน 40 คน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 CrCF ได้พยายามใช้กลไกของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยเฉพาะมาตรา 26 ที่กำหนดให้ “บุคคลอื่นใด” มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยุติการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือการอุ้มหายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้ เนื่องจากการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้อาจส่งผลให้พวกเขากลับไปเผชิญภัยประหัตประหารโดยรัฐบาลจีน


อย่างไรก็ตาม การใช้กลไกตามมาตรา 26 (6) ก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะการตีความนิยามคำว่า “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” ของศาลอาญา โดยให้เหตุผลว่า ไม่ปรากฏว่ามูลนิธิมีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนผู้เสียหายแต่อย่างใด ทั้งวัตถุประสงค์ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมุ่งเน้นการปฏิบัติและความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงไม่ใช่บุคคลตามที่ระบุไว้หรือมีคุณสมบัติ เช่นเดียวกับบุคคลที่ระบุไว้ตามบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง และศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง


สำหรับกรณีของดวง วาน ไถ สื่อมวลชนอิสระและนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม ที่ถูกบังคับสูญหายขณะที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย เมื่อปี 2566 ขณะนี้  CrCF ได้ประสานกับเครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นำพยานเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับอัยการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว


ส่วนกรณีของอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยและนักเคลื่อนไหวเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเวียดนาม ที่ถูกทางการไทยจับกุมตัว ดำเนินคดี และถูกคุมขัง จนกระทั่งมีคำสั่งให้ส่งตัวเขากลับไปยังประเทศเวียดนาม เมื่อปลายปี 2568 CrCF ได้ดำเนินการส่งหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี และกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจยุติการส่งตัวนายเบดั๊บกลับไปยังประเทศเวียดนาม โดยล่าสุด CrCF ได้รับหนังสือตอบกลับจากกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมรับทราบกรณีที่มูลนิธิเรียกร้องให้ยุติการส่งตัวนายอี ควิน เบดั๊บ พร้อมมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อไป

ประเด็นใหม่ที่ต้องจับตาในปีนี้

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย พ.ศ. 2565

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันครบรอบ 3 ปี การบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งวาระสำคัญในครั้งนี้คือการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่มีการใช้กฎหมายฉบับนี้ แม้จะประสบความสำเร็จในแง่ของการป้องกันกรณีทรมานและบังคับสูญหาย การกำหนดข้อหาที่ชัดเจน และการกำหนดเกณฑ์การเยียวยาผู้เสียหาย แต่การใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นี้ ก็ยังมีข้อท้าทายอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนิยาม “การกระทำทรมาน” ตามมาตรา 5 ที่แคบกว่านิยามตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT), การตีความ “การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล , สัดส่วนตลอดจนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชาติฯ ตาม พ.ร.บ. , การตีความบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตาม พ.ร.บ. ในกรณีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. บังคับใช้ และการยุติการสอบสวนในคดีบังคับสูญหาย ที่กำหนดให้ต้องมีการ “สืบหาข้อเท็จจริงจนกว่าจะทราบชะตากรรม” เป็นต้น เพราะฉะนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนจะมีการประชุมหารือกันเกี่ยวกับข้อท้าทายที่เผชิญในการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการแก้ไข พ.ร.บ. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หมายถึงกระบวนการและกลไก ทั้งทางยุติธรรมและไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกใช้โดยสังคมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยแห่งความขัดแย้งในวงกว้าง การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ หรือการปกครองที่กดทับประชาชน เป้าหมายหลักคือการชี้ให้เห็นถึงมรดกของความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในอดีต การสร้างความมั่นใจว่าจะเกิดความรับผิดรับชอบ อำนวยความยุติธรรม การสร้างความสมานฉันท์ และสร้างอนาคตที่เป็นไปในแนวทางประชาธิปไตย มีสันติภาพ และมีความยุติธรรม โดยเป็นแนวทางที่มีผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และต้องอาศัยบริบทเฉพาะ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ 4 เสาหลัก ได้แก่ การค้นหาความจริง (Truth Seeking), ความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ (Justice and Accountability), การชดเชยเยียวยา (Reparations) และการรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (Guarantees of Non-Recurrence)

ในปี 2569 นี้ ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐที่กระทำต่อประชาชน ทว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี ขณะที่บาดแผลทางจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสียยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดและผู้สั่งการที่ยังไม่ปรากฏชัดเจน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐในยุคหลังอย่างเหตุการณ์ตากใบ ซึ่งเป็นการทรมานและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานถึง 20 ปี จนกระทั่งคดีหมดอายุความ ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงผู้สั่งการคนใดได้รับโทษแม้แต่คนเดียว แม้ว่าจะสามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีอำนาจหน้าที่ในขณะนั้นได้ก็ตาม

เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐเหล่านี้อาจนำไปสู่การคลี่คลายและสามารถคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและสังคมได้ ด้วย 4 เสาหลักของแนวคิดความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน กล่าวคือ ต้องมีการค้นหาความจริงและเปิดเผยความจริงต่อครอบครัวผู้เสียหายและสังคม ต้องมีการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด รวมทั้งผู้บังคับบัญชา ต้องมีการชดเชยเยียวยา เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งในรูปแบบเงินชดเชย และการเยียวยาทางจิตใจ รวมทั้งรับรองว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง ทั้งตำรวจ ทหาร ตุลาการ และสร้างอนุสรณ์หรือย้ำเตือนถึงเหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อสร้างการจดจำและป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเกิดขึ้นอีก 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นสอดคล้องกับสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในแง่ของการป้องกันไม่ให้เกิดการทรมานและการบังคับสูญหาย, การกำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำผิดและผู้บังคับบัญชา รวมทั้งการชดเชยเยียวยาและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งแนวคิดความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของ CrCF เพื่อยุติการทรมานและการบังคับสูญหายให้ได้ในที่สุด

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts